ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ลิ้งเพื่อหาประสบการณ์
dot
bulletค้นหากับ google
bulletค้นหากับ Yahoo
bulletส่งเมลกับ hotmail
bulletส่งเมลกับ thaimail
bulletเว็บไซต์ที่น่าสนใจ
bulletโรงเรียนวัดนิโครธาราม
bulletกระดานถามตอบ
bulletระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
bulletค้นหาระเบียบของทางราชการ
bulletรวมคำสั่งของ สพฐ.
bulletเส้นทางสู่ ครูชำนาญการพิเศษ
bulletดูแผนที่ทางอากาศ (ชัดมาก)
bulletไม่เชื่ออย่าลบหลู่
bulletภาพตรงข้ามของเด็กนิโคร
bulletร่วมสร้างสานตำนานรัก
bulletประกาศสอบราคา
bulletค่าใช้จ่ายในการไปราชการ
bulletมุมอาเซียนของเด็กนิโคร
bulletสุขภาพช่องปาก เด็กทับปุดรักฟัน
bulletบทเรียนวิชาภาษาไทย
bulletตลาดนัดนักเรียน
bulletเสียงครวญจากตัวเลขไทย
bulletพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ
bulletโรงเรียนทับปุดวิทยา
bulletรวมวีดีโอกิจกรรมต่างๆ
bulletโรงเรียนวิถึพุทธ
bulletพี่พลอยสอนศิลป์ Show it off
bulletSAR รายงานคุณภาพการศึกษา
bulletจามจุรีสาร
bulletเทศบาลตำบลทับปุด
bulletค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาฯ
bulletบทอาขยาน ของเด็กนิโครฯ
bulletโครงการอาหารกลางวัน




พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนที่ ๔๙

 พระอานนท์  ขณะเดินสนทนาอยู่กับพระพุทธเจ้า
พระอานนท์  :  ตถาคต  ฟังหน่อยเถิด  ก่อนบวชเป็นภิกษุนั้น  ข้ากับเทวทัตเป็นญาติกัน  ข้ามีศักดิ์เป็นน้องชาย  แต่ว่า  มาถึงวันนี้  ข้ารู้สึกผิด  กับการกระทำของเค้า  ขนาดมาอยู่ร่วมกับท่านแล้ว  เค้าก็ยังไม่เปลี่ยน
พุทธะ  เมื่อเจ้าตรัสรู้แล้ว  ย่อมให้อภัยทุกคนได้  อานนท์.
พระอานนท์  :    ท่านอภัยทุกคนได้  แต่ทว่าถึงตอนนี้  เทวทัตก็ยังละความอิจฉาไม่ได้  ข้ากลัวว่าที่ท่านวิจารณ์เค้าต่อหน้าภิกษุในวันนั้น  เทวทัตจะต้องหาทางแก้แค้นแน่และเค้ามีทางเลือกเดียวเท่านั้น  นั่นคือการแบ่งแยกสำนัก  ซึ่งเป็นการทำร้ายท่าน
พุทธะ  อานนท์  สำนักคือสำนึกของเรา  เป็นใบรับรองการเทินทางของเรา  ไม่มีทางเป็นเหตุผลให้เราเจ็บปวด  เรามีเหตุผลเดียว  ที่วิจารณ์เทวทัต  ต่อหน้าภิกษุทุกรูป  นั่นคือ   เราต้องการที่จะประกาศว่า  เราไม่ได้มอบหมายหน้าที่ดูแลสำนักนี้ให้แก่เทวทัต  แม้มันจะไม่เป็นเหตุให้เทวทัตทำเรื่องไม่เป็นปกติก็ตาม  แต่เค้าจะต้องรับผิดชอบมัน
ขณะนั้น  นางอัมราปาลี หญิงโสเภณีผู้โด่งดังแห่งเมืองไวศาลี  เดินร้อนรณเข้ามาพระพุทธองค์
นางอัมราปาลี : ข้าได้รับข่าวจากชีวกะและภิกษุบางรูปว่า  เทวทัตกำลังก่อกบฏต่อท่าน  ข้าใจร้อนมาก  ก็เลยรีบมาบอกท่าน  และคนที่ให้ความสนับสนุนเทวทัต  ไม่ใช่ใครที่ไหน  เค้าคืออชาตศัตรู
อชาติศัตรูต้องการลดอิทธิพลของท่าน  และเทวทัตต้องการเป็นผู้นำทางศาสนาแทนที่ท่าน  คนเห็นแก่ตัวสองคนรวมหัวกันทำร้ายท่าน
พระอานนท์  : ข้าก็กลัวเช่นนั้น  ตถาคต  เทวทัตเป็นนักพูดที่ดี  เค้าบรรพชาให้ภิกษุมากมาย  และพวกนั้นก็ชื่นชมเค้าแถมยังนับถือเค้าด้วย
นางอัมราปาลี  :  ท่านพูดถูกแล้ว  ข้าได้ยินว่าเทวทัต ตั้งคำถามเรื่องหนทางสู่จิตวิญญาณของท่าน เค้าหาข้อตำหนิในการฝึกฝนของท่าน เรื่องค้นคว้าการฝึกฝนของท่าน  เค้ากำลังยั่วยุภิกษุทั้วไป  เค้าบอกว่า  วิธีการสอนของท่านนั้น  ไม่ได้มาตรฐานสำหรับคนรุ่นใหม่
พระอานนท์  เมื่อความเห็นแก่ตัวแพร่กระจาย  ในสังคมเยาวชน  ก็จะเป็นเป้าหมายแรกเสมอ  หนุ่มสาวผู้ไร้สมอง  ทียังไม่บรรลุนิติภาวะ

นางอัมราปลี  :  อชาตศัตรูกับเทวทัตร่วมกันคบคิดแผนการร้าย  อชาตศัตรูยกป่าเป็นของขวัญให้เทวทัต  แถมยังจัดเตรียมอาหารและน้ำให้  มีภิกษุหลายพันรวมตัวกัน  พวกเค้าอยากแยกสำนักจากท่าน  ไปตั้งที่แห่งใหม่
ภิกษุ  เดินมาหาพระพุทธะ
:  ถึงเวลาเทศนาแล้ว
นางอัมราปลี 
:  ข้าขอตัวก่อน  ข้าเป็นห่วงท่าน  กลัวแทนท่านจริงๆ
พุทธะ 
:  เคล็ดลับของชีวิต  คือเป็นอิสระจากความกลัว  ไม่มีใครหน้าไหนรู้อนาคตได้  ไม่ว่าจะเป็นเราหรือว่าเจ้า
            อัมราปาลี  เจ้าอย่าได้พึ่งพาคนอื่นเลย  เมื่อใดที่เจ้าเป็นอิสระจากความกลัว  เจ้าจะเข้าสู่หนทางการหลุดพ้น
นางอัมราปลี 
:  มีแต่ผู้เป็นอิสระเท่านั้น  ที่เนกำลังผู้อ่อนแอได้  มีแต่ท่านเท่านั้น  พุทธะ
            พระพุทธองค์  ขึ้นไปนั่งประทับบนแท่นหิน
พระอานนท์ 
:  วันนี้มีหลายคนมาจากวังหลวงและภิกษุจากที่อื่นๆ ด้วย  พวกเขาอยากถามและแสดงความเป็นห่วงท่าน
พระเทวทัต  ลุกขึ้นยืน 
:  ท่านสอนให้พระทุกรูป  มีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย  ไม่มีความรู้สึกอยากมี  อยากได้  แต่วันนี้  ข้าต้องการที่จะเสนอ  กฎ  ๕ ข้อ  แก่ท่าน  เพื่อที่จะให้ภิกษุทั้งหมด  ใช้ชีวิตเรียบง่าย  ได้อย่างมั่นใจ  ไม่มีเรื่องมากังวล
            พระพุทธองค์  พยักหน้า
พระเทวทัต 
:  ข้อ  ๑  ควรมีกฎให้ภิกษุอาศัยในป่า  การอาศัยในหมู่บ้านหรือค้างคืน  ควรจะถูกห้าม
ข้อ  ๒  สิ่งที่ภิกษุได้รับจากการบิณฑบาตนั้น  ภิกษุควรฉันแต่สิ่งที่ได้มา  ไม่ควรจะรับนิมนต์จากคนอื่น  เพื่อฉันเพล
ข้อ  ๓  ภิกษุควรเย็บจีวรที่ฉีกขาดและสวมใส่จีวรเดิมเท่าที่มีอยู่  โดยไม่ควรรับจีวรที่เป็นของถวายจากคนอื่น
ข้อ  ๔  ภิกษุควรจะหลับนอนใต้ต้นไม้เท่านั้น  ไม่ควรนอนในบ้านหรือในกระท่อม
และข้อที่สำคัญที่สุด  นั้นก็คือข้อ  ๕  ภิกษุทุกรูป  ควรที่จะฉันแต่มังสวิรัติ เท่านั้น
พระพุทธองค์  
:  เทวทัต  เราไม่ยอมรับและไม่อาจตั้งกฎ  ตามที่เจ้าต้องการได้
            ภิกษุใด  ที่อยากอาศัยในป่า  พวกเค้าย่อมสามารถทำได้  ที่เหลือ  สามารถอยู่ในหมู่บ้านหรือในเมืองได้
            ภิกษุใด  ที่อยากจะฉันอาหารเพียงมื้อเดียว  ย่อมไม่รับนิมนต์  เพื่อฉันเพลได้  ภิกษุรูปอื่นๆ  สามารถรับนิมนต์  ให้ไปฉันอาหารได้ตามใจ
            ภิกษุใด  ที่ต้องการจะปะเย็บเครื่องนุ่งห่มและจีวรแบบนั้นก็ย่อมทำได้  แต่ที่เหลือ  ที่ได้จีวรมาจากการถวาย  ไม่ควรรับมาเกินสามผืน
            ภิกษุใด  ที่ต้องการจะนอนหลับใต้ต้นไม้  ก็ย่อมที่จะทำได้เช่นนั้น  ส่วนที่เหลือ  อยากนอนในบ้านหรือในกระท่อมก็เชิญ  มันเป็นสิทธิ์ของพวกเขาเถิดนะ
            ภิกษุใด  ที่อยากฉันมังสิวิรัต  ย่อมมีสิทธิ์ฉันได้  แต่คนที่ไม่อยากฉันมังสิวิรัตนั้น  พวกเขาไม่ฉันก็ได้  แต่ต้องไม่ฆ่าสัตว์  เพื่อที่จะนำมาทำเป็นอาหารฉันกัน
            เทวทัต  ในระบบที่เป็นอยู่นั้น  ภิกษุย่อมมีโอกาส  ได้สัมผัสกับคนธรรมดามั่วไปและได้มีโอกาสที่จะได้เผยแผ่ศาสนา  ให้ก้าวไกลออกไป
พระเทวทัต 
เจ้า  เจ้ากำลังติข้อเสนอของข้า
พระอานนท์ 
เจ้านั้นแหละที่ติ  เทวทัต
พระเทวทัต 
:  ข้า  ข้ากำลังพูดกับพุทธะ  ตกลงว่าจ้าจะไม่รับข้อเสนอของข้าอย่างงั้นใช่ไหม
พระพุทธองค์ 
:  เทวทัต  ที่เจ้าว่ามานั้น  เรารับเอาไว้ไม่ได้
พระเทวทัติ  พาพระภิกษุเดินออกจากสำนัก
พระอานนท์ 
:  ภิกษุเทวทัต  รู้หรือเปล่าว่า  กำลังทำอะไรอยู่
พระเทวทัต 
นี่เจ้าพูดกับพี่ชายของเจ้าแบบนี้หรือ  อานนท์
พระอานนท์ 
:  คนเรานั้น  วัดที่การกระทำ  เจ้าทำอะไรที่สมกับที่เป็นพี่ชายบ้างละ  เจ้ากำลังหลงผิด  เจ้าจะพาสำนักหลงผิดใช่ไหม
พระเทวทัต 
:  ข้านะ  จะให้แนวทางใหม่  แก่คนรุ่นใหม่  แล้วมันอะไรกัน  กลับกลายเป็นว่า  ถ้าใครแสดงความเห็นใดแก่พุทธะ  เท่ากับดูหมิ่นเค้าเสียหมดเหรอ
พระอานนท์ 
พุทธะอยูเหมือการดูหมิ่นทั้งปวง
พระภิกษุ
  :  แต่พุทธะ  ปฏิเสธข้อเสนอทั้งห้าของเทวทัตนะ  ทำไมละ  ก็เพราะว่า  กฎของเทวทัต  เข้มงวดกว่าพุทธะ  หากภิกษุทุกรูปให้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา  มันจะไม่เกิดหายะนะหรือ
พระอานนท์ 
:  พุทธะคือประตูของคนธรรมดา  กับความรู้อันสูงสุด  หากคนธรรมดาถูกเพิกเฉิย  หลายคนต้องถูกกีดกันจากความรู้อันสูงสุด  เจ้าไม่เข้าในเรื่องนี้หรือ
พระเทวทัต 
:  เจ้ามันคนหัวอ่อน  หัวอ่อนจริงๆ  แต่จำไว้ว่า  การบำเพ็ญตบะมันยากและเข้มงวด  แล้วเราทุกคนจะเดินตามที่เข้มงวด
            แล้วพระเทวทัต  ก็พาเหล่าภิกษุที่เชื่อตนออกจากสำนักไป
พระพุทธองค์ 
:  ตกลงว่า  เทวทัต  จะแยกตัวออกไปซินะ
พระอานนท์ 
:  เทวทัต  หว่านหนามลงดิน  แล้วเขาจะได้ผลไม้อะไร
พระพุทธองค์ 
:  อานนท์  เมื่อเจ้าเข้าใจดีแล้ว  ทำไมยังหมองใจอีกละ
พระมหากัสสะปะ  
พุทธะ  ท่านควรประกาศว่า  เทวทัตไม่ใช่สมาชิกของสำนักนี้แล้ว  เค้าชี้นำทางผิด
พระพุทธองค์ 
มหากัสสะปะ  ข้าจำได้ว่า  เจ้าเคยพูดจายกย่องเทวทัตอย่างนั้นมิใช่มะ
พระมหากัสสะปะ  
ใช่แล้วพุทธะ   ข้าเคยยกย่องเขาจริง  แต่นั่นเป็นพฤติกรรมและการบำเพ็ญตบะของเค้า
พระพุทธองค์ 
:  แต่ตอนนี้  เจ้าพูดว่าร้ายเทวทัต  เจ้าพูดความจริงหรือเปล่า
พระมหากัสสะปะ  
ข้าพูดความจริง
พระพุทธองค์ 
:  เราอยากรู้เพียงเท่านี้  ดังนั้น  ไม่ว่าจะเกิดอะไร  ขอเพียงยืนหยัดความจริงเอาไว้
พระมหากัสสะปะ  
งั้นพรุ่งนี้เช้า  เหล่าภิกษุที่นี่  จะประกาศว่า  เทวทัตกำลังหลงผิด  เค้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนันี้แล้ว
พระพุทธองค์ 
:  ทำไมพวกท่านจึงเงียบไปละ  ทำไมท่านกับท่านสารีบุตรไม่พูดบ้าง
ขณะนั้นพระโมคคัลลานะ (อัครสาวกเบื้องซ้าย)  กับพระสารีบุคร (อัครสาวกเบื้องขวา)  กำลังครุ่นคิด  ต่างมองหน้ากัน  แล้วพยักหน้าให้แก่กัน
พระสารีบุตร 
:  พุทธะ  โมคคัลลานะกับข้า  จะไปร่วมสำนักของเทวทัต
พระพุทธองค์  ไม่ทรงตรัสอะไร  นอกจากแย้มพระพักตร์เล็กน้อยและพยักหน้า   
พระอานนท์  เห็นดังนั้นก็ร้องไห้
ย้อนกลับมาที่นางอัมราปาลี  ขณะนั่งเกี้ยวเข้ามาถึงเมืองไวศาลี  ทหารของไวศาลีกลุ่มหนึ่งเข้ามาขวางเกี้ยวไว้  คนแบบเกี้ยววางเกี้ยวลงแล้ววิ่งหนีเอาชีวิตไป
หัวหน้ากองทหาร 
เทวีอัมราปาลี  เราได้รับคำสั่งจากเจ้าเมืองไวศาลี  ว่าเมื่อเกี้ยวของท่านมาถึงเขตแดนไวศาลี  ท่านต้องถูกจับและมอบตัวต่อหน้าเค้า
นางอัมราปาลี 
:  ถ้าเจ้าจะจับข้า  ก็ช่วยแจ้งความผิดข้าที
หัวหน้ากองทหาร 
:  ข้อหาท่านคือคนทรยศ  ท่านให้ที่พักพิงแก่ศัตรู  คืออชาตศัตรู  เจ้าเมืองมคธ  หลังจากรู้ความจริงว่า  เค้าคืออชาติศัตรู  ท่านก็ยังเกี่ยวข้องกับเค้า
            ขณะนั้น  มีม้าตัวหนึ่งควบมาอย่างเร็ว  คนบนหลังม้าคืออชาตศัตรู  อชาตศัตรูใช้ธนูยิงใส่ทหารของไวศาลีคนแล้วคนเล่า  ส่วนคนที่เหลือเข้าประดาบกับอชาติศตรู  ก็ถูกอชาตศัตรูฆ่าตายสิ้น  จนเลือดเปรอะเต็มหน้าขะงนางอัมราปาลี
พระเจ้าอชาตศัตรู 
:  หากใครแตะต้องเจ้า  อัมราปาลี  มันผู้นั้นจะไม่เหลือชีวิต
พระเจ้าอชาตศัตรู  รวบตัวนางอัมราปาลี  เข้ามากอดไว้  แต่กลับถูกนางอัมราปาลีผลักออก
พระเจ้าอชาตศัตรู 
:  เป็นอะไร  อัมราปาลี  เจ้าก็เห็นข้าเสี่ยงชีวิต  เพื่อช่วยเจ้า  แต่  เจ้ากลับไปกับข้าเถอะนะ  วันนี้ข้าจะแต่งงานกับเจ้า
นางอัมราปาลี
  :  ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจในเรื่องนั้นเลย
พระเจ้าอชาตศัตรู 
:  เจ้าเลี่ยงคำตอบมานานมากแล้ว  แฃ้ววันนี้  เจ้าต้องตัดสินใจ  อัมราปาลี
นางอัมราปาลี 
:  หน้าที่ของข้าและความรักของข้า  มันขัดแย้งกัน  หน้าที่บอกว่า  ข้าไม่ควรแต่งงานกับท่าน  ส่วนความรัก  ความรักบังคับให้ข้าแต่งงานกับเจ้า  และข้าก็คิดเรื่องนี้ไท่ตกมานานแล้ว (นางอัมราปาลี  ถอนหายใจยาวๆ)  แต่ว่า  ตอนนี้  ทุกอย่างมันชัดเจน  สำหรับข้า
พระอานนท์
  :  เจ้าทำให้ข้ากระวนกระวายใจ  รีบบอกมาซิ  ว่าเจ้าตัดสินใจอย่างไง
นางอัมราปาลี 
:  พุทธะบอกว่า  ให้เป็นอิสระจากความกลัว  ยิ่งไม่กลัว ข้าก็จะไม่คิดเรื่องอนาคต  คิดถึงตัวเองและไม่ต้องพึ่งพาใครและเมื่อเราเป็นอิสระจากความกลัวแล้ว  เราก็จะเข้าสู่หนทางหฃุดพ้น  และเจ้ามีอำนาจแต่เพียงอย่างเดียว
           อชาตศัตรู  ความกลัว  ผู้คนมากมายต่างก็กลัวนามเจ้า  พวกเค้าตัวสั่น  วันนี้เจ้าได้ลงมือฆ่าคนบริสุทธิ์ไปตั้งมากมาย
พระเจ้าอชาตศัตรู 
แต่  ข้าทำไป  เพราะความรักเจ้านะ  อัมราปาลี
นางอัมราปาลี
  :  อย่าพูดถึงความรัก  เพราะว่าความรักนั้น  มันไม่เหมาะสมกับเจ้า  เจ้ารู้อะไรไหม  เจ้าทำลายหลายครอบครัวในพริบตาเดียว  ทำให้ผู้หญิงหลายคนเป็นหม้าย  ทำให้เด็กไร้เดียงสาเป็นกำพร้า  จะให้ข้าแต่งงานกับเจ้า  บนความตายของคนอื่น ข้าทำแบบนั้นไม่ได้  เจ้าแย่งชิงความสงบไปจากข้า  เจ้าทำให้ข้าร่วมก่อบาปไปกับเจ้าด้วย  ไปให้พ้นจากที่นี่  รีบไปชะ
          พระเจ้าอชาตศัตรู  ถึงกับดาบหล่นออกจากมือ
          ณ  ท้องพระโรงเมืองไวศาลี  แคว้นวัชชี  นางอัมราปางพรลี  ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าลิจฉวี  กษัตริย์แห่งเมืองไวศาลี
มหาอำมตร์ 
:  ฝ่าบาท  คนที่ถูกขนานนามว่า  หญิงผู้วิเศษจากไวศาลี  นางทรยศต่อเรา  นางซ่อนตัวเจ้าเมืองมคธ  อชาตศัตรูที่บาดเจ็บไว้ในห้อง  ระหว่างเค้าหาตัว  นางบอกเค้าถึงความลับของไวศาลีทั้งหมด  นางนี่แหละ  ที่ติดต่อกับอชาตศัตรูตลอด
พระเจ้าลัจฉวี 
:  อัมราปาลี  เป็นความจริงหรือไม่  อัมราปาลี  ความเงียบของเจ้า  หมายความว่าอะไร  เจ้าจะยอมรับข้อกล่าวหาเรื่องนี้  หรือว่าจะปฏิเสธ
นางอัมราปาลี 
:  ข้ากล่าวหาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง
            เสียงกระซิบจากเหล่าอำมาตร์  ว่า  น่าอาจจริง  กล้าพูด  ใครอย่า
พระเจ้าลัจฉวี
  :  อัมราปาลี  ข้เสียใจ  ที่ได้รู้เรื่องนี้  เจ้ามีเหตุผลอะไร  ถึงได้ทรยศต่อไวศาลี  ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเจ้า
นางอัมราปาลี 
:  ฝ่าบาท  ข้ารักไวศาลี  ยิ่งกว่าชีวิตของข้า  แต่ว่าวันนี้  ข้าถูกกล่าวหา  ถูกเกลียดชังจากทุกคน  ข้าเป็นคนผิดในสายตาของพวกเจ้า
พระเจ้าลัจฉวี 
:  ไม่หรอก  อัมราปาลี  ไม่หรอก  ไม่มีใครเอาผิดเจ้าได้  จนกว่าจะได้มีการพิสูจน์แล้วว่าจริง  เจ้าอยากพูดอะไรก็ได้
อมราปาลี 
:  ข้าคือผู้หญิงติตาม  พุทธะ  และพุทธะบอกว่า  สิ่งมีชีวิต  ไม่ว่าสัตว์หรือ มนุษย์  หากมีบาดแผล  เราควรช่วยรักษาโดยไม่แบ่งแยก  มีทหารนอนบาดเจ็บอยู่ที่หน้าวังของข้า  ตอนนั้น  เขาสวมเครื่องแบบของทหารไวศาลี  ข้าไม่รู้ว่าตัวจริงของเค้าเป็นใครกันแน่  และตอนที่รักษาเค้า  ข้าก็เกิดหลงรักเค้า  แต่ข้าไม่ได้บอกความลับใดๆ  ของเมืองไวศาลี  ให้เค้ารับรู้เลย
พระเจ้าลัจฉวี 
:  ข้าเข้าใจดีว่า  เจ้าไม่ได้ตั้งใจที่จะช่วยศัตรู  แต่ว่าเจ้าก็ยังทำผิดพลาดอย่างมหันต์
นางอัมราปาลี 
:  ข้าเสียใจ  ที่ต้องพิสูจน์ความรักของข้าต่อไวศาลี  ซึ่งเป็นเมืองที่ข้ารักยิ่ง  ข้าภูมิใจในความเป็นชาวไวศาลี  แล้วคิดว่าข้าจะหักหลังสายเลือดได้มะ  ข้าไม่ได้หลวกลวงแผ่นดินเกิดของข้า  ข้าไม่ได้หลอกลวงคนที่ข้ารัก  ข้าเป็นมนุษย์และข้าผิดที่ไปรักมนุษย์อีกคนหนึ่งที่ชื่อว่า  อชาตศัตรู  อชาตศัตรูในเครื่องแบบของไวศาลี  ข้ามารู้ความจริงทีหลัง  แต่ว่า  เมื่อข้ารู้  มันก็สายเกินไปแล้ว
            ฝ่าบาท  ข้ายอมรับโทษทั้งหมด  ที่ท่านจะประทานให้
พระเจ้าลัจฉวี 
:  ข้านับถือความกล้าของเจ้า  อัมราปาลี  ใจของคน  มักลืมเรื่องดีๆ  ที่เคยผ่านเข้ามาในอดีต  เมื่อเกิดภัยร้าย  แต่ข้าจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น

          ชาวเมืองไวศาลีทุกคน  พวกเจ้าลืมความดีของอัมราปาลร  ที่ช่วยเหลือทหาร  ในยามศึกได้อย่างไร  นางสละทรัพย์สินทั้งหมด   นางไม่ห่วงเรื่องเวลาและนางก็เป้นกำลังใจให้ทหารเราเสมอ 
         ยามทุกคนรับใช้ของเจ้า  ยังบอกข้าด้วยว่า  ถ้าเจ้าต้องการ  เจ้าก็สามารถแต่งงานกบอชาตศัตรู  ไปเป็นราชินีเมืองมคธได้อย่างสบาย
         ข้ายังรู้ด้วยว่า  เจ้าเลื่อมใสในพุทธะ  ด้วยเหตุเหล่านี้  ข้าจะไม่ลงโทษใดๆ กับเจ้า 
อัมราปาลี  ข้าขอตัดสินว่า  เจ้านั้นพ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด
            นางอัมราปาลี  น้อมรับคำตัดสิน  แล้วเดินออกจากท้องพระโรง  มุ่งตรงไปยังอาศรมของพุทธะ
นางอัมราปาลี 
:  ให้ข้าอยู่กับท่านได้ไหม  ศากยะมุณี โคตรมะ  ท่านจะบวชให้ข้าไหม  ท่านจะบวชให้ข้าได้หรือเปล่า
พระพุทธองค์  แย้มพระพักตร์และพยักหน้า
พระพุทธเจ้า 
:  ความคิดที่จะละทิ้งทางโลก  มาจากจิตของเจ้า
นางอัมราปาลี 
:  ข้าเห็นความจริงของโลก  อันหลอกลวงมามากพอแล้ว  ข้าอยากจะหลุดพ้นจากวงจรชีวิตแบบนี้  แล้วพบกับความสงบ
            กล่าวถึงทางสำนักใหม่ของพระเทวทัต  ซึ่งขณะนั้นพระเทวทัต  กำลังนองเอขะเนกอยู่บนแคร่ไม้ไผ่
พระโคปาลิม 
:  อาจารย์  สารีบุตรกับโมคคลานะ  กำลังเทศก์ภิกษุของท่านอยู่นะ
พระเทวทัต 
:  ฮือ
พระโอปาลิม 
:  สารีบุตรกับโมคคัลลานะ  พวกเขาคือคนสนิทของพุทธะ  ท่านไม่ควรที่จะไว้ใจพวกเขา  พวกเขาต้องมาล้างสมองภิกษุของท่านแล้วก็พากลับไปแน่นอน
พระเทวทัต 
:  พวกเขาเริ่มเบื่อความแข้มงวดของุทธะ  สารีบุตรและโมคัลลานะ  จึงตัดสินใจที่จะมาอยู่กับข้า    พูดตามตรงนะ  ข้าโล่งใจที่พวกเค้ามาอยู่ที่นี่  อย่างน้อยข้าก็ไม่ต้องเหนื่อยกับการเทศน์ทุกวัน  พุทธะกับภิกษุของเค้า  ขับข้าออกจากสำนัก  มีสองคนนี้มาด้วยคือชัยชนะของข้า  พวกเขากำลังสอนเรื่องอะไรอยู่  โคปาลิน  เจ้าได้ยินคำพูดให้ร้ายข้าออกจากปากพวกเค้าบ้านหรือเปล่า
พระโคปาลิน 
:  ข้าไม่ได้ยิน  แต่ว่า
พระเทวทัต 
:  เจ้าไม่เห็นหรือ  โคปาลิน  ไม่เห็นหรือว่ามีภิกษุมากมายเข้ามาสำนักข้า  เพราะอิทธิพลของพวกเค้าทั้งสองคน  มันแปลว่า  หลายคนเห็นแบบนี้แล้ว  เชื่ออย่างแรงกล้าว่า  พุทธะมีข้อเสียและสองคนนี้คือตัวอย่างชั้นดี  ที่เห็นแบบนั้น
           อะไรกัน  ทหารของกบิลพัฒน์มาที่นี่
ทหารกบิลพัฒน์ 
:  คารวะเจ้าชายเทวทัต  ข้าเสียใจ  แต่ข้าได้รับมอบหมายให้มาแจ้งข่าวร้ายกับท่าน  เมื่อสองสามวันก่อนพระเจ้าโตโตธนะสิ้นพระชนม์  หลังจากนั้น  มเหสีมังคลาก็ตรอมใจ  ร่างกายทรุดโทรมลงทุกวัน  นางบอกว่า  นางอยากจะเจอท่านก่อนสิ้นใจ  และนางมีบางอย่างจะบอกท่าน  นางจึงให้มาเชิญท่านเดินทางไปกบิลพัฒน์กับข้าโดยเร็วที่สุด
พระเทวทัต 
:  ได้  ข้าจะไปแน่  ไปเดี๋ยวนี้เลย  เออ!  โคบาลิน  เจ้าจะต้องอยู่ดูแลสำนักแทนข้า  ตอนที่ข้าไม่อยู่
พระโคบาลิน 
:  ได้ครับ
พระเทวทัต 
:  อย่าลืมละ
พระโคบาลิน 
:  ครับ
            ณ  ห้องบรรทมของพระนางมังคลา  พระเทวทัต  เข้ามาพบพระมารดา
พระเทวทัต 
:  ท่านแม่  ท่านแม่
พระนางมังคลา 
:  ใคร
พระเทวทัต 
:  ข้าเองท่านแม่  ข้าเทวทัตไง
พระนางมังคลา 
:  ออ!  เทวทัต
พระเทวทัต 
:  ใช่  ท่านแม่ 
พระนางมังคลา 
:  เออ!  ลูกเอ๋ย เจ้า  เจ้ามาแล้วเหรอ
พระเทวทัต 
:  ใช่  ท่านแม่  แล้วนี่ท่านเป็นอะไรไปหา
พระนางมังคลา 
:  รู้ไหมเทวทัต  ตอนที่แม่นึกถึงอดีต  แม่ไม่เห็นอะไรเลย  นอกจากความรู้สึกผิด  และความรู้สึกเสียใจ  แม่เห็นแค่นั้นจริงๆ
พระเทวทัต 
:  ท่านแม่  ข้ามีเรื่องบางอย่างจะบอกท่าน
พระนางมังคลา 
:  ไม่ต้อง  ลูกเอ๋ย  แม่มีหลายเรื่องอยากจะพูด  เจ้าเห็นสภาพของแม่ไหม  แม่กำลังรอความตายอยู่เพียงลำพัง  โดยที่ไม่มใครเคียงข้าง  นี่คือการลงโทษ  คือการลงโทษลูกเอ๋ย  ลงโทษจากกรรมที่แม่ก่อเอาไว้  เทวทัต
พระเทวทัต 
:  ท่านแม่
พระนางมังคลา 
:  เจ้าตอบคำถามของแม่ข้อหนึ่งจะได้ไหม
พระเทวทัต 
:  ไม่รู้  ถามมาเลย
พระนางมังคลา 
:  ทำไมแม่ถึงได้ทำแบบนี้  ตลอดชีวิต  แม่ทรยศคนอื่น  ทรยศต่อคนที่ไว้ใจ  แม่หลวกลวงพวกเค้า  แม่ทรยศพวกเค้า  เจ้าบอกแม่ได้ไหมื  เพราะอะไร  บอกแม่ได้ไหม  วันนี้แม่สำนึกผิดแล้ว ทึกคนที่แม่พยายาม  พยายามจะแย่งชิงเอาทุกอย่าง  พวกเค้าพากันไปหมดแล้ว  ฮื่อ  พวกเค้าต่างพากันจากไปหมดแล้ว
พระเทวทัต 
:  ไม่นะท่านแม่  ท่านอย่าพูดแบบนั้น
พระนางมังคลา 
:  เทวทัต  เจ้าฟังแม่นะ  แม่รู้มาจากภิกษุบางรูป  ว่าเจ้านะแบ่งแยกสำนัก  ออกจากสำนักของพุทธะ
พระเทวทัต 
:  อะ  มันไม่เป็นความจริง  ท่านแม่  ข้าไม่ได้แบ่งแยกสำนักใคร  ท่านแม่ เทวทัต  ของแม่  มีสำนักเป็นของตัวเอง
พระนางมังคลา 
:  เขานะ  สละแล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง  เค้าลำบากมามากและบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก  สิทธัตถะ  ถึงได้กลายเป็นพุทธะ  เจ้าคิดจะเทียบชั้นอย่างนั้นเซอะ
พระเทวทัต 
:  ไม่นะท่านแม่  หลังจากข้าได้ศึกษามาหลายปี  ข้าพบข้อเสียในวิธีแบบพุทธะ  ข้าทำการศึกษา  ข้าพบแนวทางใหม่  ท่านแม่  คนรุ่นใหม่  หันมาสนใจเพราะข้า  พวกเค้าได้รับคำตอบของปัญหา
พระนางมังคลา 
:  เจ้ากำลังทำผิดอย่างมหันต์  เค้าพบหนทางของการบำเพ็ญเพียร  เป็นเพราะเค้าแท้ๆ  เจ้าถึงได้ค้นพบโลกนี้  เทวทัต  จงตั้งสติ  พยายามเข้าใจ  เราพยายามทำเรื่องชั่วร้าย  เราอยู่กับความเข้าใจผิด  เราอยู่กับความเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต  เมื่อคนอื่นต้องตาย  แต่เราจะอยู่ยั้งยืนยง  เราเข้าใจผิด  เจ้ากับสำนักของเจ้า  จะล้มหายไป  ไม่ว่าเจ้าจะหว่านอะไรไว้  เจ้าก็จะได้สิ่งนั้นกลับมา
พระเทวทัต 
:  ท่านแม่  ท่านไม่รู้หรอก  มีหลายคนพบเส้นทางใหม่ก็เพราะข้า
พระนางมังคลา 
:  เจ้าชี้นำทางผิดๆ
พระเทวทัต 
:  ตอนที่เจ้ายังเล็กอยู่  เจ้าก็อยากจะเป็นอย่างสิทธัตถะ  เมื่อเจ้าอายุมากขึ้น  ตอนนี้  เจ้าก็เปลี่ยนเป้าหมายอีก  เจ้าอยากจะเป็นพุทธะ  แต่เจ้า  แต่เจ้าไม่มีวันเป็นพุทธะไปได้  ไม่มีทางหรอก  ไม่มีทาง  ในรอบหลายร้อยปี  จะมีพุทธะแค่คนเดียว  หลังจากบำเพ็ญเพียรมาหลายปี  สิทธัตถะ  ถึงได้กลายเป็นพุทธะ
พระนางมังคลา 
:  แม้แต่ลมหายใจสุดท้าย  ท่านก็ยังเรียกข้ามาตำหนิอีกหรือ
ข้าโชคร้ายจริงๆ  ถึงเจ้าไปอยู่ในสำนักของพุทธะแท้ๆ  แต่ยังเปลี่ยนความคิดไม่ได้  ความเกลียดชัง  เป็นสิ่งที่ข้าสอนเจ้า  ทำให้เจ้าไม่อาจล้มล้างบาปออกไป  สิ่งเหล่านั้นนะ  ถือเป็นบาปของข้าจริงๆ  ลูกเอ๋ย  เจ้ารู้ตัวไหม  ว่ากำลังทิ่มแทงพุทธะอยู่  เจ้าไม่มีวันที่จะเป็นอย่างพุทธะ  เชื่อแม่เถอะ
พระเทวทัต 
:  ข้า  ข้าจะเป็นพุทธะ  ข้าจะเป็นพุทธะ
พระนางมังคลา 
:  ถ้าอยากเป็นพุทธะละก็  จงเลือกทางของเจ้าเอง  หรือไม่ก็จงเป็นเงาของพุทธะ  ลัวจากนั้น  หนทางการหลุดพ้น  จะเกิดขึ้นในใจของเจ้า  อย่าวิ่งตามหลังชื่อเสียง  เลยลูก  มันไม่คงทน  การหลุดพ้นคือความจริงอันสูงสุด
พระเทวทัต 
:  ข้าต้องทนฟังพุทธะเทศนามาหลายปี  แล้วยังต้องมาฟังท่านเทศนาอีกคนหรือ
พระนางมังคลา 
:  ฮือ!  เชื่อแม่  ไปขอโทษเขาเสียเถอะ  ไปอยู่ร่วมกับเค้า
พระเทวทัต 
:  จะไม่มีวันเกิดขึ้น
พระนางมังคลา 
:  ถ้าเจ้าไม่ทำตามคำขอ  ยามสุดท้ายของข้า  มันจะไม่เป็นผลดียังกับเราทั้งคู่  ใช่  เจ้าจะไม่ได้จุดไฟเผาข้า  และถ้าหากลูกชายไม่ได้เผาผีข้าละก็  วิญญาณของข้า  จะไม่ได้ไปสู่สุขคติ  ฮือ!  ลูกเอ๋ย  ไปอยู่กับพุทธะเถอะนะลูก  ไปขอโทษเขาเสียเถิดนะ  พยายามทำความเข้าใจและบอกว่า  ที่พักพิงของพุทธะคือ  คือทุกสิ่ง
            พระนางมังคลาพร่ำวอนของพระเทวทัต  ด้วยเสียงสะอึกสะอื้นจนวาระสุดท้ายของชีวิต  พระนางยังลืมตาโพลง  เพราะยังมีห่วงในลูกชายสุดที่รักของพระนาง  พระเทวทัตนางฉลอง พระโอตม์ ของพระนางมังคลา
พระเทวทัต 
:  เจ้าจงไปประกาศ  ให้ชาวกบิลพัฒน์รับรู้ว่ามเหสีมังคลาสิ้นแล้ว  แม่ของข้าสิ้นแล้ว  ให้คนช่วยจัดพิธีศพให้นางด้วย




ทางสามแพร่ง

ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี
มหาสติปัฏฐานสูตร
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๓
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๔
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนท่ี ๓๐
พุทธศาสนาThe Have I Heard ความนำ เพื่อร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑ พระสูติกาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒ ลักษณะมหาบุรุษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓ เทวฑูตทั้ง ๔
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔ เสด็จออกผนวช
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕ พิจารณาอาหารในบาตร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๖ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๗ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๘ ทางสายกลาง หนทางแห่งการตรัสรู้
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๙ นางสุชาดา กับข้าวมธุปายาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๐ ทรงชนะพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๑ ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๒ ธิดาพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๓ เสวยวิมุตติสุข
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๔ ดอกบัวสี่เหล่า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๕ ปฐมเทศนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๖ อุบาสิกาคู่แรก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๗ รากเหง้าแห่งอกุศลและกุศล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๘ กามคุณ ๕
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๙ โปรดชฎิลสามพี่น้อง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๐ เวฬุวัน วัดแรกในพุทธศานา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๑ ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๒ วิธีแก้ง่วงของพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๓ วันจาตุรงคสันนิบาต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๔ เสด็จโปรดพระราชบิดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๕ ฝนโบกขรพรรษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๖ โปรดพระนางพิมพาและราหุล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๗ ไม่มีสิ่งใดรัดตรึงใจบุรุษเท่าสตรี
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๘ พึงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๙ ความไม่เที่ยงของสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๐ พระอานนท์ พระพุทธอุปัฏฐาก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๑ ประกาศนียกรรมพระเทวฑัต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๒ พระเทวฑัต ผู้ทำสังฆเภท
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๓ พระเทวฑัต ถูกแผ่นดินสูบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๔ พระเจ้าอชาติศัตรู ผู้สำนึกบาป
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๕ พระเจ้าสุทโธทนะ บรรลุพระอรหันต์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๖ ครุธรรม ๘ ประการ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๗ เสด็จโปรดพุทธมารดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๘ มาคันทิยะพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๙ โปรดเวรัญชพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๐ พญาช้าง "ปาลิไลยกะ"
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๑ ธรรมวินัยจะเศร้าหมองหรือรุ่งเรือง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๒ อหิงสกะหรือองคุลีมาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๓ ท้าวผกาพรหม ผู้เห็นผิดเป็นชอบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๔ ทรงแสดงนิมิตโอภาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๕ พญาวัสวดีมาร ทูลขอให้ปลงอายุสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๖ "สุกรมัทวะ" อาหารมื้อสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๗ "ปุกกุสะ" ถวายผ้าสิงคิวรรณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๘ สถานที่ระลึกถึงพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๙ "สุภัททะ" พระสาวกรูปสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๐ โอวาทสุดท้ายก่อนดับขันธ์ปรินิพาน
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๑ พิธีถวายพระเพลิงและจัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
มุมอาเซียน
ครอบครัวอบอุ่น ๓
ครอบครัวอบอุ่น ๒
ครอบครัวอบอุ่น ๑



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
โรงเรียนวัดนิโครธาราม,นิโครธาราม,นิโคร,เด็กนิโคร,ครูนิโคร,หนุ่มนิโคร,สาวนิโคร,ชาวนิโคร,พี่เสือ,เจ้าตัวน้อย,สมนึก,โก้เจ้า,จามจุรี wnikro@gmail.com