ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ลิ้งเพื่อหาประสบการณ์
dot
bulletค้นหากับ google
bulletค้นหากับ Yahoo
bulletส่งเมลกับ hotmail
bulletส่งเมลกับ thaimail
bulletเว็บไซต์ที่น่าสนใจ
bulletโรงเรียนวัดนิโครธาราม
bulletกระดานถามตอบ
bulletระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
bulletค้นหาระเบียบของทางราชการ
bulletรวมคำสั่งของ สพฐ.
bulletเส้นทางสู่ ครูชำนาญการพิเศษ
bulletดูแผนที่ทางอากาศ (ชัดมาก)
bulletไม่เชื่ออย่าลบหลู่
bulletภาพตรงข้ามของเด็กนิโคร
bulletร่วมสร้างสานตำนานรัก
bulletประกาศสอบราคา
bulletค่าใช้จ่ายในการไปราชการ
bulletมุมอาเซียนของเด็กนิโคร
bulletสุขภาพช่องปาก เด็กทับปุดรักฟัน
bulletบทเรียนวิชาภาษาไทย
bulletตลาดนัดนักเรียน
bulletเสียงครวญจากตัวเลขไทย
bulletพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ
bulletโรงเรียนทับปุดวิทยา
bulletรวมวีดีโอกิจกรรมต่างๆ
bulletโรงเรียนวิถึพุทธ
bulletพี่พลอยสอนศิลป์ Show it off
bulletSAR รายงานคุณภาพการศึกษา
bulletจามจุรีสาร
bulletเทศบาลตำบลทับปุด
bulletค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาฯ
bulletบทอาขยาน ของเด็กนิโครฯ
bulletโครงการอาหารกลางวัน




ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี

 

 (หลักธรรมสำหรับผู้เริ่มศึกษา) 

ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี
ธรรมวิภาค  นวกภูมิ  ๑๓๒  หน้า
ของท่านพุทธทาสภิกขุ
ร้อยกรองโดยนายสมนึก  ธนการ

                 (๑)  ธรรมวิภาค  นวกภุมิ  (บทนำ)

ธรรมวิภาค จำแนก แจกหลักธรรม    ช่างลึกล้ำ หลักธรรม คำสั่งสอน
นวก ภูมิธรรม ใคร่วิงวอน                  หวังออดอ้อน ใคร่รู้ ตามครูบา
           (๒)  การจำแนกให้เกิดประโยชน์แท้จริง
เพื่อให้เกิด ประโยชน์ จึงจำแนก        ตีให้แตก ความรู้ ที่ศึกษา
ความลุ่มลึก แตกต่าง หลักวิชา         ทุกเนื้อหา รู้แจ้ง เข้าใจจริง   
ธรรมวิภาค แบ่งไว้ สามระดับ          หนึ่งได้รับ ได้รู้ แม้อยู่นิ่ง
เมื่อได้ยิน ได้ข่าว เล่าอ้างอิง              ในบางสิ่ง ที่กล่าว เล่าต่อกัน
สองได้รู้ เข้าใจ เหตุและผล                เนื้อความย้อน ต่อเนื่อง อย่างสร้างสรรค์
อธิบาย แยกแยะ ทุกสิ่งอัน                 ความผูกพัน ซักไซ้ เนื้อในมี
สามเกิดธรรม จักษุ บรรลุแจ้ง           มิใช่แกล้ง กล่าวอ้าง ชี้โน่นนี่
สัพพัญญู รู้แจ้ง ทุกวจี                       ทุกสิ่งที่ เรารู้ และเข้าใจ
เป็นเพียงแค่ รอบรู้ ปริยัติ                  ปฏิบัติ เกิดก่อ เป็นนิสัย 
เพื่อทุ่มถียง วิจารณ์ เลิกกันไป           มันมิใช้ รู้แจ้ง ดั่งเห็นจริง
          (๓) สิ่งกางกั้นมิให้เห็นแจ้ง
สิ่งปิดบัง มิให้ เรารู้แจ้ง                      มิใช่แกล้ง กล่าวโทษ เสียทุกสิ่ง
หนึ่งกินเกม กามา คอยสูงสิง              สองเย่อหยิ่ง กลศึก คึกคะนอง
คะนองกาย จรรยา วาจาจิต                ความหลงผิด อารมณ์ ประสมสอง
สามเพราะจิต มิคิด จะไตร่ตรอง        จึงเศร้าหมอง ติดกับ รับเวรกรรม
อันเวลา ที่เหลือ  เพียงน้อยนิด           อย่าผูกติด ศึกษา อย่าถลำ
ติดกับดัก กางกั้น คร้านระยำ             ค่อยน้อมนำ เข้าสู่ ประตูชัย
           (๕)  การศึกษาธรรมะ  อย่างถูกวิธี
อยากศึกษา ธรรมะ ถูกวิธี                         ครั้งแรกที่ ศึกษา ยิ่งสงสัย
ที่เราทุกข์ มันทุกข์ เพราะเหตุใด                ดับอย่างไร ให้คลาย หายทุกข์กัน
ช่างเป็นเหตุ เป็นผล ให้ย้อนคิด                 คอยสะกิด ศึกษา มาสร้างสรรค์
ฝ่ายที่ว่า ด้วยทุกข์ มาผูกพัน                    มูลเหตุนั้น คือตัว  “อวิชชา”
ความไม่รู้ หรือรู้ แต่ไม่จริง                       อีกหนึ่งสิ่ง  “กิเลส”  เจ้าปัญหา
ทำให้จิต หมองเศร้า สุดพรรณนา            ถือได้ว่า  “เป็นราก”  หยั่งลึกเชียว   
อีกรูปนาม กายใจ อายตนะ                       สัมผัสสะ  “เป็นต้น”  คอยเกาะเกี่ยว
“อุปาทาน”  “ตัณหา”  คอยยึดเหนี่ยว    มิให้เหี่ยว  “ดอกช่อ กิ่งก้านใบ”
สุขหรือทุกข์ เกิดก่อ ขึ้นจากนี้                  สิ่งบ่งชี้ เกิดก่อ เป็นไฉน
“ความลุ่มหลง”  เกิดก่อ ขึ้นภายใน         ภาคภูมิใจ ความรู้ ที่ตนมี
เลยทะนง ลุ่มหลง ในอำนาจ                     แผ่ผงาด แบ่งแยก ยศศักดิ์ศรี
“อยากศึกษา ธรรมะ ถูกวิธี                       ต้องหลีกลี้ ลุ่มหลง ทะนงตน”
ไม่ยึดมั่น ถือมั่น  “เวทนา”                      “อภิชฌา”   อยากได้ อย่าไปสน
ไม่เสียใจ เสียดาย ไม่หมองหม่น               จึงก้าวพ้น  “ตัณหา”  “อุปาทาน”
               (๙)  ภาคที่  ๑  ภาคว่าด้วยหลักธรรม  ฝ่ายความทุกข์
              (๑๐) ตอนที่  ๑  ว่าด้วยหมวดธรรม  ประเภททฤษฎีฝ่ายทุกข์
        (๑๐) เรื่อง  อริยสัจ
“อริยสัจ”  ความจริง อันประเสริฐ          เมื่อมีเกิด มีดับ ทุกสถาน
หลักไตรลักษณ์ สามัญ ตลอดกาล            เมื่อพบพาน ต้องพราก จากกันไป
“อนิจจัง”  “ทุกขัง”  “อนัตตา”             ธรรมดา สามัญ อย่าหวั่นไหว
ด้วยมิอาจ บังคับ ตามแต่ใจ                     จะยากไร้ อย่างไร ช่างหัวมัน
คำว่า  “ทุกข์”  หมายว่า  ทนได้ยาก       ยิ่งลำบาก ยิ่งคิด ยิ่งหุนหัน
เกิดแล้วแก่ แล้วตาย ไม่เว้นวัน                ต่างรำพัน โศกเศร้า เร้ากายใจ      
ทุกข์เพราะยึด เพราะติด อุปาทาน         ว่าของฉาน มึงมัน สุดทนไหว   
อนัตตา บังคับ ได้เมื่อไร                         มันเป็นไป ตามแรง แห่งเวรกรรม
เกลียดแสนเกลียด หล่อล่ำ กำยำนัก         หลงไปรัก ยึดติด จนถลำ
ทุกข์เพราะจิต เพราะใจ เรากระทำ          ยิ่งตอกย้ำ ยิ่งทุกข์  อนิจจา                   
เหตุแห่งทุกข์”  หมายว่า  “สมุทัย”       มูลเหตุใหญ่ แน่แท้  อวิชชา
ความไม่รู้ มูลเหตุ แห่งตัณหา                 ยิ่งนำพา ให้เกิด  อุปาทาน
“กามตัณหา”  อยากได้ สิ่งที่รัก             อยากฟูมฟัก ยิ่งคิด ยิ่งอาจหาญ
หลงรูปเสียง กลิ่นรส  ที่ต้องการ         หวังพบพาน สัมผัส ธรรมารมณ์
อีก“ภวตัณหา”  ความอยากเป็น        อยากดีเด่น อยากเป็น จึงขื่นขม
ยิ่งตกหลุม ลุ่มหลง ในคำชม                  ยิ่งตรองตรม ขมขื่น ทุกคืนวัน
“วิภวตัณหา”  ไม่อยากเป็น                 ไม่อยากเห็น เคราะห์ร้าย มันกระสัน
ห้ามไม่ได้ เวรกรรม มันตามทัน              เดี๋ยวเป็นนั่น เป็นนี้ ทั่วกายา
ความดับทุกข์” หมายว่า คือ “นิโรธ”  ดับความโกรธ กิเลส ดับตัณหา
ขีณาสพ สิ้นเชิง อวิชชา                          โมทนา เข้าสู่ พระนิพพาน
ดับสนิท - แห่งทุกข์” หมายถึง “มรรค” ถือเป็นหลัก ดับทุกข์ สิ้นสงสาร
สิ้นกิเลส ตัณหา อุปาทาน                        สิ้นสันดาน ปล่อยวาง ไม่หวังเลย
            (๑๖)  เรื่อง  สามัญลักษณะ
“ลักษณะสามัญ”  เสมอกัน                   ทุกชนชั้น เหมือนกัน อย่างเปิดเผย
สรรพสิ่ง ทุกอย่าง ที่เอื้อนเอ่ย                 เมื่อเปรียบเปรย ให้เห็น เช่นเดียวกัน
อนิจจัง”  ทุกอย่าง นั้นไม่เที่ยง            เกิดแล้วเพียง ตั้งอยู่ แล้วแปรผัน
ทั้งรูปทรง รูปร่าง เปลี่ยนทุกวัน            ช้าเร็วนั้น สุดแต่ เหตุปัจจัย  
อีก “ทุกขัง” เป็นทุกข์ ทนได้ยาก          ทนลำบาก ทนยาก ตามวิสัย
อยู่อย่างเดิม นั้นยาก ต้องเปลี่ยนไป       ช้าหรือไว ก็เป็น เช่นเดียวกัน
อนัตตา”  ตัวตน ใช่ของตน                หลากหลายคน หลงคิด ว่าตัวฉัน
พยายาม บังคับ ขับเคี่ยวมัน                  คำยืนยัน ผิดหวัง ทุกครั้งไป
 (๑๗)  สังขาร
สิ่งที่ถูก สิ่งอื่น ปรุงแต่งขึ้น                     ปรุงให้ตื่น ปรุงต่อ ถึงไหนไหน
เรียก “สังขาร”  เรือนร่าง ตามแต่ใจ  วิญญาณใส่ ครอบครอง คล้ายคลึงกัน
สิ่งปรุงแต่ง เมื่อต้อง หมองชำรุด           ท้ายที่สุด ทุกอย่าง ก็แปรผัน
เหมือนเครื่องยนต์ ชำรุด ก็เหมือนกัน   เมื่อถึงวัน ต้องซ่อม ย่อมต้องมี
เพราะร่างนี้ กายนี้ ก็เฉกเช่น                  ตับปอดเอ็น ผิวหนัง มันบ่งชี้
ปรุงแต่งให้ สังขาร มันดูดี                     ถึงวันที่ สลาย ตายจากไป
 (๒๔)  ตอนที่  ๒  ว่าด้วยหมวดธรรมประเภทเหตุแห่งทุกข์
เรื่อง  กิเลส
เรียก  “กิเลส”  สาเหตุ ให้เกิดทุกข์       เร้าโรมรุก ตัวเรา เศร้าหมองไหม้
ความมืดมิด เคว้งคว้าง สุดกว้างไกล     ความห่วงใย วุ่นวาย ไม่สร่างซา
ความกระวน กระวาย ไม่จบสิ้น            เรียกได้ยิน หิวโหย เสน่หา
เร่งรุมเร้า กลัดกลุ่ม สุมชีวา                   หมายเข่นฆ่า มุ่งร้าย ทำลายกัน
(๒๖)  อกุศลมูล  ๓
“อกุศลมูล”  มีโลภะ                           มีโทสะ  โมหะ  ให้เลือกสรร
ทั้งความโลภ ความโกรธ หลงผูกพัน   หลงเชื่อมั่น แนบชิด ติดกมล
ความอยากได้  “โลภะ”  เรียกไม่ผิด   ความย้อนคิด  ราคะ  อย่าสับสน
ความกำหนัด แน่นหนัก สุดจะทน       ถึงกับปล้น ฉุดคร่า พรหมจารี
ส่วน “โทสะ” ความโกรธ ประทุษร้าย มุ่งทำลาย ให้สิ้น ซึ่งศักดิ์ศรี
เกียรติยศ สร้างสม มานานปี                ถูกขยี้ โทสะ มาระราน
ความพินาศ คู่แข่ง จักพึงเห็น                  มันต้องเป็น อย่างนี้ ทุกสถาน
สร้างศัตรู มากมาย ตามต้องการ              จะพบพาน ความสุข ได้อย่างไร
ส่วน  “โมหะ”  ความหลง ยังงงอยู่         ยังไม่รู้ จะเอา หรือจะให้  
เพราะความคิด ยึดติด อยู่ภายใน              มันต้องใช่ อย่างที่ ฉันรู้มา
ไม่ต้องบอก ไม่เชื่อ ไม่รับรู้                       ฉันเชื่อครู พ่อแม่ สั่งนักหนา
ผิดหรือถูก ไม่รู้ ฉันศรัทธา                       เชื่อมั่นว่า ถูกต้อง และเป็นจริง
(๒๗)  นิวรณ์  ๕
เรียก “เครื่องห้าม เครื่องกั้น ว่า “นิวรณ์”  คอยบั่นทอน มิให้ ถึงทุกสิ่ง
คอยชักจูง ให้ใจ เคลิบเคลิ้มยิ่ง                 เผลอหยุดนิ่ง รอฟัง อย่างตั้งใจ
“กามฉันทะ”  หมายว่า พอใจกาม          กำหนัดย้ำ มืดมัว ไม่แจ่มใส
“พยาบาท”  กลัดกลุ้ม เกิดภายใน           ยากหยุดได้ เคียดแค้น และชิงชัง
“จิตหดหู่” เรียก  “ถีนมิทธะ”               ดูเหมือนจะ ท้อแท้ หมดสิ้นหวัง
หมดอาลัย ตายอยาก หมดพลัง               ปล่อยให้พัง ปล่อยปละ ปล่อยละเลย
“ความฟุ้งซ่าน” รำคาญ  “อุทธัจจะ       กุกกุจจะ” ซัดส่าย ไม่อยู่เฉย
ไม่สงบ ความคิด คอยเปรียบเปรย          คอยเอื้อนเอ่ย เซ้าซี้ ทุกวี่วัน
“ความสงสัย ใคร่รู้”  ยังมืดมิด              เรียก  “วิจิกิจฉา”  ยิ่งน่าขัน
ไม่รู้แจ้ง เห็นจริง ทุกสิ่งอัน                   คิดแล้วหวั่น ลังเล ไม่มั่นใจ
(๓๐)  มละ  หรือ  มลทิน  ๙
“มลทิน”  แห่ง ความคิด จิตเศร้าหมอง  คอยปิดป้อง บังคับ คอยขับไส
คอยรังคราญ หว่านเครือ ขาดเหลือใย    หวังเพียงให้ กิเลส เข้าครอบครอง
หนึ่ง  “ความโกรธ” ขัดเคือง ขึ้นในใจ   คอยผลักไส ให้จิต  คิดหม่อนหมอง

คอยยุแยง ให้จิต คึกคะนอง                    คอยลั่นกลอง ฮึกโหม ให้โรมรัน
สอง “ลบหลู่ - คุณท่าน” ให้ด้านดื้อ       คอยฝึกปรือ ให้จิต คิดหุนหัน
เนรคุณ ลบหลู่ ผู้แบ่งปัน                         คอยแดกดัน กล่าวร้าย ไม่ใยดี
“ริษยา”  ความคิด คอยอิจฉา                 ความล้ำหน้า ทุกอย่าง ต่างขัดสี
คอยยุแยง ให้ร้าย ไม่ปราณี                     คอยบดบี้ ใส่ไคร้ ไม่ละวาง
“ความตระหนี่”  ไม่ยอม แบ่งปันให้      บอกว่าไม่ ไม่ยอม เสียทุกอย่าง
เรื่องสละ ละให้ ไม่มีทาง                        ยอมให้ก้าง ติดคอ อย่าขอเลย
ห้า  “มารยา”  เจ้าเล่ห์ เพทุบาย              เหมือนนางร้าย สร้างภาพ อย่างเปิดเผย
ทำดราม่า ให้เห็น จนคุ้นเคย                   ให้กอดเกย แต่จิต คิดฆ่าฟัน
“ความมักอวด”  มักอ้าง อย่างพบเห็น   อวดว่าเป็น ผู้รู้ เหมือนเล่าฝัน
ชอบอวดอ้าง อวดดี ทุกวี่วัน                   ช่างขยัน กล่าวอ้าง เหมือนหวังดี
“การพูดปด” มดเท็จ  “มุสาวาท”         มักเป็นทาส คำพูด สิ้นศักดิ์ศรี
เด็กเลี้ยงแกะ เขียนเล่า กล่าวไว้ดี             ยากจะมี คนเชื่อ เบื่อคารม
“ปรารถนา ลามก”  “ปาปิจฉา”             แสวงหา สิ่งชั่ว มาสะสม
เพราะอำนาจ ความอยาก ในคำชม         จึงนิยม ต้มตุ๋น มาจุนเจือ
ใครอยากได้ อะไร หาได้หมด                 ใหม่และสด หลอกลวง ให้เขาเชื่อ
ได้โอกาส เชิดหนี เหมือนเรือเกลือ          ทิ้งไม่เหลือ ไม่เห็น แม้นรอยทาง
“ความเห็นผิด”  เพี้ยนไป จากครรลอง  อยากลองของ ทำชั่ว ได้ทุกอย่าง
เรื่องบาปบุญ คุณโทษ ยากจะขวาง         หาข้ออ้าง แก้ตัว มั่วร่ำไป
(๓๓)  อุปกิเลส  ๑๖  กิเลสน้อยหรือกิเลสรอง
“อุปกิเลส” ตามรู้ สิ่งปรุงแต่ง                ตามทุกแห่ง ตามติด ความเคลื่อนไหว
สิบหกอย่าง แยกกล่าว เนื้อความนัย       อยากสนใจ ใคร่รู้ ตามครูบา
“อภิชฌา” ความโลภ ความอยากได้      “คิดมุ่งร้าย” ฝังจิต คิดเข่นฆ่า
“มีความโกรธ” นำทาง ที่พบพา            คิดเพียงว่า  “ผูกโกรธ”  เสมอไป
“มักลบหลู่ คุณท่าน”  “ตีเสมอ”            ทั้งที่เธอ เป็นเพียง ผู้อาศัย
“ริษยา”  ตระหนี่”  “ไม่จริงใจ”           หลอกลวงให้ หลงเชื่อ เบี่อมารยา
“ชอบโอ้อวด” ว่าดี ว่าตัวเก่ง                ชอบทำเบ่ง  “ดื้อรั้น”  ไม่ดูหน้า
“สารัมภะ”  แข่งดี ไม่ร้างรา                “มานะ”  กล้า ถือตัว ทะนงตน
 ทั้ง  “อติมานะ”  ก็กล้าแข็ง                 ชอบทำเบ่ง นักเลง ทุกแห่งหน
ทั้ง  “มทะ”  เมามัว มั่วเกินทน             เหม่อเสียจน  “เลินเล่อ”  เผลอผิดไป
(๓๕)  ตัณหาและกิเลสชื่ออื่น
กิเลสอื่น มากมี กว่าที่คิด                       ถูกหรือผิด อย่างเช่น  “อนุสัย”
มันฝังแน่น ติดแน่น อยู่ภายใน             กวนน้ำไส ขุ่นข้น ตะกอนลอย
“อาสวะ” กิเลส ที่หมักหมม                มันทับถม แน่นอยู่ ไม่ถดถอย
อีก  “สังโยชน์”  มัดใจ ให้รอคอย        ก็มิน้อย จะกล่าว เล่าต่อไป   
(๓๖)  ตอนที่  ๓  ว่าด้วยอาการหรือการกระทำที่เป็นไปเพื่อทุกข์
เมื่อกิเลส เกิดก่อ พอจะรู้                      ยากจะอยู่ เป็นสุข สนุกได้
เกิดความทุกข์ วุ่นวาย ทั้งกายใจ          ยากดับใน เวลา ที่ต้องการ
(๓๖)  ทุจริต  ๓
“ทุจริต” หมายว่า ประพฤติชั่ว          เกิดก่อตัว แล้วยาก ที่จะต้าน
โทษทางโลก อาญา ถึงประหาร          สืบสันดาน ความคิด ติดจนตาย
“ทุจริต ทางกาย”  ลักขโมย               ทั้งกอบโกย บ้านเมือง จนฉิบหาย
ประพฤติผิด ในกาม  ฆ่าทำลาย         มีมากมาย ตามข่าว เล่ากันมา
“ทุจริตวจี”  นี้หาง่าย                       ผลสุดท้าย ลุล่วง ลวงมุสา
โฆษณา ชวนเชื่อ สิ้นศรัทธา               ถึงเข่นฆ่า มุ่งร้าย ทำลายกัน

“ทุจริต ทางใจ”  ให้ข้อคิด                 เหมือนตั้งจิต วางแผน อย่างสร้างสรรค์
พยาบาท อาฆาต ว่าสักวัน                 จะห้ำหั่น แล่เนื้อ เอาเกลือทา
ทุจริต ทางกาย  วาจา ใจ                   จำแนกได้ สามอย่าง สิบสาขา
ตามแต่มูล แต่เหตุ ความเป็นมา         จะรู้ว่า กรรมนั้น บันดาลดล
(๓๗)  อกุศลกรรมบถ  ๑๐
“กรรมบถ”  แปลว่า ทางแห่งกรรม   การกระทำ กรรมชั่ว  “อกุศล”
ผลแห่งกรรม ใครทำ ได้กับตน         ยากจะบ่น ทำดี ไม่ได้ดี
เมื่อใครกิน คนนั้น ก็ต้องอิ่ม            เมื่อใครยิ้ม คนนั้น ก็สุขี
ผลแห่งกรรม กระทำ ที่เคยมี            รอบ่งชี้ รอผล กรรมการ
(๓๗)  การกระทำทางกาย  (ปาณาติบาต,อทินนาทาน,กาเมสุมิจฉาจาร)
การกระทำ ทางกาย “แกล้งฆ่าสัตว์”   ความวิบัติ ไร้สิ้น ความสงสาร
“ถือเอาทรัพย์ ผู้อื่น”  แล้วทำพาน    ส่อสันดาน “ประพฤติ ผิดในกาม”
(๓๘)  การกระทำทางวจี (มุสาวาท,ปิสุณาวาท,ผรุสวาท,สัมผัปปลาปะ)
ทางวจี ที่ทำ  “พูดคำเท็จ”                 “ยุยง”  เสร็จ ปลุกปั่น  หยอดคำถาม
ทั้ง  “คำหยาบ”  “เพ้อเจ้อ” ไม่ได้ความ  พูดลวนลาม วาจา ถ้อยพาที
(๓๙)  การกระทำทางใจหรือทางมโนทวาร (อภิชฌา,พยาบาท,มิจฉาทิฏฐิ)
การกระทำ ทางใจ  “อภิชฌา”             รุนแรงกว่า อยากได้ ถึงพาหนี
“พยาบาท”  ปองร้าย หมายชีวี            สุดท้ายที่  “ลุ่มหลง”  ทะนงตน
(๔๒)  อนันตริยกรรม  ๕
(ฆ่ามารดา,บิดา,พระอรหันต์,ทำร้ายพระพุทธเจ้า  ให้ห้อพระโลหิต,ทำสงฆ์ให้แตกกัน)
“อนันตริยกรรม”  อันหนัก               กรรมที่จัก เป็นบาป อกุศล
กรรมที่จะ เห็นผล ในบัดดล               เมื่อผู้คน ทราบความ ที่ทำมา
“ฆ่ามารดา” “บิดา” โทษมหันต์       ความหมายมัน ชัดเจน อยู่ตรงหน้า
“ยังสงฆ์ให้ แตกกัน” ยิ่งชั่วช้า           ถึงห้ามฟ้า ห้ามดิน ห้ามนิพพาน
(๔๓)  อคติ  ๔  (ฉันทาคติ,โทสาคติ,โมหาคติ,ภยาคติ)
“อคติ” หมายว่า ความลำเอียง            เพื่อนคู่เคียง “รักใคร่” อยากประสาน
เพราะ “ไม่ชอบ” ไม่อยาก ให้ร่วมงาน  “เขลา”  เกินการ ไม่อยาก ให้ร่วมวง
หรือเพราะ  “กลัว”  อำนาจ ราชศักดิ์   กลัวสิ่งรัก เสียหาย จึงลืมหลง
ความลำเอียง เกิดได้ ทุกเผ่าพงศ์           เสียงไม่ลง บอกชัด ขัดคำกลอน
(๔๕)  อันตรายของผู้บวชใหม่
พระบวชใหม่ อาจไม่ ตั้งใจบวช           เบื่อคำสวด เบื่อหน่าย ในคำสอน
เห็นแก่ปาก แก่ท้อง เหมือนเก่าก่อน    อยากตะลอน เที่ยวเล่น เช่นเคยทำ
คิดถึงสาว คนรัก เคยสมสู่                   ภาพของคู่ นิทรา คอยตอกย้ำ
ยากจะตัด “นิวรณ์”  สุดระกำ              มันลึกล้ำ เกินกว่า จะทานทน
(๔๗)  สรุปความ
ทุจริต ทางกาย  วาจา  จิต                   ถือว่าติด กิเลส ทุกข์สับสน
การกระทำ เพื่อทุกข์ มีมากล้น           ให้กลับย้อน ศึกษา หาความจริง
(๔๗)  ตอนที่  ๔  ว่าด้วยเรื่องลักษณะและที่เกิดของความทุกข์
ลักษณะ ความทุกข์ ในโลกนี้                มันมากมี แยกได้ หลากหลายสิ่ง
ทุกข์ชั้นหยาบ ความจน ทุกข์อย่างยิ่ง  ต้องเที่ยววิ่ง กู้ขอ พอเยียวยา
ต้องเวียนว่าย ชดใช้ ไม่จบสิ้น              ต้องทนดิ้น เก็บก่อ พอรักษา
เรื่องรวยจน แล้วแต่ โชคชะตา            กำเนิดมา ต้องแล้ว - แต่เวรกรรม
ทุกข์ชั้นกลาง มีเกิด แก่เจ็บตาย          อีกวางวาย พลัดพราก สุดชอกช้ำ
ต้องเผชิญ ต้องพบ ทุกคืนค่ำ               จะรวยล้ำ จนกรอบ ตอบเหมือนกัน
ทุกข์ละเอียด ทุกข์ยิ่ง กว่าสิ่งไหน        แต่เบาได้ คลายได้ ใช่เพียงฝัน
เลิกวิตก กังวล ไปกับมัน                      เพียงเท่านั้น ก็ถึง พระนิพพาน
(๔๙)  ที่เกิดและที่ตั้งของความทุกข์
เบญจขันธ์ มีรูป  เวทนา                    มีสัญญา สังขาร และวิญญาณ
เป็นที่เกิด ที่ตั้ง อุปาทาน                      เป็นทางผ่าน ให้เกิด ความร้อนรน
ทุกข์เพราะไป ยึดมั่น ว่ามันใช่              ยากยอมได้ ดวงจิต คิดสับสน
หวาดระแวง กลัวเกรง เหลือจะทน      ทุกข์เหลือล้น ทุกข์ยิ่ง กว่าสิ่งใด
(๕๐)  ขันธ์  ๕  (รูป,เวทนา,สัญญา,สังขาร,วิญญาณ)
สิ่งสมมุติ ว่าสัตว์ ว่าบุคคล                   อยากหลุดพ้น  “รูปนาม” ยิ่งสงสัย
เรียก “รูปขันธ์” ธาตุสี่ ปรุงแต่งไป      ทั้งดินไฟ ลมน้ำ ตามต้องการ
ส่วนนามขันธ์ เริ่มแต่  “เวทนา”          อีก “สัญญา” “สังขาร” และ“วิญญาณ”
  
“เวทนา”  อารมณ์ เป็นประธาน          กระทบผ่าน ร่างกาย และจิตใจ
ทางตาหู จมูก ลิ้นผิวกาย                      สุขสบาย เป็นทุกข์ มากแค่ไหน
ความรู้สึก บังเกิด ขึ้นภายใน                 สัมผัสได้ ด้วยใจ และร่างกาย
การจำได้ หมายรู้ เรียก “สัญญา”         ถือได้ว่า สติ ไม่หนีหาย
ไม่ฟั้นเฟือน เพ้อคลั่ง ยังไม่ตาย           จำเครื่องหมาย จำได้ สัญญามี
“สังขารขันธ์”  สภาพ ปรุงแต่งจิต      แต่งความคิด แต่งจิต ให้เข้าที่
อกุศล - สังขาร  คิดไม่ดี                        ความคิดนี้ เกิดดับ อยู่กับใจ
“วิญญาณขันธ์” หมายถึง ความรู้แจ้ง  รู้ตำแหน่ง รูปลักษณ์ รู้นิสัย
เวทนา ก่อเกิด ขึ้นเมื่อใด                     ย่อมรู้ได้ แจ่มแจ้ง เข้าใจดี
(๕๒)  ธาตุ  ๖ (ดิน,น้ำ,ไฟ,ลม,ใจ,ที่ว่าง)
ทั้งดินน้ำ ลมไฟ ใจที่ว่าง                     เป็นหนึ่งร่าง ปรุงแต่ง จนเข้าที่
สิ่งที่แข็ง ธาตุดิน “ปฐวี”                    ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
เนื้อ เอ็น ตับ กระดูก ม้าม  หัวใจ        อีกลำไส้ อาหาร ทั้งก่อนหลัง    
อีกปอด ไต เนื้อเยื้อ พังผืดยัง       ทุกอย่างตั้ง ปรุงแต่ง  ดั่งวจี
“อาโปธาตุ” ธาตุน้ำ เป็นของเหลว      เหงื่อ มันเปลว หนอง เลือด และน้ำดี
น้ำมันข้น เสมหะ ไขข้อมี                  ต่างหน้าที่ ยึดเกาะ หล่อเลี้ยงกัน             
ทั้งน้ำมูก น้ำตา และน้ำลาย                 สิ่งสุดท้าย น้ำมูตร เพียงเท่านั้น
“เตโชธาตุ” ธาตุไฟ ธาตุสร้างสรรค์   ธาตุแบ่งปัน ร่างกาย มิให้สูญ
เพราะความร้อน ในกาย คอยเผาผลาญ ย่อยอาหาร สร้างสรรค์ ให้เพิ่มพูน    
แม้ความร้อน ในกาย จะเกื้อกูล            สิ้นอาดูร ร่างกาย ก็ทรุดโทรม
“วาโยธาตุ” ธาตุลม ธาตุชีวิต              แม้เกิดผิด ร่างกาย ก็หักโหม
ทั้งแก็สก๊าช ในกาย คอยเล้าโลม           คอยจู่โจม ผ่อนคลาย ขยายตัว
ลมหายใจ ทั้งแก็ส ในกระเพาะ            อาจลัดเลาะ บันดาล ให้ปวดหัว      
ลมหายใจ ผ่อนคลาย ขยายทั่ว             ไม่หมองมัว ร่างกาย สบายใจ
พุทธองค์ สอนไว้ ให้ข้อคิด                  อย่าไปติด ยึดว่า มาจากไหน
“วิญญาณธาตุ” เวียนว่าย อยู่อย่างไร  จิตของใคร สิงสู่ อยู่ในกาย
ไม่ต้องไป สนใจ เรื่องอดีต                   ไม่ต้องขีด วาดหวัง สิ่งทั้งหลาย
เมื่อมีเกิด มีแก่ แล้วดับไป                     สิ่งทั้งหลาย ล้วนเป็น อนิจจัง
“เดินสายกลาง”  วันนี้ จะดีกว่า          สิ่งผ่านมา มันเป็น เพียงความหลัง
อนาคต พรุ่งนี้ ไม่ต้องหวัง                  เพราะว่ายัง ไม่ถึง จึงไม่มี
“วิญญาณธาตุ”  จึงเป็น เพียงรับรู้     หวังเข้าสู่ สิงร่าง มิให้หนี
ให้ใช้เวร ใช้กรรม ต่อนานปี               เท่าทวี  จนกว่า   จะหมดกรรม
“อากาศธาตุ”  ภาวะ แห่งความว่าง   ไร้เรือน
ร่าง ดุจดัง เหมือนอย่างถ้ำ
ให้น้ำผ่าน ลมผ่าน แสนลึกล้ำ            ที่ประจำ อาหาร ผ่านเลยไป
(๕๖)  กลุ่มอายตนะ
ทั้งขันธ์ห้า ธาตุหก ยกมากล่าว         เป็นเรื่องราว เกี่ยวข้อง กันแค่ไหน
ความรู้สึก ก่อเกิด ขึ้นภายใน            ทั้งกายใจ เกิดก่อ รอเวลา
(๕๖)  อายตนะภายใน  ๖  (ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ)
“อายตนะ ภายใน” “อินทรีย์หก” ใคร่หยิบยก หู ลิ้น จมูก ตา
ทั้งกาย ใจ กระทบ สิ่งตรงหน้า      รับรู้ว่า สิ่งนั้น เพราะมั่นใจ
(๕๗)  อายตนะภายนอก  ๖  (รูป,เสียง,กลิ่น,รส,โผฏฐัพพะ,ธรรมารมณ์)
“อายตนะ ภายนอก”  เรียกอารมณ์   รูปประสม รส กลิ่น เสียงสดใส
 โผฏฐัพพะ สัมผัส กายเมื่อใด           เหมือนดั่งใจ สัมผัส ธรรมารมณ์
(๕๘)  วิญญาณ  ๖
“วิญญาณหก”  หมายถึง ความรู้แจ้ง  รู้ถึงแหล่ง ความคิด มาประสม
อายตนะ ในนอก มาเชยชม               กลิ่นลอยลม  จมูก  ถูกใจจริง
รูปพบตา รู้เห็น ภาพเด่นชัด             เสียงไม่ขัด พบหู คู่หนุงหนิง
รสพบลิ้น เปรี้ยวหวาน มันอ้างอิง    รับในสิ่ง คู่ควร ล้วนคู่กัน
โผฏฐัพพะ กระทบ ที่ผิวกาย            รู้สึกได้ ร้อนเย็น ทุกสิ่งสรร
ธรรมารมณ์ กระทบ ใจยืนยัน           ว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ ที่ควรทำ
(๕๙)  สัมผัส  ๖
“สัมผัสหก”  แท้จริง สิ่งกระทบ      มิใช่พบ “ซิกเซ้นส์”  ที่ลึกล้ำ
คนและสัตว์ เกิดมา ชดใช้กรรม        ทุกคืนค่ำ ผูกจิต อนิจจัง
“สัมผัสหก” ก็เหมือน “วิญญาณหก”  สิ่งที่ตก กระทบ พบความหวัง

มีวิญญาณ ครองร่าง เสริมพลัง          ทั้งหน้าหลัง รู้แจ้ง ในอารมณ์                 
(๕๙)  เวทนา  ๖
“เวทนา”  รู้แจ้ง ความรู้สึก                 ความคิดนึก ทุกข์สุข  มาผสม
มีกิเลส ตัณหา กระตุกปม                    ความนิยม ความคิด ยึดติดมา
“สัมผัสหก” รู้แจ้ง “วิญญาณหก”     สิ่งที่ตก ก่อเกิด ตัวปัญหา
เวทนา ผูกติด อวิชชา                          ต้องศึกษา ให้รู้ ความเป็นจริง
(๖๑)  โลกธรรม  ๘  (ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุข)
“โลกธรรม”  คือสิ่ง ประจำโลก         ให้ทุกข์โศก ครอบงำ เสียทุกสิ่ง
จิตหวั่นไหว ตามธรรม ไม่หยุดนิ่ง     ต้องเที่ยววิ่ง ตามหา มาครอบครอง
ต่างไข่วหา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
    แต่กลับทุกข์ ความเสื่อม มาสนอง
เพราะไปหลง ยึดติด คิดลำพอง          หมายว่าต้อง พบเห็น จึงเป็นไป
เพราะคิดมาก หวังมาก ใคร่อยากเห็น   เสพจนเป็น ยึดติด ฝังนิสัย
เมื่อรู้ว่า เป็นทุกข์ จุกอยู่ใย                     ถอยให้ไกล หยุดคิด ติดกับมัน
คนจะเกิด ต้องเกิด ห้ามได้ยาก              คนมันอยาก โมโห ยิ่งหุนหัน
ไม่ยินดี - ยินร้าย ลองสักวัน                     ไม่คิดฝัน ต่อยอด  “เวทนา”
(๖๓)  ตอนที่  ๕  ว่าด้วยปุคคลาธิษฐานอันเกี่ยวกับความทุกข์
ทุกข์โดยตรง ได้แก่ ความป่วยไข้          จะหายได้ ต้องหา หมอรักษา
ทุกข์โดยอ้อม ยึดมั่น สืบกันมา               ยากเยียวยา รักษา ในเร็วพลัน
(๖๓)  อบายภูมิ  ๔

สู่  “อบาย”  หมายว่า ไม่เจริญ             ไม่เพลิดเพลิน ไร้สิ้น ความสุขสันต์
อเวจี “นรก”  ถูกลงทัณฑ์                   ถูกห้ำหั่น ทนทุกข์ เวทนา
นรกจริง เรื่องเล่า ไม่เคยเห็น                คุกคนเป็น ก็เหลือ ประมาณค่า
ถูกจองจำ ล่ามโซ่ ลงอาญา                   ถึงเข่นฆ่า ประหาร ให้บรรลัย
“เดียรัจฉาน”  เหล่าสัตว์ เช่นควายวัว    ศัพท์ตรงตัว คำด่า ให้ตักษัย
เดรัจฉาน คือสัตว์ ทั่วทั่วไป                 เป็นความนัย เล่าต่อ สืบกันมา
กำเนิด “เปรต” หรือ “ปิตติวิสัย”       ร่างสูงใหญ่ ปากเล็ก อดหนักหนา
วิปริต พิการ ทั่วกายา                            หมายเพียงว่า รู้สึก แล้วนึกกลัว
อีก “อสูร - กาย” ว่าภูตผี                        อาจไม่มี แต่เห็น มีอยู่ทั่ว
ชอบปลิ้นปล้น หลอกลวง ให้หมองมั่ว  ถือว่าชั่ว ต่ำช้า กว่าสันดาน
(๖๕)  ภูมิ ๓๑  (มนุษย์,สวรรค์,รูปพรหม,อรูปพรหม)
จะ “ภพภูมิ” กี่ชั้น เป็นความคิด          ไม่อยากติด  เรื่องราว  เรื่องสังขาร
จะปรุงแต่ง อย่างไร ไม่ชำนาญ             ขอพ้นผ่าน ศึกษา หาความจริง
(๖๗)  ธรรมวิภาค  นวกภูมิ 
ภาคที่  ๒  ภาคว่าด้วยหลักธรรมฝ่ายความดับทุกข์
ตอนที่  ๑  ว่าด้วยหมวดประเภททฤษฎีฝ่ายดับทุกข์
ทฤษฎี ความทุกข์ ความดับทุกข์          ดับความสุข นั้นง่าย มากมายยิ่ง
พุทธองค์ ทรงสอน ไว้ทุกสิ่ง                บอกว่าจริง แต่ยัง ไม่ตั้งใจ
(๖๗)  เรื่องอริยสัจ
“อริยสัจ”  บอกกล่าว เล่ามาบ้าง         ดับทุกอย่าง ดับเหตุ ดับนิสัย
อวิชชา ตัณหา ดับสิ้นไป                      เชื่อถือได้ หรือไม่ ต้องคิดกัน
(๖๘)  เรื่องโอวาทของพระพุทธเจ้า  ๓
เรื่องโอวาท ของพระ - พุทธเจ้า             ที่ได้เล่า สืบต่อ ยังจำมั่น
ยังจำได้ หมายรู้ ทุกคืนวัน                   แต่ยืนยัน ว่ายาก ส่วนมากยอม
ให้  “เว้นจาก ความชั่ว ทุกชนิด”        เพียงแค่คิด สะอึก ใช่ของหอม
อีกให้ “ทำ – ความดี ให้ถึงพร้อม”         ให้ตรมตรอม ยอมรับ หรืออย่างไร
แล้วให้  “ทำ – จิตให้ บริสุทธิ์”
                เหนือมนุษย์ เกินกว่า จะหาไหน
ตัดความอยาก ทั้งปวง ให้หมดไป       สู่เส้นชัย ที่วาง ดั่งพรรณนา
ตอนที่  ๒  ว่าด้วยวิชชาในฐานะเป็นแดนเกิดแห่งความดับทุกข์
แดนเกิดแห่ง ความทุกข์ คือกิเลส        ส่วนมูลเหตุ มาจาก อวิชชา
ความไม่รู้ จึงเป็น ตัวปัญหา                อยากรู้ว่า รู้แจ้ง เป็นอย่างไร
(๗๐)  กุศลมูล  ๓
“กุศลมูล”  รากเหง่า แห่งความดี       หลักธรรมนี้ ตรงข้าม มากแค่ไหน
“อโลภะ”  คือความ ไม่อยากได้          มิอยากให้ เป็นทาส ของตัณหา
“อโทสะ”  ไม่โกรธ ประทุษร้าย          กลัวบานปลาย ขัดใจ ไม่นำพา
“อโมหะ”  ไม่หลง อวิชชา                  ต้องศึกษา เรียนรู้ สู่ความจริง
(๗๑)  ตอนที่  ๒  อุปกรณ์การปฏิบัติและหลักปฏิบัติดับทุกข์
ก.  หมวดธรรมที่เป็นอุปกรณ์การปฏิบัติ
ความดับทุกข์ สู่การ ปฏิบัติ                เป้าหมายชัด ศึกษา สรรพสิ่ง
เพื่อค้นหา ใฝ่รู้ ไม่อยู่นิ่ง                     ข้ออ้างอิง หลักธรรม น้อมนำใจ
(๗๔)  ลักษณะตัดสินธรรมวินัย  ๘
ปฏิบัติ อย่างไร ไม่งมงาย                    ความเบื่อหน่าย ทางโลก เป็นไฉน
สมาธิ ที่แท้ เป็นอย่างไร                       ยังสงสัย ค้างอยู่ เสมอมา
(๗๔)  ถ้าธรรม (การปฏิบัติ)  เหล่าใด
หากแม้ธรรม เหล่าใด ปฏิบัติ               เกิด  “กำหนัด - ย้อมใจ”  อยู่เบื้องหน้า
ติดใจรัก คิดฝัน เฝ้าพรรณนา              ย่อมนำพา ให้จิต เกิดทุกข์ใจ
หากธรรมใด ทำแล้ว “ประกอบทุกข์” นั่งเจ่าจุก ประชด ผิดวิสัย
ทรมาน ร่างกาย ย่อมผิดไป                 ย่อมมิใช่ หนทาง บรรลุธรรม
หากธรรมใด “สะสม กองกิเลส”        เกิดอาเพศ สะสม สิ่งเลิศล้ำ
โลภโกรธหลง คงอยู่ เป็นประจำ         แล้วยังทำ อวดอ้าง บารมี
แม้ธรรมใด ทำเพื่อ  “ความอยากใหญ่”  หรือ  “ความไม่ - สันโดษ” ยิ่งหมองศรี
ถือเป็นทาง แห่งธรรม อลัชชี              มาบ่งชี้ พระธรรม ให้ผิดไป
แม้ธรรมใด อยากทำ เพื่อ  “คลุกคลี”  อยากจะมี เพื่อนพ้อง ร่วมวงไพ่
อยู่คนเดียว คิดฝัน ปั่นสายใย             เพราะจิตใจ ไม่ต่าง อย่างคลุกคลี
ธรรมเหล่าใด อยากทำ  “เพราะเกียจคร้าน”  หรือดื้อรั้น  “เลี้ยงยาก”  ลืมหน้าที่
ธรรมเหล่านั้น ถือว่า ผิดวิธี               ให้จ้ำจี้ – จ้ำไช ให้ระวัง
(๘๐)  ธรรมสาวนานิสงส์  ๕
อานิสงส์ ฟังธรรม แล้วก่อเกิด          ความประเสริฐ จากธรรม ช่วยยับยั้ง
ได้เรียนรู้ สิ่งที่ ไม่เคยฟัง”              ไม่พลาดพลั้ง เรื่องราว ทั้งเก่าใหม่
ได้เข้าใจ เคยฟัง ยังไม่แจ้ง”            “ได้รู้แหล่ง ค้นหา ทั้งไกลใกล้
ทำความเห็น ทุกอย่าง ถูกต้องได้”  “จิตผ่องใส”  มั่นใจ และเย็นลง
(๘๒)  หลักความเชื่อ  ๑๐
“กาลามสูตร” เป็นหลัก ของความเชื่อ มีไว้เผื่อ ตัดสิน ตามประสงค์
แต่โบราณ กล่าวไว้ ไม่เจอะจง          และยังคง ถือใช้ ไปอีกนาน
อย่าเชื่อถือ  เพราะฟัง  ตามกันมา” เขาเล่าว่า ฟังมา ไม่ฉะฉาน
หรือ  “เชื่อว่า ทำมา แต่ก่อนกาล”     แต่โบราณ ปู่ทวด สืบต่อมา
อย่าเชื่อเพราะ “ตื่นข่าว”  เล่าลืออ้าง มิเคยว่าง ศักดิ์สิทธิ์ ยากจะหา
ไตรปิฎก” ยังอ้าง ทั้งตำรา              มั่นใจว่า จริงแท้ ขอยืนยัน
นึกเดาเอง”  ซิกเซ้นส์ ว่าผีบอก      เที่ยวไปหลอก เขาทั่ว ช่างขยัน
คาดคะเน - เอาเอง”  มีเหมือนกัน   ยังนึกหวั่น “ตรึกตรอง ตามอาการ
ตามลัทธิ ตามหลัก ศาสนา”           ด้วยเชื่อว่า  “เป็นถึง ครูอาจารย์
สมณะ ท่านนี้ บวชมานาน”           ศรัทธาผ่าน ความจริง เผาทิ้งไป
พุทธองค์ ตรัสไว้ ให้หาเหตุ             ทุกขอบเขต มีผล เหตุอยู่ไหน
อย่าหลงเชื่อ ตามสิ่ง ที่กล่าวไว้        จงเชื่อใน เหตุผล ความเป็นจริง
(๘๕)  ข. หมวดธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์
ปฏิบัติ อย่างไร เพื่อดับทุกข์             ที่โรมรุก รุมเร้า เข้ามาสิง
ไม่ได้หลับ ได้นอน คอยประวิง       ไม่หยุดนิ่ง ข่มขู่ ทุกเวลา
(๘๕)  บุญกิริยาวัตถุ  ๓
กิริยา วัตถุ การทำบุญ                      ยังเจือจุน ให้สม - ปรารถนา
“บุญสำเร็จ จากทาน” ที่ให้มา         ด้วยศรัทธา ด้วยรัก สามัคคี
ให้อภัย กำลัง กาย วาจา                  ทั้งปัญญา ช่วยเหลือ เพื่อบ่งชี้
ละ โลภะ โทสะ โมหะมี                  ได้ทุกที่ ทุกครั้ง ที่ตั้งใจ
“บุญสำเร็จ จากศีล”  ปริยัติ           ปฏิบัติ ในธรรม ที่เลื่อมใส
รักษาศีล ถือศีล เป็นเรื่องใหญ่         มิยอมให้ ผู้ใด มาทำลาย
ไม่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดในกาม      ทุกข้อห้าม มิให้ ศีลขาดหาย
ไม่พูดเท็จ พูดปด พูดหยาบคาย     ไม่เสพขาย สุรา ของมึนเมา
“บุญสำเร็จ  ด้วยการ ภาวนา”         เกิดปัญญา รู้แจ้ง ไม่อับเฉา
ละกิเลส จากจิต  จนบางเบา            ยึดถือเอา พระธรรม เพื่อนำทาง
(๘๗)  สิกขา  ๓  ไตรสิกขา
การประพฤติ กระทำ “ไตรสิกขา”  การศึกษา กระทำ เพื่อถากถาง
ฝึกอบรม ชี้แนะ เพื่อละวาง            ทำทุกอย่าง เพื่อให้ ได้เห็นจริง
สีลสิกขา”  ศึกษา ว่าด้วยศีล         ให้รู้สิ้น ให้ศีล เข้าไปสิง
ให้รู้ผิด รู้ชอบ ปล่อยวางนิ่ง            ไม่ประวิง ไม่หวั่น ให้มั่นใจ
อีก “จิตตสิกขา”  ว่าด้วยจิต           ให้ฉุกคิด ด้วยจิต ไม่หวั่นไหว
สมาธิ  ตั้งมั่น อยู่ภายใน                  ธรรมเหล่าใด จดจำ ร่ำเรียนมา
ทั้ง “ปัญญาสิกขา” ให้รู้แจ้ง            ให้รู้แหล่ง อารมณ์ ที่เรียกหา
เหตุแห่งทุกข์ ดับทุกข์ อวิชชา         ทั้งตัณหา  กิเลส  อุปาทาน
(๘๙)  สุจริต  ๓
ถ้าประพฤติดีแล้ว  “สุจริต
             ต้องไม่คิด เบียดเบียน ในทุกด้าน
ตั้งใจจริง จริงใจ ตลอดกาล              ถือว่าผ่าน ทั้งเหตุ และปัจจัย
ประพฤติชอบ ทางกาย ทางวาจา      มีเมตตา ช่วยเหลือ ไม่หวั่นไหว
ประพฤติชอบ ทางจิต อยู่ภายใน      คิดอย่างไร จริงใจ และจริงจัง
(๙๑)  อปัณณกปฏิปทา  ๓  การปฏิบัติที่ไม่ผิด
“อปัณณกปฏิปทา”                          หมายความว่า ไม่ผิด แม้สักครั้ง
ปฏิบัติ อย่างไร ไม่มีพลั้ง                  แปลกใจจัง ไม่ผิด ปิดอย่างไร
“การสำรวม อินทรีย์”  เริ่มอยากรู้    ทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เมื่อต้องถูก กระทบ ขึ้นเมื่อใด           ก็มิได้ ตกใจ หรือยินดี
“การประมาณ ในการ บริโภค”         รู้จักโลก เพียงพอ ปัจจัยสี่
ไม่ละโมบ โลภเกิน กว่าที่มี                ไม่เซ้าซี้ อยากได้ ให้เกินการ
“ความเพียรของ บุคคล ผู้อื่นอยู่”      ยิ่งอยากรู้ ตื่นอยู่ ทุกสถาน
ไม่หดหู่ ท้อแท้ แต่เชี่ยวชาญ             ไม่รำคาญ งัวเงีย จนเสียคน
จะลุกนั่ง เดินนอน จิตแจ่มใส           ทำอะไร ตั้งใจ ไม่สับสน
มีสติ ไม่เผลอ ลืมตัวตน                    ไม่ร้อนรน รุ่มร่าม หยามเหยียดใคร   
(๙๓)  สัปปุริสบัญญัติ  ๓  
สัปปุริสบัญญัติ”  สัตบุรุษ               ถึงที่สุด คนดี หาที่ไหน          
ขอแค่เป็น คนดี ดั่งตั้งใจ                    ที่หาได้ ว่าดี เพียงแค่นั้น

ข้อบัญญัติ ของสัตบุรุษ                      ความหวังสุด สงบ และสุขสันต์
ทาน”  สละ ประโยชน์ ให้แก่กัน        ด้วยมุ่งมั่น มุ่งหมาย ทางไมตรี
ปัพพัชชา”  ให้เว้น สิ่งควรเว้น          สิ่งที่เน้น อย่าให้ ต้องหมองศรี
อุปัฏฐาก” พ่อแม่ ด้วยยินดี               เป็นหน้าที่  ของลูก  ผูกสัมพันธ์
(๙๕)  ปธาน  คือ  ความเพียร  ๔
เรียก “ปธาน”  หมายว่า  พากเพียรชอบ  บททดสอบ  ส่งต่อ  ถึงฝั่งฝัน
พยายาม  บากบั่น  กว่าถึงวัน              ทรงไว้มั่น  จนกว่า  บรรลุธรรม
เพียรระวัง  ไม่ให้  บาปเกิดขึ้น            ปลุกให้ตื่น  มิให้  บาปเกิดซ้ำ
เพียรกุศล  ให้เกิด  ขึ้นประจำ              เพียรตอกย้ำ  รักษา  ให้นานนาน
(๙๗)  มรรคมีองค์  ๘
คำว่า  “มรรค”  คือทาง ที่ถูกต้อง        หนทางส่อง เส้นทาง พระนิพพาน
จุดมุ่งหมาย ปลายทาง ที่ก้าวผ่าน        แม้ยาวนาน ต้องฝึก ใช่นึกเอา
หนึ่ง  “สัมมา - ทิฏฐิ”  ความเห็นชอบ สิ่งประกอบ ปรุงแต่ง อย่าได้เขลา
ทั้ง กิเลส ตัณหา อย่าดูเบา                   มันจะเข้า ฝังใน อุปาทาน
ให้สับสน มืดมล จนเห็นผิด                ให้เราติด ยึดมั่น แล้วสังหาร
ตัดสินใจ สิ่งใด คิดให้นาน                   ล่วงทุกข์ผ่าน พ้นได้ เมื่อภัยมี
ดำริชอบ  “สัมมา - สังกัปปะ”             คิดก่อนละ สามอย่าง ต้องหลีกหนี
“ออกจากกาม” ออกจาก ความยินดี   ทุกอย่างที่ มิใช่ เป็นของเรา
“ไม่เบียดเบียน” “ไม่คิด พยาบาท”    ไม่ขี้ขลาด ยิ่งยึด ยิ่งอับเฉา
เพราะโทสะ จากมูล เรื่องก่อนเก่า       ดึงให้เข้า สู่โลก อเวจี
สาม  “สัมมา - วาจา”  พูดจาชอบ      ส่วนประกอบ “พูดเท็จ” ไม่ถูกที่
“ไม่พูดหยาบ” “ส่อเสียด” ไร้ไมตรี  พูดเสียดสี  “เพ้อเจ้อ” น่ารำคาญ
การงานชอบ  “สัมมากัมมันโต”        ชอบคุยโม้ ทำตัว เดรัจฉาน
จี้ปล้นฆ่า เกะกะ อันธพาล                 เรื่องระราน มุ่งร้าย ต้องไม่มี          
เลี้ยงชีพชอบ  “สัมมา - อาชีโว”         มิใช่โล้ สำเภา ไม่เป็นที่
สุจริต ซื้อสัตย์ ถือว่าดี                       ไม่กดขี่   เหยียดย่ำ ซ้ำเติมใคร
ใช้สติ ปัญญา และแรงกาย                 มิค้าขาย สิ่งร้าย สิ่งเหลวไหล
รู้หน้าที่ รู้ชัด และจริงใจ                    ยึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา     
พากเพียรชอบ “สัมมา - วายาโม”     มิใช่โอ๋ ตามสิ่ง ปรารถนา
เพียรป้องกัน กิเลส สิ่งชั่วช้า              มิให้มา แตะต้อง หรือกล้ำกลาย
เพียรละชั่ว กิเลส อย่างเต็มที่             สร้างความดี เป็นเครื่อง กำบังกาย
เพียรพอกพูน ความดี มีให้หาย         มิให้ตาย ไปก่อน กาลเวลา
เจ็ด  “สัมมา - สติ”  ระลึกชอบ          การประกอบ รู้จัก รู้รักษา
มีสติ กำจัด อภิชฌา                           ตัดตัณหา มิให้ เข้าครองตน
ให้รู้กาย ในกาย ว่าไม่เที่ยง                มันเป็นเพียง ปรุงแต่ง อย่าสับสน
ระลึกไว้ ไม่เที่ยง ทุกตัวคน               ก้าวหลุดพ้น กิเลส อุปาทาน
ตั้งมั่นชอบ  “สัมมา - สมาธิ”            เหมือนหนึ่งผลิ หลุดออก จากสถาน
มีสติ ตั้งมั่น อยู่ในฌาน                     มิใช่พาน ติดเพลิน อวิชชา
กุศลจิต ตั้งมั่น อารมณ์เดียว             มิข้องเกี่ยว ฟุ้งซ่าน สิ่งเบื้องหน้า
อนาคต อดีต กาลเวลา                      เพ่งค้นหา ความจริง อนิจจัง
(๑๐๖)  อุปมาแห่งมรรค
“อุปมา แห่งมรรค”  มีทางเดียว       เปรียบเหมือนเกลียว เส้นเชือก ที่ฝากฝัง
เชือกเส้นเดียว แปดเกลียว รวมพลัง สู่ฟากฝั่ง มุ่งสู่ พระนิพพาน
ก่อนเดินทาง ต้องเตรียม อุปกรณ์     ทั้งเครื่องนอน หยูกยา ของคาวหวาน
เครื่องป้องกัน เสื้อผ้า และยาดยาน    เส้นทางผ่าน แห่ง  “มรรคอุปมา”
(๑๐๘)  กุศลกรรมบถ  ๑๐  (ตรงข้ามกับ อกุศลกรรมบถ  ๑๐  หน้า  ๓๗)
“กรรมบถ”  หนทาง การกระทำ       กำหนดย้ำ แนวทาง ปรารถนา
ความดับทุกข์ ทางกาย ใจวาจา         อวิชชา ปิดบัง ขวางทางธรรม
(๑๐๙)  ตอนที่  ๔  ว่าด้วยลักษณะแห่งความดับทุกข์
(๑๐๙)  ประโยชน์  ๓
ความดับทุกข์ มนุษย์ ปรารถนา       อุปมา หลายสิ่ง อย่างลึกล้ำ
เพื่อประโยชน์ สูงสุด ได้จดจำ          ขอน้อมนำ หลักธรรม ที่เรียนมา
เพื่อประโยชน์ - โลกนี้”  หนึ่งคือทรัพย์  ความหมายนับ ถึงบุตร  ภริยา
สองคือยศ อำนาจ วาสนา                เพื่อนมากหน้า อีกสาม คือไมตรี
เพื่อประโยชน์ - โลกหน้า” บุญกุศล  จักได้ดล บันดาน ให้สุขี
ประพฤติธรรม ทาน ศีล บารมี        สร้างความดี หลีกพ้น อุปาทาน
เพื่อประโยชน์ - อย่างยิ่ง”  สู่ มรรค  ผล  เพื่อยกตน ให้ถึง  พระนิพพาน
เพื่อศึกษา พระธรรม ให้แตกฉาน   ให้พ้นผ่าน จนกว่า จะเข้าใจ
(๑๑๑)  โลกุตตรธรรม  ๙
ยิ่งกว่าโลก เหนือโลก กามสุข           ยิ่งกว่าทุกข์ เหนือทุกข์ ยิ่งหวั่นไหว
ละกิเลส ปล่อยวาง ได้เมื่อไหร่         ถึงแล้วใช่  “โลกุตตรธรรม”
(๑๑๒)  มรรค  ๔
ปฏิบัติ ตัดได้ ถึงขีดสุด                    ถือเป็นจุด ล้ำเลิศ และลึกล้ำ
เกิดมรรคญาณ หลุดพ้น เครื่องจองจำ  ทุกถ้อยคำ เชื่อมั่น และศรัทธา
(๑๑๔)  ผล  ๔
สิ่งที่เกิด จากเหตุ และปัจจัย             ส่งผลให้ ตัดสิ่ง ปรารถนา
เครื่องร้อยรัด “สังโยชน์” ผูกมัดมา  หมายถึงว่า บรรลุ  “พระนิพพาน”
๑๑๖)  นิพพาน  ๑
“พระนิพพาน” หมายถึง ความหลุดพ้น   หยุดคิดย้อน กิเลส  อย่างอาจหาญ
อวิชชา ตัณหา บริวาร                        อุปาทาน  กิเลส เหมือนเวทมนต์
(๑๒๐)  ตอนที่  ๕  ว่าด้วยปุคคลาธิษฐานแห่งความทุกข์
(๑๒๐)  อธิษฐาน  ๒
“อธิษฐาน” ตั้งจิต ปรารถนา               วิงวอนหา ทวยเทพ ทุกแห่งหน
วิงวอนธรรม ให้ช่วย บันดาลดล          ให้ก้าวพ้น พบพาน อย่างมั่นใจ
(๑๒๒)  รัตนะ  ๓
“รัตนะ”  หมายถึง ความยินดี              ทุกสิ่งที่ ยินดี ถือว่าใช่
เป็นภรรยา เป็นบุตร หรืออื่นใด            ก็เป็นไป เช่นนั้น เสมอมา
ทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์  ถือว่าต้อง  พึงใจ  ปรารถนา
สิ่งได้เรียน ได้รู้ อวิชชา                         ทั้งตัณหา กิเลส  อุปาทาน
“ความสะอาด สว่าง  และสงบ”            ที่ได้พบ ตื่นรู้ ยิ่งอาจหาญ
ได้เรียนรู้ ฝึกฝน และเขียนอ่าน             ได้พบพาน  เนื้อแท้  แห่งพระธรรม              
(๑๒๗)  คุณของรัตนะ  ๓
อานิสงส์ แห่งรัตนตรัย                          คือที่ได้ เรียนรู้ สิ่งลึกล้ำ
ได้ส่งต่อ ผู้อื่น ให้น้อมนำ                       ได้จดจำ ทำตาม ให้ผลจริง
ย่อมไม่ตก ไปสู่ สิ่งที่ชั่ว                         รักษาตัว ปลอดภัย ได้ดียิ่ง
ปฏิบัติ ชอบแล้ว สิ้นทุกสิ่ง                     เกิดความนิ่ง  เห็นได้ เสมอมา
(๑๓๐)  พุทธบุคคล  ๔
ผู้รู้แล้ว แจ้งแล้ว ในพระธรรม                ได้ชี้นำ ผู้เริ่ม มาศึกษา
สิ้นทุกผู้ ทุกนาม ด้วยศรัทธา                 ขอบูชา ด้วยจิต ระลึกคุณ

      เริ่มเขียนเป็นบทร้อยกรองเมื่อวันพฤหัสบดีที่  ๑๒  กรกฎาคม  ๒๕๖๑
                  แล้วเสร็จวันอังคารที่  ๒๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๑ 
                         รวมเวลาที่ได้เขียนบทร้อยกรอง ๑๓  วัน

                                            เด็กนิโคร
                                         w – nikro.com




ทางสามแพร่ง

มหาสติปัฏฐานสูตร
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๓
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๔
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนท่ี ๓๐
พุทธศาสนาThe Have I Heard ความนำ เพื่อร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑ พระสูติกาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒ ลักษณะมหาบุรุษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓ เทวฑูตทั้ง ๔
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔ เสด็จออกผนวช
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕ พิจารณาอาหารในบาตร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๖ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๗ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๘ ทางสายกลาง หนทางแห่งการตรัสรู้
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๙ นางสุชาดา กับข้าวมธุปายาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๐ ทรงชนะพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๑ ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๒ ธิดาพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๓ เสวยวิมุตติสุข
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๔ ดอกบัวสี่เหล่า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๕ ปฐมเทศนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๖ อุบาสิกาคู่แรก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๗ รากเหง้าแห่งอกุศลและกุศล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๘ กามคุณ ๕
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๙ โปรดชฎิลสามพี่น้อง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๐ เวฬุวัน วัดแรกในพุทธศานา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๑ ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๒ วิธีแก้ง่วงของพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๓ วันจาตุรงคสันนิบาต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๔ เสด็จโปรดพระราชบิดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๕ ฝนโบกขรพรรษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๖ โปรดพระนางพิมพาและราหุล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๗ ไม่มีสิ่งใดรัดตรึงใจบุรุษเท่าสตรี
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๘ พึงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๙ ความไม่เที่ยงของสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๐ พระอานนท์ พระพุทธอุปัฏฐาก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๑ ประกาศนียกรรมพระเทวฑัต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๒ พระเทวฑัต ผู้ทำสังฆเภท
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๓ พระเทวฑัต ถูกแผ่นดินสูบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๔ พระเจ้าอชาติศัตรู ผู้สำนึกบาป
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๕ พระเจ้าสุทโธทนะ บรรลุพระอรหันต์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๖ ครุธรรม ๘ ประการ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๗ เสด็จโปรดพุทธมารดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๘ มาคันทิยะพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๙ โปรดเวรัญชพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๐ พญาช้าง "ปาลิไลยกะ"
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๑ ธรรมวินัยจะเศร้าหมองหรือรุ่งเรือง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๒ อหิงสกะหรือองคุลีมาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๓ ท้าวผกาพรหม ผู้เห็นผิดเป็นชอบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๔ ทรงแสดงนิมิตโอภาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๕ พญาวัสวดีมาร ทูลขอให้ปลงอายุสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๖ "สุกรมัทวะ" อาหารมื้อสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๗ "ปุกกุสะ" ถวายผ้าสิงคิวรรณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๘ สถานที่ระลึกถึงพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๙ "สุภัททะ" พระสาวกรูปสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๐ โอวาทสุดท้ายก่อนดับขันธ์ปรินิพาน
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๑ พิธีถวายพระเพลิงและจัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนที่ ๔๙
มุมอาเซียน
ครอบครัวอบอุ่น ๓
ครอบครัวอบอุ่น ๒
ครอบครัวอบอุ่น ๑



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
โรงเรียนวัดนิโครธาราม,นิโครธาราม,นิโคร,เด็กนิโคร,ครูนิโคร,หนุ่มนิโคร,สาวนิโคร,ชาวนิโคร,พี่เสือ,เจ้าตัวน้อย,สมนึก,โก้เจ้า,จามจุรี wnikro@gmail.com