ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ลิ้งเพื่อหาประสบการณ์
dot
bulletค้นหากับ google
bulletค้นหากับ Yahoo
bulletส่งเมลกับ hotmail
bulletส่งเมลกับ thaimail
bulletเว็บไซต์ที่น่าสนใจ
bulletโรงเรียนวัดนิโครธาราม
bulletกระดานถามตอบ
bulletระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
bulletค้นหาระเบียบของทางราชการ
bulletรวมคำสั่งของ สพฐ.
bulletเส้นทางสู่ ครูชำนาญการพิเศษ
bulletดูแผนที่ทางอากาศ (ชัดมาก)
bulletไม่เชื่ออย่าลบหลู่
bulletภาพตรงข้ามของเด็กนิโคร
bulletร่วมสร้างสานตำนานรัก
bulletประกาศสอบราคา
bulletค่าใช้จ่ายในการไปราชการ
bulletมุมอาเซียนของเด็กนิโคร
bulletสุขภาพช่องปาก เด็กทับปุดรักฟัน
bulletบทเรียนวิชาภาษาไทย
bulletตลาดนัดนักเรียน
bulletเสียงครวญจากตัวเลขไทย
bulletพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ
bulletโรงเรียนทับปุดวิทยา
bulletรวมวีดีโอกิจกรรมต่างๆ
bulletโรงเรียนวิถึพุทธ
bulletพี่พลอยสอนศิลป์ Show it off
bulletSAR รายงานคุณภาพการศึกษา
bulletจามจุรีสาร
bulletเทศบาลตำบลทับปุด
bulletค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาฯ
bulletบทอาขยาน ของเด็กนิโครฯ
bulletโครงการอาหารกลางวัน




พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนท่ี ๓๐

                                                                                           “ศาสนาอะไรกัน ?  ที่สอนให้ฆ่าผู้อ่อนแอ”...

พระพุทธเจ้า  มหาศาสดาโลก  ตอนที่  ๓๐

ความเดิมตอนที่แล้ว ความมุ่งมั่นและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งมวลของนักบวชสิทธัตถะ ทำให้อาจารย์อาฬารดาบสรับรู้ถึงความตั้งใจและจิตใจที่ดีงามจนยอมรับพระองค์เข้าเป็นศิษย์ในที่สุด และด้วยสติปัญญาอันปราดเปรื่อง รวมถึงความตั้งใจและเพียรพยายามในการฝึกฝนสมาธิ ทำให้การศึกษาของพระองค์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ความรู้อันลึกซึ้งต่างๆของอาจารย์ถูกถ่ายทอดสู่ศิษย์ผู้กระหายคำตอบจนหมดสิ้น แต่ก็ไม่วายที่นักบวชสิทธัตถะจะยังทรงมีคำถามมากมายค้างคาอยู่ในใจที่รอค้นหาต่อไป ความรู้ด้านสมาธิของอาฬารดาบสจะนำพามหาบุรุษไปค้นพบคำตอบของคำถามในใจของพระองค์ได้หรือไม่?


                                                 พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนที่  ๓๐
ระหว่างที่นักบวชสิทธัตถะ กำลังนั่งสมาธิอยู่อย่างสงบใต้ต้นไม้ ฉันโทปัต ก็เข้ามาหมายจะก่อกวน แต่ทว่าสหายนักบวช อีกท่านหนึ่งเข้ามาห้ามไว้ได้ทัน และชี้แจงให้เห็นว่านักบวชสิทธัตถะ  นั้นเป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าใครก็เทียบไม่ได้ ฉันโทปัต  ได้ฟังแล้วก็เกิดสำนึกผิดขึ้นมา และให้คำมั่นว่าจะไม่ทำอีก ตลอดทั้งวันนั้นนักบวชสิทธัตถะ  นั่งสมาธิตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จนถึงกลางคืนก็ยังคงนั่งสมาธิภาวนาอยู่ต่อไปอย่างไม่ลดละ


ในวังกรุงกบิลพัสดุ์ พระเจ้าโธโตทนะกับพระนางมังคลาไม่พอใจที่เจ้าชายเทวทัตตัดสินใจอาสาออกไปตามหาเจ้าชายสิทธัตถะ แต่แล้วเจ้าชายเทวทัต  ก็ชี้แจงแถลงไขว่าพระองค์ทรงแสร้งเล่นละครต่อหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาทเท่านั้น ทำให้ฝ่าบาทเห็นว่าพระองค์เป็นห่วงเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นเพียงกลยุทธ์ในการเอาใจฝ่าบาท แต่จริงๆแล้วไม่คิดใส่ใจอันใดทั้งสิ้น


เจ้าหญิงยโสธราทรงพาเจ้าชายน้อยราหุล  ไปเที่ยวเล่นในสวน และทอดพระเนตรเจ้าชายน้อยราหุล  คลานเล่นอย่างสนุก แต่แล้วพระนางก็คิดถึงเจ้าชายสิทธัตถะ อยากให้พระองค์ได้มาเห็นลูกชายหัดคลานด้วยกัน หัวอกคนเป็นพ่อแม่เมื่อได้เห็นลูกคลานได้เป็นครั้งแรก คงจะมีความสุขไม่น้อย แต่ช่างน่าเสียดายเจ้าชายสิทธัตถะไม่มีโอกาสได้เห็น แต่ทันใดนั้นเจ้าชายเทวทัต  ก็โผล่เข้ามาแกล้งทำให้เจ้าชายราหุล  ตกใจร้องไห้ เจ้าชายเทวทัต  จึงอุ้มปลอบ แต่เจ้าชายราหุลก็ยังไม่หยุดร้อง เจ้าหญิงยโสธราจึงรีบเข้ามารับเจ้าชายราหุล  ไปอุ้มปลอบแทน สักพักเจ้าชายราหุล  ก็หยุดร้อง
เจ้าชายเทวทัต  ตรัสว่าจะช่วยเลี้ยงดูให้เจ้าชายราหุล  เป็นนักรบเหมือนพระองค์ ไม่ใช่เป็นนักบวชเหมือนเจ้าชายสิทธัตถะ แต่เจ้าหญิงยโสธราตรัสแย้งว่าผู้ที่เป็นนักบวชเป็นคนที่เข้มแข็ง พร้อมกับเปรียบเปรยว่า สระน้ำก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้มีกระบือหน้าตาหน้าเกลียดเดินมา ทำให้น้ำขุ่นมัวเพราะขาที่เปื้อนโคลน แต่ในบ่อโคลนก็ยังมีดอกบัวดอกนึงที่โผล่ขึ้นมา มันชูช่อและกลายเป็นสัญลักษณ์ของความงามและความรุ่งเรืองในโลก เจ้าชายเทวทัตได้ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนโดนด่าว่าเป็นกระบือ (#แอบสะใจเบาๆ ๕๕๕)


แต่เจ้าหญิงยโสธราทรงปฏิเสธและตรัสว่าเจ้าชายเทวทัตนั้นองอาจกล้าหาญไฉนเลยจะเปรียบเปรยเป็นกระบือได้ แล้วก็ตรัสว่าไม่รู้ทำไมต้องธิบายในสิ่งที่เจ้าชายเทวทัตไม่เข้าใจด้วย เจ้าชายเทวทัตตรัสว่าพระองค์ไม่อาจทนเห็นเจ้าหญิงยโสธราเศร้าพระทัยได้ จึงจะออกตามเจ้าชายสิทธัตถะให้ เจ้าหญิงยโสธราตรัสตอบทันทีว่าเจ้าชายสิทธัตถะไม่กลับมาแน่นอน แต่เจ้าชายเทวทัตยังคงอวดดีโม้ว่าหากไม่กลับ พระองค์จะไปอุ้มกลับมาให้ได้ เจ้าหญิงยโสธราได้ฟังเช่นนี้ก็ทรงพระสรวล เพราะมั่นพระทัยว่าถึงอย่างไรเสียเจ้าชายเทวทัตไม่มีวันทำได้แน่นอน แต่ถึงกระนั้นก็ฝากคำพูดไปว่าหากได้พบเจ้าชายสิทธัตถะ ให้บอกว่าพระนางและเจ้าชายราหุลจะไม่เป็นอุปสรรคในการฝึกพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะ จนกว่าความรู้สึกผิดของเจ้าชายสิทธัตถะจะได้คำตอบที่พึงใจ พร้อมทั้งบอกให้เจ้าชายสิทธัตถะอย่าเพิ่งเสด็จกลับมา


นักบวชสิทธัตถะ  ยังคงนั่งสมาธิต่อเนื่องติดกันหลายวัน สหายนักบวช  เห็นฉันโทปัตกำลังจุดกองไฟอยู่ข้างๆ เขาจึงเข้ามาห้ามปรามต่อว่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฉันโทปัต  บอกว่าตนกำลังช่วยนักบวชสิทธัตถะอยู่ ด้วยเหตุว่าผึ้งมาทำรังบนต้นไม้ แต่แดดส่องรังผึ้ง ทำให้ผึ้งบินว่อน มีบางตัวต่อยนักบวชสิทธัตถะ  แล้วด้วย ตนมาเห็นจึงสุมไฟเพื่อใช้ควันไฟไล่ผึ้งช่วยเหลือนักบวชสิทธัตถะ สหายนักบวชได้ฟังแล้วก็ต้องขอโทษที่เข้าใจผิดไป ฉันโทปัต  จึงบอกว่าตนนั้นเปลี่ยนไปแล้ว อาจารย์อาฬารดาบส  บอกว่าไม่ทำสมาธิก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าช่วยเหลือผู้ที่ทำสมาธิก็จะสำเร็จผลได้เหมือนกัน


เมื่อถึงวันออกเดินทาง อำมาตย์ถวายรายงานเส้นทางการออกตามหาเจ้าชายสิทธัตถะแก่พระเจ้าสุทโธทนะและพระมเหสีปชาบดีว่า เจ้าชายเทวทัต  จะไปทิศตะวันตก พระเจ้าอมิโตทนะ  จะออกตามหาทางทิศเหนือ ส่วนตัวเองจะไปทางทิศใต้ ก่อนออกเดินทาง เจ้าหญิงยโสธราก็ฝากดอกบัวให้เป็นของที่ระลึกแก่เจ้าชายสิทธัตถะ และให้ขอของที่ระลึกจากเจ้าชายสิทธัตถะกลับมาด้วย พร้อมกับฝากคำพูดไปบอกว่าพระนางกำลังรออยู่ทุกชั่วขณะจิต ขณะเดียวกัน พระนางปชาบดีก็รับสั่งย้ำว่าอย่าบอกเรื่องความทุกข์ใจให้เจ้าชายสิทธัตถะรับรู้ และอย่าบอกเรื่องการตายของม้ากัณฐกะ จากนั้นทุกคนก็ออกเดินทาง


หลังจากนั้น พระมเหสีพระนางปชาบดีได้ไปสักการะบูชาทวยเทพเพื่อขอพรให้ปกป้องเจ้าชายสิทธัตถะแล้วก็เสด็จกลับ แต่หันมาเห็นเจ้าหญิงยโสธราทรงประทับนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ พระมเหสีจึงเข้ามาตรัสถามว่าเหตุใดจึงมานั่งคนเดียวที่นี่ เจ้าหญิงยโสธราที่กำลังใคร่ครวญถึงเจ้าชายสิทธัตถะจึงตรัสว่า ก่อนหน้านี้เจ้าชายสิทธัตถะพูดจาแปลกๆ แต่หลังจากคิดดูแล้วมันก็เป็นความจริง เจ้าชายสิทธัตถะเคยพูดว่าพระเจ้าไม่มีตัวตน และไม่มีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ส่วนตัวพระนางคิดว่า ถ้าพระเจ้ามีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง งั้นหากนั่งสวดมนต์ที่นี่ก็คงเหมือนกับที่พระมเหสีไปสวดในอาราม และก็ตรัสว่าตอนนี้พระนางไม่รู้ว่าควรขอพรอะไรดี? ระหว่างขอพรให้เจ้าชายสิทธัตถะได้พบคำตอบเร็ววัน ให้ฝึกฝนตนเองจนสำเร็จผล ไม่ต้องกังวลว่าทิ้งคนข้างหลังไว้เพื่อเลือกทางเดินนี้ กับการขอพรอีกข้อขอร้องต่อพระเจ้าให้เจ้าชายสิทธัตถะรีบกลับมาในทันที ยิ่งคิดฟุ้งซ่านก็ยิ่งกลัวว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะไม่กลับมาอีกแล้ว


ในขณะที่นักบวชสิทธัตถะกำลังนั่งสมาธิ พระองค์ก็นึกถึงคำสอนของอาจารย์อาฬารดาบส ว่า ... 
"เจ้ามองเห็นนกแร้งบนท้องฟ้ามั้ย การหลงเข้าไปสู่ขอบเขตของสมาธิ ไม่มีความแตกต่างระหว่างเจ้ากับก้อนหิน นกแร้งควรคิดว่าเจ้าเป็นก้อนหิน และร่อนลงข้างเจ้า" ...ทันใดนั้นนกแร้งก็บินลงมาอยู่ข้างหน้านักบวชสิทธัตถะ


คืนนั้น นักบวชสิทธัตถะยังคงนั่งสมาธิอยู่อย่างสงบ สหายนักบวชเข้ามาจุดกองไฟเพื่อประทังความอบอุ่นให้ และนำชามข้าวที่ตั้งทิ้งไว้ทั้งวันไม่มีใครกินออกไป ประจวบเหมาะอาจารย์อาฬารดาบสเข้ามาพอดีสังเกตเห็นสีหน้าของนักบวชท่านนี้ดูเป็นกังวล จึงถามด้วยความสงสัย สหายนักบวชจึงบอกว่านักบวชสิทธัตถะนั่งสมาธิมา ๒ วันแล้ว ไม่กินดื่มอะไรเลย เกรงว่าจะเป็นอะไรขึ้นมา อาจารย์อาฬารดาบสจึงบอกว่า 
"สิทธัตถะไม่เป็นอะไรหรอก สิทธัตถะกำหนดลมหายใจ บรรลุถึงการทำสมาธิขั้นสูง ที่ที่กายกรรมถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง อาหารของเค้าคือความสุขภายใน ไม่ใช่ง่ายที่จะบรรลุถึงขั้นที่สิทธัตถะทำแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ไปพักผ่อนเถอะ"


จากนั้น อาจารย์อาฬารดาบสนั่งลงข้างๆนักบวชสิทธัตถะ ขณะนั้นนักบวชสิทธัตถะก็เห็นนิมิตตอนที่กำลังช่วยเจ้าเป็ดน้อยให้ดื่มน้ำ แต่เจ้าเป็ดไม่ยอมดื่ม ตรอมใจตายไปต่อหน้า เพียงไม่นานนักบวชสิทธัตถะก็ออกจากสมาธิ หันมาเห็นอาจารย์อาฬารดาบสอยู่ข้างๆ
อาจารย์อาฬารดาบส: 
"เจ้านั่งสมาธิอยู่สองวันเต็มๆ"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"ข้าไม่รู้เวลาเลยท่านอาจารย์ ครั้งนี้ข้าสัมผัสแสงที่เบาเหมือนขนนกอยู่ไกลๆ ล่องลอยไปใต้ท้องฟ้าสีคราม ตอนแรกมันดูเหมือนนก และเหมือนเมฆที่ข้ายกให้สูงขึ้น และข้าก็ค่อยๆไม่รู้สึกตัวเอง ข้ารู้สึกเหมือนข้าน่ะเป็นต้นไม้ตั้งอยู่บนพื้นดิน แต่แขนสองข้างของข้ายืดยาวออกไป แล้วข้าก็พบกับความว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง แล้วข้าก็รู้สึกสงบมาก เหมือนมีลำธารแห่งความสงบ และข้ารู้สึกปิติที่พบกับความสงบเยือกเย็นเช่นนั้น ข้ารู้สึกได้เช่นนั้น"
อาจารย์อาฬารดาบส: 
"บัดนี้ไม่มีความแตกต่างระหว่างเจ้ากับข้าแล้ว"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"ไม่หรอกอาจารย์"
อาจารย์อาฬารดาบส: 
"ข้าใช้เวลา ๗o ปี เพื่อเข้าถึงฌานขั้นนี้ แต่เจ้าใช้เวลาแค่ ๒ เดือน ข้าชื่นชมจริงๆ"


นักบวชสิทธัตถะ: 
"ไม่หรอกอาจารย์ ข้าไม่อาจเทียบท่านได้ ไม่ได้เลย ใจของข้าสงบต่อเมื่อนั่งสมาธิ แต่เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ก็พบความกระวนกระวายและเจ็บปวด ความสงบในใจฉายความเจ็บปวด ความทุกข์และความกระวนกระวายในใจของข้า ท่านอาจารย์ช่วยแนะทางกำจัดความเจ็บปวดให้ข้าด้วยเถิด"
อาจารย์อาฬารดาบส: 
"ข้าให้ความรู้ทั้งหมดแล้ว ไม่มีเหลือแล้ว ภาชนะข้าว่างเปล่า ข้าไม่มีอะไรจะให้เจ้าอีกแล้ว ข้าเริ่มแก่แล้ว หวังอย่างยิ่งว่าเจ้าจะรับช่วงดูแลอาศรมนี้ต่อจากข้า ด้านความรู้เจ้าทัดเทียมกับข้า จงจุดตะเกียงดวงใหม่ด้วยความรู้ของเจ้า"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"อาจารย์ท่านเห็นคุณค่าของข้า แต่ข้าขอเวลาเพื่อคิดเรื่องนี้ก่อน"
อาจารย์อาฬารดาบส:
 "ตกลง ลองคิดดู ข้าจะรอฟังคำตอบจากเจ้า"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"คาราวะท่านอาจารย์"


หลังจากอาจารย์อาฬารดาบสกลับไปแล้ว นักบวชสิทธัตถะก็ครุ่นคิดกับพระองค์เองว่า 
"ธรรมชาติของไฟช่างดีนัก มันให้ความร้อนแก่คนที่ตัวสั่นเพราะลมหนาว มันปรุงอาหารให้คนที่หิวโหย แต่ถ้าไฟถูกจำกัดอยู่ในบ้านหลังเดียว เพื่อช่วยเหลือครอบครัวเดียว ไฟจะทิ้งให้คนนับล้านอยู่ในความมืดและเจ็บปวดอย่างนั้นหรือ? ข้าเคารพคำสั่งของอาจารย์ก็จริง แต่ว่าข้าถอยหลังไม่ได้ ระดับการฝึกจิตวิญญาณที่ข้าบรรลุ ข้าต้องไปต่อทางเดินให้ไกลขึ้นไปอีก ข้าต้องหาหนทางเพื่อหลุดพ้นจากวัฏจักรของชีวิต"


เช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์อาฬารดาบส และเหล่านักบวชในอาศรมต่างตกใจที่ไม่พบเจอนักบวชสิทธัตถะ ขณะที่ อาจารย์อาฬารดาบส เชื่อว่านักบวชสิทธัตถะไม่จากไปโดยไม่ร่ำลาแน่นอน สักพักนักบวชสิทธัตถะก็ขึ้นมาจากน้ำหลังจากทำสมาธิฝึกกำหนดลมหายใจใต้น้ำอยู่พักใหญ่ พอเดินขึ้นมา อาจารย์อาฬารดาบส ก็เสนอให้นักบวชสิทธัตถะรับช่วงต่อดูแลอาศรมแห่งนี้ นักบวชสิทธัตถะรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณในความเมตตาของอาจารย์ แต่ขอออกจากอาศรม เพื่อไปศึกษาต่อยอดความรู้
อาจารย์อาฬารดาบส: 
"อืมม ข้าสำเร็จความรู้ของการเข้าฌานขั้น ๗ ข้าชำนาญมันอย่างดี ซึ่งข้าได้ถ่ายทอดความรู้ของข้าให้เจ้า ใจที่ส่องสว่างของเจ้าต้องไปไกลกว่านี้ถึงฌานขั้นที่ ๘ และอาจไปได้ไกลกว่านั้น"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"อาจารย์ งั้นท่านช่วยแนะนำข้าทีเถิด ใครกันที่สามารถจะสอนข้า ให้เข้าถึงฌานขั้นที่ ๘ ได้"
อาจารย์อาฬารดาบส: 
"เจ้าต้องเดินทางไปที่แคว้นมคธ อุทกดาบสปุตมหามุนี จะช่วยเจ้าในการเดินทางสู่เส้นทางของจิตวิญญาณ"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"อาจารย์ หากข้าทำสำเร็จตามนั้น ข้าจะกลับมาบอกท่านแน่นอน"
อาจารย์อาฬารดาบส: 
"อืมม ข้าจะรอเวลานั้น ถ้าข้ายังไม่สิ้นอายุขัย"


หลังจากนั้น นักบวชสิทธัตถะก็กราบเท้าอาจารย์อาฬารดาบส แล้วเดินทางต่อ เมื่อนักบวชสิทธัตถะค่อยๆเดินลับตาไป อาจารย์อาฬารดาบสก้มลงไปเอามือสัมผัสตรงพื้นที่นักบวชสิทธัตถะยืนอยู่เมื่อสักครู่นี้ แล้วนำมาป้ายที่หน้าผากของตนเอง นักบวชลูกศิษย์จึงถามอาจารย์ว่าเหตุใดทำเช่นนี้? อาจารย์อาฬารดาบสจึงบอกว่า 
"ข้าเอาทรายที่เท้าเขามาป้ายหน้าผาก อาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว ในชาตินี้ ไม่มีแล้ว มหาบุรุษแห่งยุคกำลังจะไป ผ่านมาหลายยุคสมัย ถึงมีคนอย่างเค้ากลับชาติมาเกิดสักครั้ง มาทำให้โลกเกิดศรัทธาและผาสุก"


ต่อมา เจ้าชายเทวทัตก็นำทหารขี่ม้าเข้ามาในอาศรม พร้อมกับทำกริยาก้าวร้าวไม่ให้เกียรตินักบวช แล้วก็ถามหาเจ้าชายสิทธัตถะ แต่อาจารย์อาฬารดาบสยอมบอกแค่เพียงว่าเจ้าชายสิทธัตถะมาที่นี่ได้เพียง 2 เดือน แล้วก็จากไป ขณะเดียวกันก็ยอมผิดศีลพูดโกหกตอบไปว่าไม่รู้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะไปทางไหน? เพราะกลัวเจ้าชายเทวทัตจะมาทำอันตราย


นักบวชสิทธัตถะเดินทางไปถึงชายแดนแคว้นมคธ และถามไถ่เส้นทางหาสำนักอุทกดาบสมุนีจากชาวบ้าน จึงทราบว่าอาศรมของอุทกดาบสอยู่ฝั่งตะวันออกของวังหลวง ระหว่างที่กำลังถามชาวบ้าน ทหารมคธก็เดินจูงวัว ๔ ตัว เดินผ่านมา นักบวชสิทธัตถะจึงถามชาวบ้านและได้ความว่า ทหารจะนำวัวไปบูชายัญ พอรู้ดังนี้แล้ว นักบวชสิทธัตถะก็รีบเข้าไปขวางทหารไว้...
นักบวชสิทธัตถะ: 
"หยุดก่อน ทำไมต้องทรมานสัตว์ที่บริสุทธิ์เช่นนี้ด้วยเล่า?"
ทหารมคธ: 
"ท่านมุนี หลีกทางเราเถอะ"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"ข้ายอมตายตรงนี้ แต่ข้าหลีกทางให้ไม่ได้ เจ้าต้องบอกก่อนว่าจะพาสัตว์ที่บริสุทธิ์นี้ไปที่ไหนกัน?"
ทหารมคธ: 
"พวกมันต้องเป็นเครื่องบูชายัญ"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"เจ้า อยากฆ่าสัตว์ที่บริสุทธิ์พวกนี้อย่างนั้นเหรอ นี่คือศาสนาของเจ้าเหรอ? งั้นก่อนจะบูชายัญสัตว์ เจ้าต้องบูชายัญคนก่อน นี่คือศาสนาของข้า"
ทหารมคธ: 
"ใครจะสละชีวิตละ ข้าเหรอ!?"
นักบวชสิทธัตถะ:
 "ข้าจะสละชีวิตตัวเอง"


ทหารมคธ: 
"ทำไมต้องมาขวางทาง? ให้ข้าทำหน้าที่เถอะ ฝ่าบาทเตรียมประกอบพิธีทางศาสนาครั้งใหญ่ และตามขนบธรรมเนียม เราต้องบูชายัญชีวิตหลังทำพิธี"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"ใครเป็นคนคิดเรื่องนี้ขึ้นมา? ใครที่เจ้าก้มหัวให้ด้วยความเคารพ?"
ทหารมคธ: 
"ข้าไม่รู้หรอก ข้าแค่ทำตามคำสั่ง ให้ข้าทำหน้าที่เถอะ"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"ข้าไม่ยอมให้เจ้าเอาสัตว์พวกนี้ไปหรอกนะ ไปบอกฝ่าบาทของเจ้าด้วยว่า มีนักบวชมาขวางทางเอาไว้ ไม่ให้เจ้าเอาสัตว์พวกนี้ไปบูชายัญ"
ทหารมคธ: 
"นี่ท่านท้าทายฝ่าบาทอย่างนั้นเหรอ?"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"เปล่า ข้าทำหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่ง"
ทหารมคธ: 
"หากฝ่าบาทไม่สั่งให้เคารพพวกมุนี ข้าคงจะกุดหัวท่านไปตั้งนานแล้ว ไม่ยืนเถียงอยู่ด้วยหรอก"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"ก็เอาสิ"


ด้วยความเด็ดเดี่ยวของนักบวชสิทธัตถะ ทำให้ทหารมคธจนปัญญาจึงต้องรีบไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทพระเจ้าพิมพิสาร เพื่อกราบทูลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่ามีนักบวชมาขวางทางไม่ยอมให้นำสัตว์มาบูชายัญ ทำให้พระเจ้าพิมพิสารทรงกริ้วมาก จึงรีบเสด็จไปพบนักบวชด้วยพระองค์เอง ...เมื่อเสด็จมาถึงฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นนักบวชนั่งหันหน้าไปทางวัว โดยหันหลังให้พระองค์อยู่ ...
พระเจ้าพิมพิสาร: 
"นี่คือแผ่นดินของข้า และข้าก็เป็นเจ้าเมือง"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"หลายเมืองถูกสร้างขึ้น และหลายเมืองถูกทำลาย จุดจบคือความจริงสูงสุดของชีวิต"
พระเจ้าพิมพิสาร:
 "นี่เจ้าจะเทศนาข้ายังงั้นเหรอ?"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"หากมีบาปเกิดขึ้นในนามของศาสนา ข้าจะต้องคัดค้านแน่"
พระเจ้าพิมพิสาร:
 "ถ้าเจ้าไม่ใช่นักบวช ข้าจะฆ่าเจ้าซะเดี๋ยวนี้!!!"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"งั้นข้าช่วยท่านจากบาปของการฆ่านักบวช"


หลังจากได้ยินเช่นนี้ พระเจ้าพิมพิสารกลับทรงพิโรธมากกว่าเดิม จึงชักพระแสงดาบออกมาแล้วเดินมาข้างหน้า หมายมั่นลงดาบฟันนักบวชให้ตายตกไป แต่แล้ว...พระองค์ก็ต้องตกพระทัย เมื่อเห็นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะที่ตอนนี้กลายเป็นนักบวชไปเสียแล้ว พระเจ้าพิมพิสารทิ้งดาบแล้วรีบประคองนักบวชสิทธัตถะลุกขึ้นมา และสวมกอดกันด้วยความเป็นห่วงฉันมิตร   สร้างความงุงงงให้กับเหล่าทหารมคธและชาวบ้านที่ยืนดูอยู่ยิ่งนัก
พระเจ้าพิมพิสาร: 
"สิทธัตถะ นี่เจ้าเป็นนักบวชเหรอ วันนี้เจ้าช่วยไม่ให้ข้าทำบาปครั้งใหญ่"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"ข้ายอมตายด้วยน้ำมือของท่าน แต่บาปจากการสังหารสัตว์เหล่านี้รุนแรงกว่าหลายเท่านัก คำถามไม่เกี่ยวกับว่าข้าอยู่หรือตาย คำถามคือ มีหนทางเป็นอิสระจากวัฏจักรของการเกิดและตายมั้ย? ถ้าหากว่ามี เป้าหมายข้าคือหาให้เจอ ไม่เช่นนั้นก็คงเหมือนสัตว์พวกนี้ ข้าคงอยู่และตายโดยไร้เหตุผล สัตว์พวกนี้มันมีบาปอะไร? จนท่านต้องบูชายัญชีวิตของพวกมัน พวกมันก็มีพลังชีวิตเหมือนเรา ศาสนาอะไรกันที่สอนให้ฆ่าผู้อ่อนแอ? แล้วเรื่องร้ายจะหายไป หากสัตว์พวกนี้พูดได้ละก็ พวกมันคงพูดว่า มันต้องชดใช้กรรมของผู้อื่น ถ้านี่คือศาสนา งั้นนักบวชผู้อ่อนแอคนนี้ขอบอกว่ามันไม่ใช่ศาสนาเลย"
พระเจ้าพิมพิสาร: 
"มิตรของข้า ช่วยข้าจากการทำผิดหลักศาสนา"


พระเจ้าพิมพิสารทรงซาบซึ้งในเมตตาธรรมของนักบวชสิทธัตถะยิ่งนัก พระองค์จึงหันไปรับสั่งกับทหารว่านับจากนี้ไปห้ามบูชายัญสัตว์ในแคว้นมคธ จากนั้นก็ทรงรับสั่งเชิญนักบวชสิทธัตถะให้เข้าไปปฏิบัติสมาธิภายในวังของพระองค์ เนื่องจากไม่อาจทนเห็นสหายต้องเผชิญกับความยากลำบากนอนกลางดินกินกลางทรายเช่นนี้ แต่นักบวชสิทธัตถะขอปฏิเสธ
นักบวชสิทธัตถะ: 
"พระเจ้าพิมพิสาร วันนี้ข้าช่วยสัตว์ที่บริสุทธิ์ แต่มนุษย์เราก็เหมือนพวกมันที่ต้องต่อสู้กับความทุกข์ของชีวิต ความทุกข์และความเจ็บปวดมีทุกหนแห่ง ถ้าไปถึงปลายทางความเจ็บปวดได้ ข้าก็จะพาทุกชีวิตเข้าสู่เส้นทางแห่งความสงบได้เช่นกัน"
พระเจ้าพิมพิสาร: 
"ข้าไม่เคยเห็นใครที่ยอมเสียสละชีวิตสุขสบาย เพื่อความสุขของคนอื่น มหาบุรุษอย่างเจ้า ยอมเมตตาเป็นมิตรกับข้า เจ้าเมตตาข้า"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"ข้าขอตัวก่อนพระองค์"
พระเจ้าพิมพิสาร: 
"พิมพิสารไม่โง่นะสิทธัตถะ เราไม่อาจกำทรายร้อนในมือได้ฉันใด คนต้อยต่ำอย่างข้าก็ไม่อาจหยุดยั้งมหาบุรุษอย่างเจ้าได้ฉันนั้น"


ก่อนจากกัน พระเจ้าพิมพิสารทรงขอให้นักบวชสิทธัตถะรับปากว่า 
"เมื่อใดที่เจ้าพบหนทางสู่อิสระ เจ้าต้องแบ่งปันความรู้กับข้าเป็นคนแรก"
นักบวชสิทธัตถะรับปากแล้วก็เดินจากไป พระเจ้าพิมพิสารทอดพระเนตรนักบวชสิทธัตถะค่อยๆเดินจากไป พระองค์ทรงตรัสว่า
 "มีแต่มิตรที่เข้าใจเรื่องนี้ได้ คนที่เสียสละทุกอย่าง จะได้ทุกอย่าง แต่ว่าคนที่คิดว่าตัวเองมีทุกอย่าง คือคนที่ยากจนที่สุด"


คืนนั้น นักบวชสิทธัตถะเดินผ่านป่าและได้เห็นนักบวชสองคนกำลังนั่งภาวนาอยู่ สภาพของนักบวชทั้งสองนั้นผอมแห้งผมเผ้าไม่ได้ตัดหนวดเครายาวรุงรัง ไม่สวมใส่ผ้า นักบวชสิทธัตถะเข้ามาคำนับและถอดผ้าของตนเองหมายจะคลุมกายให้ แต่นักบวชปฏิเสธ...
นักบวชคนที่หนึ่ง: 
"ข้าละทิ้งเสื้อผ้าแล้ว ดินนี่คือเสื้อผ้าของข้า"
นักบวชสิทธัตถะ:
 "แต่ตัวท่านสั่นด้วยความหนาว"
นักบวชคนที่หนึ่ง: 
"ข้าเอาชนะความหนาวด้วยการฝึกฝนสมาธิ ข้าข้ามเขตแดนของร่างกายทั้งมวล"

จากนั้น นักบวชสิทธัตถะก็นำผลไม้ไปถวายให้นักบวชคนที่สอง แต่แล้วนักบวชคนนี้ก็ปฏิเสธอีกเช่นกัน ...
นักบวชคนที่สอง: 
"ข้าละทิ้งอาหารและน้ำ"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"ทำไมถึงเลือกเส้นทางนี้?"
นักบวชคนที่หนึ่ง: 
"การทำสมาธิและฝึกฝนจิตวิญญาณ ทำให้ร่างกายแข็งแกร่ง จนไร้ความปรารถนาทุกประการ"
นักบวชคนที่สอง: "นั่นคือหนทางการไถ่บาป"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"อิสระคืออะไร?"
นักบวชคนที่หนึ่ง: 
"ความสุขสูงสุด"
นักบวชสิทธัตถะ:
 "ท่านจะพบสุขสูงสุดในความทุกข์ได้ยังไงกัน"


นักบวชคนที่สอง: 
"เจ้าเรียกมันว่าความทุกข์ แต่ข้าไม่คิดแบบนั้น ข้ามีความสุขกับหนทางการฝึกจิตวิญญาณ เราจะได้อิสรภาพ"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"มีแค่ชั่วขณะนี้ เราพูดถึงชั่วขณะนี้ได้มั้ย?"
นักบวชคนที่สอง: 
"เอาสิ สายตาเจ้าบอกว่ากระหาย"
นักบวชสิทธัตถะ: 
"ท่านกำลังทรมานตน เพื่ออิสรภาพ เพื่อความปรารถนาที่จะขึ้นสวรรค์ในโลกอื่น ข้าคิดว่าในโลกนี้ที่มีแต่ความทุกข์ ที่มนุษย์หลงทาง และทุกคนต่างไร้เป้าหมาย เราจะช่วยพวกเค้าได้ยังไงกัน ถ้าสวรรค์คือพรหมลิขิต ทำไมมีแต่ข้าที่ได้ไป ทำไมถึงไม่เผื่อทุกคนบนโลกนี้ล่ะ"
นักบวชคนที่หนึ่ง: 
"ความคิดของเจ้าช่างลึกซึ้ง"
นักบวชคนที่สอง: 
"เจ้าจะเป็นผู้ชี้ทาง ชี้ทางแห่งความสุขให้ผู้คนนับล้าน"
นักบวชคนที่หนึ่ง: 
"เจริญพร"
ช่วงท้าย ท่าน ว.วชิรเมธี ได้มาให้ข้อคิดดังนี้... พระพุทธองค์เคยเตือนเอาไว้ว่า ตราบใดก็ตามที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ก็จงอย่าเพิ่งวางใจในความสุขที่เกิดจากสมาธิภาวนาขั้นสูงตราบนั้น

วรรคทอง วรรคธรรม ซีรีส์พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนที่ ๓o
พระพุทธองค์เคยตรัสถึงปณิธานแห่งชีวิตของพระองค์เอาไว้ว่า
แต่ก่อนก็ดี ในกาลบัดนี้ก็ดี เราสอนอยู่เรื่องเดียว นั่นก็คือ เรื่องทุกข์ และการดับ




ทางสามแพร่ง

ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี
มหาสติปัฏฐานสูตร
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๓
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๔
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ความนำ เพื่อร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑ พระสูติกาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒ ลักษณะมหาบุรุษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓ เทวฑูตทั้ง ๔
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔ เสด็จออกผนวช
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕ พิจารณาอาหารในบาตร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๖ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๗ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๘ ทางสายกลาง หนทางแห่งการตรัสรู้
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๙ นางสุชาดา กับข้าวมธุปายาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๐ ทรงชนะพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๑ ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๒ ธิดาพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๓ เสวยวิมุตติสุข
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๔ ดอกบัวสี่เหล่า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๕ ปฐมเทศนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๖ อุบาสิกาคู่แรก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๗ รากเหง้าแห่งอกุศลและกุศล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๘ กามคุณ ๕
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๙ โปรดชฎิลสามพี่น้อง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๐ เวฬุวัน วัดแรกในพุทธศานา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๑ ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๒ วิธีแก้ง่วงของพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๓ วันจาตุรงคสันนิบาต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๔ เสด็จโปรดพระราชบิดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๕ ฝนโบกขรพรรษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๖ โปรดพระนางพิมพาและราหุล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๗ ไม่มีสิ่งใดรัดตรึงใจบุรุษเท่าสตรี
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๘ พึงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๙ ความไม่เที่ยงของสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๐ พระอานนท์ พระพุทธอุปัฏฐาก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๑ ประกาศนียกรรมพระเทวฑัต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๒ พระเทวฑัต ผู้ทำสังฆเภท
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๓ พระเทวฑัต ถูกแผ่นดินสูบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๔ พระเจ้าอชาติศัตรู ผู้สำนึกบาป
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๕ พระเจ้าสุทโธทนะ บรรลุพระอรหันต์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๖ ครุธรรม ๘ ประการ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๗ เสด็จโปรดพุทธมารดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๘ มาคันทิยะพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๙ โปรดเวรัญชพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๐ พญาช้าง "ปาลิไลยกะ"
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๑ ธรรมวินัยจะเศร้าหมองหรือรุ่งเรือง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๒ อหิงสกะหรือองคุลีมาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๓ ท้าวผกาพรหม ผู้เห็นผิดเป็นชอบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๔ ทรงแสดงนิมิตโอภาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๕ พญาวัสวดีมาร ทูลขอให้ปลงอายุสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๖ "สุกรมัทวะ" อาหารมื้อสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๗ "ปุกกุสะ" ถวายผ้าสิงคิวรรณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๘ สถานที่ระลึกถึงพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๙ "สุภัททะ" พระสาวกรูปสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๐ โอวาทสุดท้ายก่อนดับขันธ์ปรินิพาน
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๑ พิธีถวายพระเพลิงและจัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนที่ ๔๙
มุมอาเซียน
ครอบครัวอบอุ่น ๓
ครอบครัวอบอุ่น ๒
ครอบครัวอบอุ่น ๑



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
โรงเรียนวัดนิโครธาราม,นิโครธาราม,นิโคร,เด็กนิโคร,ครูนิโคร,หนุ่มนิโคร,สาวนิโคร,ชาวนิโคร,พี่เสือ,เจ้าตัวน้อย,สมนึก,โก้เจ้า,จามจุรี wnikro@gmail.com