ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ลิ้งเพื่อหาประสบการณ์
dot
bulletค้นหากับ google
bulletเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
bulletเว็บไซต์ที่น่าสนใจ
bulletโรงเรียนวัดนิโครธาราม
bulletกระดานถามตอบ
bulletระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
bulletค้นหาระเบียบของทางราชการ
bulletรวมคำสั่งของ สพฐ.
bulletเส้นทางสู่ ครูชำนาญการพิเศษ
bulletดูแผนที่ทางอากาศ (ชัดมาก)
bulletไม่เชื่ออย่าลบหลู่
bulletภาพตรงข้ามของเด็กนิโคร
bulletร่วมสร้างสานตำนานรัก
bulletประกาศสอบราคา
bulletค่าใช้จ่ายในการไปราชการ
bulletมุมอาเซียนของเด็กนิโคร
bulletสุขภาพช่องปาก เด็กทับปุดรักฟัน
bulletบทเรียนวิชาภาษาไทย
bulletตลาดนัดนักเรียน
bulletเสียงครวญจากตัวเลขไทย
bulletพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ
bulletโรงเรียนทับปุดวิทยา
bulletรวมวีดีโอกิจกรรมต่างๆ
bulletโรงเรียนวิถึพุทธ
bulletพี่พลอยสอนศิลป์ Show it off
bulletSAR รายงานคุณภาพการศึกษา
bulletจามจุรีสาร
bulletเทศบาลตำบลทับปุด
bulletค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาฯ
bulletบทอาขยาน ของเด็กนิโครฯ
bulletโครงการอาหารกลางวัน




มหาสติปัฏฐานสูตร

 
      เริ่มเขียนเป็นบทร้อยกรองเมื่อวันศุกร์ที่  ๒๗  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๑


                                                                มหาสติปัฏฐานสูตร

เริ่มอ่านหนังสือมหาสติปัฏฐานสูตร  ทันทีที่ได้รับหนังสือจากไปรษณีย์
เมื่อวันที่  ๑๒  มกราคม  ๒๕๖๑  เวลา  ๑๔.๒๓  น.
อ่านจบที่  ๑  เมื่อ  วันที่  ๑๙  มกราคม  ๒๕๖๑  เวลา  ๒๑.๓๘ น.
อ่านจบที่  ๒  เมื่อ  วันที่  ๑  พฤษภาคม  ๒๕๖๑  เวลา  ๒๐.๓๗  น.
เริ่มเขียนบทร้อยกรอง  วันที่  ๒๗  กรกฎาคม  ๒๕๖๑  เวลา  ๐๗.๓๕  น.
มหาสติปัฏฐานสูตร  จำนวน  ๕๑๑  หน้า

(๕)  อารัมภกถา  ของคุณดังตฤณ
ในทางโลก  ชีวิต  มีเป้าหมาย               แต่สุดท้าย  เป้าหมาย  ใช่ทุกอย่าง
สิ่งที่หวัง   เป็นเพียง  แค่แนวทาง        ใช่ทุกอย่าง  สมหวัง  ดั่งตั้งใจ
ในทางธรรม  ชีวิต  มีเป้าหมาย            แต่มิใช่ ทุกอย่าง  จะสดใส
ต้องละทิ้ง  ตัวตน  ของตนไป              สู่สิ่งใหม่  ทิ้งความ  เป็นตัวตน
เพื่อเข้าถึง  ภาวะ  ไร้ความทุกข์           ก้าวพ้นสุข  จากเหตุ  ที่ฝึกฝน
ให้ตื่นรู้  ความจริง  ความหลุดพ้น       สิ่งสูงล้น  พลิกกลับ  สลับกาย
จากที่หนึ่ง  ไปสู่  อีกที่หนึ่ง                  เป็นที่ซึ่ง  แตกต่าง  เกินคาดหมาย
มิได้สอน  สิ่งแปลก  สิ่งแยบคาย          แต่จากง่าย  เห็นได้  เข้าใจกัน
ว่าอยากสุข  หรือว่า  อยากเป็นทุกข์     ตอบอยากสุข  สนุก  อยากสุขสันต์
ทุกคำตอบ  คงชอบ  และยืนยัน           เพราะว่ามัน   เที่ยงแท้  และเป็นจริง
แล้วอยากสุข  ชั่วคราว  หรือถาวร       ทุกคำสอน  พิสูจน์  ได้ทุกสิ่ง
สิ่งให้เลือก  เลือกได้  ไม่ประวิง            ไม่เกรงกริ่ง  ตอบได้  ในทันที
ถึงจุดตัด  อันน่า  พิศวง                       ให้คิดปลง สัจจะ  สิ่งบ่งชี้
ให้ได้รู้  ได้เห็น  ทุกวจี                         ว่ากายนี้   มีใจ  คอยนำพา
หากสงบ  ลงได้  เหมือนไฟดับ            ทุกอย่ากลับ  เยือกเย็น  ดั่งเรียกหา
ไม่ต้องร้อง  ต้องขอ  เจรจา                 ถึงเวลา  ก็คลาย   แล้วหายไป
ถ้ายังรับ  ไม่ได้  กายใจนี้                     ว่าทุกข์ที่  เกิดก่อ  เป็นไฉน
มันจะเกิด  จากเรา  เสียเมื่อไร             ยังมั่นใจ  ในสิ่ง  ที่รู้มา
ก็แค่สุข  ชั่วคราว  เอาให้เห็น               ทำใจเย็น  ไม่สน  สิ่งตรงหน้า
ไม่ตอบโต้  ขึ้นเสียง  เจรจา                 จะรู้ว่า  สุดท้าย  สบายใจ
เหตุแห่งความ  ลำบาก  ทั้งกายจิต       อยู่ที่คิด  ยึดมั่น  มากแค่ไหน
อย่างทำตัว  ตระหนี่  มากเกินไป         สิ้นเยื้อใย  เพื่อนพ้อง  ต้องมลาย
ทั้งเป็นผู้  ทุศีล  กล้าฆ่าสัตว์                ความวิบัติ  เกิดแก่  สัตว์ทั้งหลาย
เที่ยวลักทรัพย์  ละเมิด  ผิดทางกาย    พูดใส่ร้าย  โกหก  ดื่มสุรา
แม้เพียงเริ่ม  ทุศีล  ระยะแรก             ความเหลวแหลก  มากมาย  ยากจะหา
ทั้งกายใจ  ลำบาก  สุดพรรณนา          สำคัญว่า  คนบาป  ไม่เห็นจริง
ไม่เชื่อว่า  กายใจ  นั้นเป็นทุกข์           กลับสนุก  เพิ่มแรง  เหมือนผีสิง
เหตุแห่งความ  สบาย  แค่หยุดนิ่ง       ไม่ทำสิ่ง  เป็นบาป  อกุศล
มีน้ำใจ  ถือศีล  ไม่ฆ่าสัตว์                  ความวิบัติ  จักไม่  เกิดกับตน
ไม่ลักทรัพย์  มุ่งแต่  ความหลุดพ้น    ไม่ร้อนรน  คิดร้าย  ทำลายใคร
ไม่พูดเท็จ  ประพฤติ  ผิดในกาม        ไม่หยาบหยาม  ดื่มเหล้า  พูดเหลวไหล
รักษาศีล  สะอาด  ทั้งกายใจ               มลทินใด  ไม่คิด  จิตไตร่ตรอง
อย่าเก็บไว้  แบกไว้  เป็นภาระ            ยอมสละ   สลัด  สิ่งเกี่ยวข้อง
จะมองเห็น  ความสุข  อีกก่ายกอง     ที่จับต้อง  มองเห็น  ความเป็นจริง 
ศาสนา  พุทธนั้น ว่าเชื่อยาก               แต่แปลกมาก  พิสูจน์  ได้ทุกสิ่ง
ลมหายใจ  เข้าออก  ที่ว่านิ่ง                ยังไม่ทิ้ง  สัจจะ  อนิจจัง
อนัตตา  ตัวตน  ก็หาไม่                     บังคับได้  หรือเปล่า  แม้เพียงครั้ง
หายใจยาว  ตลอด ก็อย่าหวัง             ต้องสั้นบ้าง  ยาวบ้าง  ตามแต่ใจ
เป็นแค่ลม  เข้าออก  ยังแค่นี้              บังคับซี  ร่างกาย  รับไม่ไหว
จะปั่นป่วน  เกิดทุกข์  จุกภายใน        ยากทนได้  มองเห็น  ไม่เว้นวัน
อันร่างกาย  ก็เหมือน  ลมหายใจ        รู้สึกได้  เปลี่ยนได้  มิใช่ฝัน
อนิจจัง  ทุกขัง  เหมือนเหมือนกัน     ที่สำคัญ  เหมือนกัน  อนัตตา
เพราะคนเรา  เชื่อมั่น  ว่ามันใช่          จึงมิได้  เฝ้ามอง  สิ่งล้ำค่า
ความเปลี่ยนแปลง  ที่เกิด  เสมอมา    หวังเพียงว่า  ให้รอด  และปลอดภัย
ผู้เข้าถึง  ความจริง  อันประเสริฐ       ย่อมเลอเลิศ  ยิ่งกว่า  จะหาไหน
อริยบุคคล  เมื่อถึงวัย                         บรรลุได้  มรรคผล  คือนิพพาน
รู้ความจริง   ยังมี  กายใจอยู่               ต้องต่อสู้  กับทุกข์  มหาศาล
ความปรวนแปรเปลี่ยนไปอีกยาวนาน ความหย่อนยาน  หูตึง  ก็เรียกหา
ไร้เรี่ยวแรง  เดินเหิน  แสนลำบาก      ยิ่งยุ่งยาก  นัยน์ตา  ก็มัวพร่า
ไม่อาจสั่ง  บังคับ  ให้กลับมา              อนัตตา  อีกหนึ่ง  กำลังใจ
หลับตามอง  ให้เห็น  อนิจจัง             ยังมีหวัง  ทุกอย่าง  ยังสดใส
เพียงชั่วคราว  เดี๋ยวมัน  ก็หมดไป     เริ่มต้นใหม่  ค่อยเสริม  เติมพลัง
ไม่ต้องทน  รับผล  ความลำบาก        ความยุ่งยาก  ลืมสิ้น  สิ่งหนหลัง
มองให้เห็น  ความเป็น  อนิจจัง         สร้างความหวัง  ให้เกิด  ขึ้นในใจ
ปัจจุบัน  ทั้งพระ  ฆราวาส                ต่างหวังวาด  ให้ถึง  ความสดใส
ถึงมรรคผล  นิพพาน  โดยเร็วไว       ตามแต่ใคร  บัญญัติ  โฆษณา
ความเป็นจริง  หากเรา  จับถูกจุด      เพื่อพิสูจน์  ความจริง  ที่ใฝ่หา
สติชอบ  รู้กาย  ใจวาจา                      ให้รู้ว่า  ความจริง  เป็นเช่นไร
สมาธิ  สติ  การรับรู้                           การตั้งอยู่  เห็นแล้ว  หายไปไหน
ความไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอย่างไร   ให้เข้าใจ  ตัวตน  อนัตตา
(๑๒)  อุทเทสวารกถา   พุทธพจน์ 
พุทธพจน์  แห่งพระ  พุทธเจ้า           ตรัสกับเหล่า  ภิกษุ  สาวกว่า
หนทางนี้  ทางเดียว  จะนำพา            สัตว์ถ้วนหน้า  ถึงความ  บริสุทธิ์
ได้ล่วงพ้น  ความโศก  ความรำพัน    ดับทุกข์กัน  ดับได้  เพื่อนมนุษย์ 
เพียงเห็นกาย   ในกาย  แค่หนึ่งจุด     อาจพ้นหลุด  บรรลุ  ถึงนิพพาน
เวทนา  จิตใจ  ธรรมในธรรม             ยิ่งตอกย้ำ  ทุกอย่าง  สอดประสาน
“อภิชฌา”  ต้องละ  ให้เป็นทาน         ค่อยประหาร  ความอยาก  ให้หมดไป
“โทมนัส”  ขจัด  ความเศร้าโศก        อีกหนึ่งโรค  อย่าให้  ร่วมอาศัย
ตั้งสติ  คงมั่น  อย่าหวั่นใจ                 ตัดเยื้อใย  ให้สิ้น  ความยินดี            
หนังสือมหาสติปัฎฐาน                       เฝ้าเพียรอ่าน  ทุกถ้อย  ที่บ่งชี้
คุณดังตฤณ  ฮาวฟาร์  ร่วมพาที          ถ้อยวจี  ตอกย้ำ  ความเข้าใจ
(๑๓)  คำนิยาม
คำนิยาม  ภิกษุ  ผู้สละ                          ผู้หวังละ  กิเลส  สู่ทางใหม่
อริยมรรค  รู้แจ้ง  ความเป็นไป            ผู้ตัดได้  ตัณหา  อุปาทาน
กายในกาย  รู้ซึ้ง   อนัตตา                    อภิชฌา   ความอยาก  ยากประสาน                        
อุทเทศ  บทตั้ง  ของชิ้นงาน                 ก่อนก้าวผ่าน  จดจำ  ให้เข้าใจ
กุศลธรรม  เบื้องต้น  บริสุทธิ์               เมื่อก้าวหลุด  ความคิด  จิตผ่องใส
ค่อยศึกษา  น้อมนำ  ค่อยทำไป             เมื่อเข้าใกล้  จักเห็น  ความเป็นจริง
อาศัยศีล  ตั้งใจ  อยู่ในศีล                      มิให้สิ้น  เหมือนศีล   เข้าไปสิง
สมาธิ  สติ   ให้หยุดนิ่ง                          ลืมทุกสิ่ง  รอบข้าง  หวังทำลาย
สมถะ”  ตั้งมั่น  กายสงบ                     ดวงจิตพบ  กิเลส  ไม่ซัดส่าย  
วิปัสสนา” ว่า  ได้เข้าใกล้                     สิ่งที่ใช่  รู้แจ้ง  อนัตตา
ด้วยสัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบ             ค่อยประกอบ  ปรุงแต่ง ปราถนา
เพื่อทำลาย  กิเลส  อวิชชา                      เพื่อเข้าหา  ความจริง  อนิจจัง 
ข้อเท็จจริง  ในทาง  ปฏิบัติ                    เพื่อขจัด  กิเลส  ที่ถูกขัง
หลักไตรลักษณ์  ช่วยให้  เสริมพลัง       อนิจจัง  ย่อมเป็น  เช่นเดียวกัน
อนิจจัง”  ทุกอย่าง นั้นไม่เที่ยง            เกิดแล้วเพียง ตั้งอยู่ แล้วแปรผัน
ทั้งรูปทรง รูปร่าง เปลี่ยนทุกวัน            ช้าเร็วนั้น สุดแต่ เหตุปัจจัย  
อีก “ทุกขัง” เป็นทุกข์ ทนได้ยาก          ทนลำบาก ทนยาก ตามวิสัย
อยู่อย่างเดิม นั้นยาก ต้องเปลี่ยนไป       ช้าหรือไว ก็เป็น เช่นเดียวกัน
อนัตตา”  ตัวตน ใช่ของตน                หลากหลายคน หลงคิด ว่าตัวฉัน
พยายาม บังคับ ขับเคี่ยวมัน                  คำยืนยัน ผิดหวัง ทุกครั้งไป
เพราะฉะนั้น  ถ้าใจ  ไม่สงบ                  ยากจะพบ  อารมณ์  ที่ผ่องใส
ต้องสังเกต  ศึกษา  เนื้อความนัย           ให้เข้าใจ  ความเป็น  อนัตตา
ไม่ยึดมั่น  ถือมั่น ว่ามันเที่ยง                 ทุกอย่างเพียง  สาเหตุ  แห่งปัญหา
มี  “นิวรณ์”  ขวางกั้น  “อวิชชา”          มิให้พา  ถึงฝั่ง  อย่างตั้งใจ  
กามฉันทะ”  หมายว่า พอใจกาม         กำหนัดย้ำ มืดมัว ไม่แจ่มใส
พยาบาท”  กลัดกลุ้ม เกิดภายใน          ยากหยุดได้ เคียดแค้น และชิงชัง
จิตหดหู่” “ฟุ้งซ่าน”  และซัดส่าย       ความเหนื่อยหน่าย  ด้วยเหตุ  แต่หนหลัง
สมาธิ  แล้วแต่  ใครคิดหวัง                   อย่าหยุดยั้ง  ปล่อยเขา  ให้ก้าวไป
ไม่มีถูก  มีผิด  ตามขั้นตอน                  ไม่มีก่อน  มีหลัง  อย่าสงสัย
สมาธิ  ที่แท้  เป็นอย่างไร                      ยังสนใจ  ตั้งมั่น  เสมอมา
หากแม้ธรรม เหล่าใด ปฏิบัติ                เกิด  “กำหนัด ย้อมใจ”  อยู่เบื้องหน้า
ติดใจรัก คิดฝัน เฝ้าพรรณนา                ย่อมนำพา ให้จิต  เกิดทุกข์ใจ
หากธรรมใด ทำแล้ว “ประกอบทุกข์”   นั่งเจ่าจุก ประชด  ผิดวิสัย
ทรมาน ร่างกาย ย่อมผิดไป                   ย่อมมิใช่  หนทาง บรรลุธรรม
หากธรรมใด “สะสม กองกิเลส”           เกิดอาเพศ สะสม สิ่งเลิศล้ำ
โลภโกรธหลง คงอยู่ เป็นประจำ            แล้วยังทำ อวดอ้าง บารมี
แม้ธรรมใด ทำเพื่อ  “ความอยากใหญ่” หรือ  “ความไม่ - สันโดษ” ยิ่งหมองศรี
ถือเป็นทาง แห่งธรรม อลัชชี                 มาบ่งชี้ พระธรรม ให้ผิดไป
แม้ธรรมใด อยากทำ เพื่อ  “คลุกคลี”     อยากจะมี เพื่อนพ้อง ร่วมวงไพ่
อยู่คนเดียว คิดฝัน ปั่นสายใย                เพราะจิตใจ ไม่ต่าง อย่างคลุกคลี
ธรรมเหล่าใด อยากทำ  “เพราะเกียจคร้าน”  หรือดื้อรั้น  “เลี้ยงยาก”  ลืมหน้าที่
ธรรมเหล่านั้น ถือว่า ผิดวิธี                   ให้จ้ำจี้ จ้ำไช ให้ระวัง
(๑๙)  จุดมุ่งหมาย
อุทเทศวารกถานี้                                   เพียงเพื่อชี้  ให้เห็น  เป็นบทตั้ง
เพื่ออะไร  ที่ไหน  คือสิ่งหวัง                 แต่ว่ายัง  ไม่กล่าว  ลึกลงไป
(๒๐)  กายานุปัสสนา
(๒๓)  อานาปานบรรพ  พุทธพจน์
พุทธพจน์  แห่งพระ  พุทธเจ้า              ตรัสกับเหล่า  ภิกษุ  สาวกไว้
เข้าสู่ป่า   เรือนว่าง  สู่โคนไม้                กายตรงได้  มั่นใจ  เริ่มศึกษา
ขัดสมาธิ  หรือนั่งคู้บัลลังก์                   สติตั้ง  ดำรง  ไว้ตรงหน้า
กายในกาย  มุ่งมั่น  เฝ้าพรรณนา          จะรู้ว่า  ทุกอย่าง  ในตัวเรา
มีสติ  รู้ลม  หายใจออก                         สติบอก  รู้ลม  หายใจเข้า
ย่อมสำเหนียก  รับรู้  ใช่ดูเบา                เพียงรับเอา  มาคิด  จะเข้าใจ
ระงับกาย  สังขาร  หายใจออก              เหมือนกับบอก  ตัวเอง  ว่ามันใช่
กำหนดรู้  ให้ชัด  ว่าอย่างไร                  ความเป็นไป  ตลอด  แห่งกองลม
จะออกยาว  เข้าสั้น  หมั่นตามรู้            ให้ตามดู   ตามรู้  ตามเหมาะสม
อย่าไปเพ่ง  ไปฝืน   ปล่อยอารมณ์        อย่านิยม  ตามแบบ  แอบลอกมา
(๒๕)  คำนิยาม
 “อาณาปานบรรพ”  ลมหายใจ             กำหนดได้  รู้ได้  ปรารถนา
มีสติ  ตั้งมั่น  ทุกเวลา                            ทุกท่วงท่า   เข้าออก  ลมหายใจ
คำว่า  “บรรพ” หมายว่า เป็นตอนตอน เรื่องเก่าก่อน  อดีต  ทันสมัย
ตามลำดับ   อ่านเขียน  เรียนรู้ไป           เพราะส่วนใหญ่  คล้ายกัน  ถ้อยพรรณนา
(๒๖)  จุดมุ่งหมาย
จุดมุ่งหมาย  เพื่อรู้  ลมหายใจ                สังเกตได้  รู้ได้  เมื่อศึกษา
มันไม่เที่ยง  สั้นยาว  เข้าออกมา             ธรรมดา  ความจริง  ลมหายใจ
กำหนดรู้  ตามรู้  อย่าเพ่งพิศ                  คอยตามติด  ทุกก้าว  ที่เคลื่อนไหว
แม้ซัดส่าย  ไปบ้าง  ช่างปะไร                 เริ่มต้นใหม่  นับใหม่  รู้ให้ทัน
ให้กำหนด  ตั้งต้น  เริ่มจากนี้                  เริ่มจากที่  หายใจ  ทั้งยาวสั้น
กำหนดรู้  ทุกครั้ง  และทุกวัน                 ให้เชื่อมั่น  ศรัทธา  หาความจริง
ลมหายใจ  ไม่เที่ยง  เพียงเข้าออก           มันได้บอก  อะไร  ไปหลายสิ่ง
ตั้งสติ  ให้มั่น  นั่งให้นิ่ง                          อย่าเกรงกริ่ง  ฟุ้งซ่าน  ตามมันไป
หายใจออก  ก็บอก  หายใจออก              อย่าไปหลอก  อารมณ์  มันอ่อนไหว
หายใจยาว   บอกยาว  อย่าฝืนใจ            มันลื่นไหล  อย่างไร  ตามใจมัน
เพียงเฝ้าดู  ห่างห่าง  อย่างเคยเห็น         อย่าทำเป็น  อวดรู้  อย่ากระสัน
ตามเรียนรู้  ปล่อยไป   อย่ากีดกัน          อย่าขวางกั้น  บังคับ  จ้องจับใจ
เมื่อสติ  ตั้งมั่น  ไม่ซัดส่าย                     ปล่อยสบาย  ตามรู้  อยู่ที่ไหน
ยอมรับมัน  ตามจริง  ช้าหรือไว            ตามรู้ได้  หากเรา  ตั้งใจจริง
ยอมรับมัน  ตามมัน  อย่าหวั่นไหว       ตามปัจจัย  ตามเหตุ  อย่างแน่วนิ่ง        
จะยืนเดิน  นอนนั่ง  กินหรือวิ่ง             ยินดียิ่ง  ชัดเจน  ลมหายใจ
ยามโมโห  ฉุนเฉียว  มักเกรี้ยวกราด      ยิ่งประหลาด  ตัวเรา  หายไปไหน
ต่างมองเห็น  สิ่งอื่น  เป็นเรื่องใหญ่       ก้าวตามไป  ตามแรง  แห่งเวรกรรม
ลมหายใจ  เข้าออก  อยู่ตรงหน้า            สำคัญกว่า  จริงกว่า  คอยตอกย้ำ
ไม่เคยเห็น  ล่วงรู้  ว่าลึกล้ำ                    ไม่จดจำ  เรื่องราว  ลมหายใจ
(๒๘)  แนวการฝึก
ประสบการณ์  ภายนอก  สิ่งสัมผัส        ยิ่งแน่ชัด ภาพเสียง  สีสดใส
ความรู้สึก  เกิดก่อ  ขึ้นภายใน                เล็กหรือใหญ่  ตามแต่  ใจต้องการ
ความรู้สึก  ก่อเกิด  เป็นความคิด            แล้วยึดติด  ตัวตน  คอยประสาน
กลายเป็นเครื่อง เกาะเกี่ยว เข้าสันดาน   คอยเรียกขาน  ตัวตน  ของตนไป
“อานาปนสติ”  จะเปลี่ยน                      สิ่งวนเวียน  ครอบงำ  ให้หวั่นไหว
“มโนภาพ”  ที่ฝัง   อยู่ภายใน                 ค่อยเปลี่ยนไป  ไม่เที่ยง  เพียงสักครา
เข้าสู่ป่า  เรือนว่าง  สู่โคนไม้                   เพียงให้ได้  ความเงียบ  ปรารถนา
ให้จิตใจ  เย็นลง  สักเวลา                        ความกังขา  รุ่มร้อน  และกังวล
ความฟุ้งซ่าน  หดหู่  ในชีวิต                   ความวิกฤติ  กระตุ้น  ให้สับสน
ความสงัด  ห่างไกล  จากผู้คน                 ความร้อนรน  จักคลาย  ค่อยหายไป
เพียงนอนลง  ผ่อนคลาย  กายสักพัก       ถอดสลัก  ความคิด  ที่หวั่นไหว
สูดลมเข้า   คลายออก  ตามแต่ใจ             เพียงปล่อยให้  ไหลไป  ตามต้องการ
ความรู้สึก  ร้ายร้าย  ได้คลายออก            แล้วค่อยบอก  ตัวเอง  อย่างฉะฉาน
ค่อยค่อยตาม  กองลม  ที่ก้าวผ่าน            สูดพ้นม่าน  จมูก  ลมหายใจ
สมาธิ  ตั้งอยู่  คู้บัลลังก์                            กายตรงตั้ง   สติ  ดำรงไว้
ตั้งขาขวา  ทับไว้  บนขาซ้าย                   สองมือให้ ซ้อนกัน  วางตรงหน้า
ปิดเปลือกตา  หลับลง  เพื่อผ่อนคลาย     ฐานตั้งกาย  มุ่งมั่น  ปรารถนา   
เรื่องเมื่อยขบ  ขัดข้อง  ธรรมดา              อาจปล่อยขา  เปลี่ยนข้าง  ตามตั้งใจ
ข้อสังเกต  รู้ถึง  ความผ่อนคลาย             ปล่อยสบาย   เนิ่นนาน  อย่าหวั่นไหว
อย่าเคร่งเครียด  ฝืดฝืน  เป็นอื่นไป         ปล่อยวางให้  จับจ้อง  ที่กองลม    
หายใจออก  ผ่อนคลาย  หายใจเข้า           เพียงแผ่วเบา   ตามแต่  ความเหมาะสม
อย่าเกร็งกาย   ใบหน้า  อย่าพึงก้ม           ปล่อยอารมณ์ ทรงไว้  ให้คงที่
(๓๐)  เธอมีสติหายใจออก  มีสติหายใจเข้า  
หายใจออก  โล่งใจ  เพื่อผ่อนคลาย          ปล่อยสบาย  ทรงไว้  ขนาดนี้
ระบายลม  เข้าออก   รู้สึกดี                     เมื่อเต็มปรี่   แล้วค่อย  ปล่อยออกไป
มีสติ  รู้ลม  หายใจออก                           สติบอก  ยาวสั้น  มากแค่ไหน
สติบอก  ว่ายาว  ก็เข้าใจ                         รู้สึกได้  ความว่าง  และบางเบา
สติบอก  ว่าสั้น  เพียงแค่นี้                     สติชี้  เพราะเหนื่อย  หรือซึมเศร้า
อย่าเคร่งครัด  กับลม  หายใจเรา            จะออกเข้า  เป็นเรื่อง  ธรรมดา        
จงปล่อยจิต  ให้ว่าง  เพียงตามรู้            ระลึกอยู่  เสมอ  เพื่อค้นหา        
อย่าไปเกร็ง  ไปฝืน  อวิชชา                   อย่าล้ำหน้า  หมายว่า  ทั้งใจกาย
เพียงถามว่า  ตอนนี้  เข้าหรือออก         แล้วคอยบอก  อย่าให้  ลมหนีหาย
เพียงตามรู้  ตามดู  ตามสบาย               ไม่ขวนขวาย  ให้เกิด  ความทุกข์ใจ                
(๓๒)  เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว 
           เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้จัดว่าหายใจเข้ายาว

จิตสามัญ  ผูกพัน  แนบสนิท                เมื่อใกล้ชิด  กองลม  ที่เคลื่อนไหว
ยิ่งรู้ชัด  รู้แจ้ง  ความเป็นไป                  ย่อมเลื่อนไหล  ไปได้  ไม่ขาดตอน
ไม่เพ่งเล็ง  บีบเกร็ง  ให้อึดอัด               ไม่ติดขัด  ขึ้นลง  หรือไหลย้อน
จิตสบาย  เบากาย  ไม่อาทร                  ไม่เร่งร้อน  นิมิต  หลงผิดไป
(๓๓)  เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น  เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้จัดว่าหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจ  ลากยาว  เข้าในปอด          จนสุดยอด  ลากยาว  คงไม่ไหว
อย่าเร่งร้อน  ฝึกผ่อน  ลมหายใจ          แต่ส่วนใหญ่  มักเกร็ง  แย่งทำงาน
คอยบังคับ  บงการ  เขม็งเกลียว          คอยขับเคี่ยว  แข็งขืน  ให้ขับขาน
หวังตามอยาก  ลากยาว  จนเกินการ   หวังให้ผ่าน  ต้องผ่าน  ต้านแรงลม
หากสติ  รู้ชัด  จิตแจ่มใส                     ลมหายใจ  สั้นยาว  นั้นประสม
อาจยาวบ้าง  สั้นบ้าง  เรื่องของลม      อย่าไปข่ม  ขืนใจ  คิดไตร่ตรอง
(๓๔)  ย่อมสำเหนียกว่า  เราจักเป็นกำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง  หายใจออก 
           ย่อมสำเหนียกว่า  เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมหายใจทั้งปวง  หายใจเข้า

ส่วนหนึ่งนั้น  เสมอ  ที่เราทำ               คือตอกย้ำ  บังคับ  จิตหม่นหมอง
ลมหายใจ  เข้าออก  ตามครรลอง        เรายังต้อง  บังคับ  ขับออกไป
เรามิใช่  เป็นเพียง  แค่ผู้ดู                    ยังรับรู้  ว่าเรา  คอยผลักไส
คอยบังคับ  ทิศทาง  อย่างห่วงใย         ถึงจุดไหน  กำหนด  กดปลายทาง
จะให้ยาว  ให้เข้า  หรือให้ออก             คอยสั่งบอก  เป็นหัว  ลมเป็นหาง
ยังมีส่วน  รับรู้  เสียทุกอย่าง               มิปล่อยวาง  บังคับ  ลมหายใจ
“กายสังขาร”  สภาพ  ปรุงแต่งจิต      คอยแต่คิด  ปรุงแต่ง  ความเคลื่อนไหว
คอยประคับ  ประคอง  ให้ล่องไป       มิอยากให้  หลงทาง   ที่ก้าวเดิน
ซึ่งมิใช่  หนทาง  ที่ถูกต้อง                 ท่านให้มอง  แนวทาง  อย่างห่างเหิน
มีสติ   รู้ชัด  กล้าเผชิญ                       มีให้เพลิน  ลืมหลง  ทะนงตน
ให้รู้เพียง  แค่ลม  หายใจออก             เพียงแค่บอก  ว่าออก  อย่าสับสน
อิสระ  จากจิต  อิทธิพล                      อย่าไปปน  จนเป็น  สิ่งเดียวกัน
จุดกระทบ มันอยู่  ที่ตรงไหน             อย่าสนใจ  ผิดเพี้ยน  ยาวหรือสั้น
จะกระทบ  เมื่อไหร่  ตามใจมัน          จะยึดมั่น  ถือมั่น  เพื่ออะไร
แค่รู้ว่า  ลมนั้น  มันไม่เที่ยง                ลมเป็นเพียง  กายหนึ่ง  เข้าอาศัย
ลมภายนอก  สูดหาย  เข้าภายใน        ก่อนเปลี่ยนไป  ผ่อนกาย  คลายออกมา
เราหายใจ  เพื่อให้  มีชีวิต                   คงไม่ผิด   ตั้งใจ  จะศึกษา
เพื่อพิสูจน์  ความจริง  หลักวิชา         อยากรู้ว่า  ความจริง  คือสิ่งใด 
จากอากาศ  ภายนอก  ผ่านจมูก          มันจะถูก  กลั่นกรอง  ละอองให้
สู่หลอดคอ  ตั้งตรง  ยาวลงไป            ชิ้นน้อยใหญ่  กระดูก  และเนื้อเยื้อ
ผ่านหลอดเสียงหลอดลมกระดูกอ่อน เปิดรอต้อน  รับลม  ได้ทุกเมื่อ
จากแรงดัน  ภายนอก  สู่กล้ามเนื้อ      ที่คอยเอื้อ  สู่ปอด  ลมเลื่อนไหล
ปอดจะเปลี่ยนถ่ายแก๊ส ด้วยการฟอก แก๊สปล่อยออก  คาร์บอนไดออกไซด์
ออกซิเจน  คือแก๊ส  ที่เก็บไว้               ส่งเข้าไป  เส้นเลือด  เลี้ยงร่างกาย
ส่วนแก๊ส  คาร์บอนไดออกไซด์          ส่งกลับไป  หลอดลม  ตลอดสาย
ผ่านจมูก  สุดทาง  ที่บั้นปลาย            เซลล์หลากหลาย  ส่งผ่าน  มันออกไป
(๔๐)  พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
วิทยาศาสตร์  พิสูจน์ได้ชัด                 คุณสมบัติ  ของลม  เปลี่ยนแล้วใช่
จากภายนอก  เมื่อเข้า  สู่ภายใน          จึงบอกได้  ว่าเป็น  อนิจจัง
ออกซิเจน  คาร์บอนไดออกไซด์         เป็นแก๊สใหม่  มิใช่  อย่างคิดหวัง
ว่าเมื่อเข้า  แล้วออก  บอกอีกครั้ง        แค่บทตั้ง  ยังเห็น  สิ่งเปลี่ยนไป
ความรู้สึก  ความหลง  มิขาดหาย       รู้ว่ากาย  คือลม  มาจากไหน
มันของเรา  ของเขา  เสียเมื่อไร          ก็มิใช่  เพียงธาตุ  ที่เปลี่ยนแปลง
จากธาตุหนึ่ง  ไปสู่  อีกธาตุหนึ่ง         ธาตุที่ซึ่ง  มีอยู่  ทุกหนแห่ง
ธรรมชาติ  สร้างสุข  ใช่เสแสร้ง          มิใช้แกล้ง  ภาพนั้น  มันเป็นจริง
“กายในกาย”  ภายใน  คือที่ตั้ง            ความมุ่งหวัง  ในกาย  เห็นบางสิ่ง
กายในกาย  ภายใน  เห็นชัดยิ่ง            ทางลมวิ่ง  สุดท้าย  คืนกลับไป
อนิจจัง  ทุกอย่าง  นั้นไม่เที่ยง             ลมเป็นเพียง  ส่วนหนึ่ง  เข้าอาศัย
ธรรมชาติ  เปลี่ยนถ่าย  ลมหายใจ       สิ้นเยื้อใย  จากกัน  แล้วผันคืน
ลมหายใจ  ความว่าง  ไร้ตัวตน            เรากลับสน  ยึดมั่น  คอยขัดขืน
ลมหายใจ  ปล่อยออก  ก็เป็นอื่น          ให้เราชื่น  เราคลาย  เมื่อหายใจ
(๔๒)  พิจารณาเห็นการในกายภายนอกบ้าง
กายในกาย  ภายนอก  คือที่ตั้ง             เพื่อนผู้ยัง  ลมอยู่  ได้อาศัย
คงมิต่าง  กับเรา  ที่ปล่อยไป                ลมภายใน  ภายนอก  บอกต่างกัน
(๔๓)  พิจารณาเห็นกายในกาย  ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
กายในกาย  ภายใน  ทั้งภายนอก          ก็ยังบอก  ทิศทาง  เหมือนสร้างสรรค์
สิ่งที่เกิด  จากนี้  จักยืนยัน                   ว่าเหมือนกัน  ปรุงแต่ง   อุปาทาน
(๔๓)  พิจารณาเห็นธรรม  คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
จะเมื่อยขบ  เหน็บชา  พาง่วงนอน      อยากพักผ่อน  ให้เห็น  ใช่แก่นสาร
เพราะตัวตน  ของตน  ไม่ต้องการ       คอยระราน  ให้เห็น  ความเป็นไป
(๔๔)  พิจารณาเห็นธรรม  คือความเสื่อมในกายบ้าง
ด้วยสภาวธรรม  ที่ก่อเกิด                    พาเตลิด  อารมณ์  มันอ่อนไหว
คอยเฝ้าดู  อาการ  ด้วยห่วงใย              ปรุงแต่งให้  ห่างไกล  ความเป็นจริง
(๔๔)  พิจารณาเห็นธรรม  คือทั้งความเกิดขึ้น  ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง
ธรรมชาติ  สามัญ  ลักษณะ                  หากเลยละ  สติ  ชักจะวิ่ง
อนิจจัง  ทุกขัง  เริ่มไม่นิ่ง                     นี้คือสิ่ง  ที่เกิด  ขึ้นภายใน
ปรับศรัทธา  ปัญญา  สมาธิ                  ตั้งสติ  เมื่อกาย  เริ่มอ่อนไหว
สักว่ากาย  สลัด  ปัดทิ้งไป                    เหลือทิ้งไว้  แค่เพียง  อนิจจัง
(๔๖)  อิริยาบถบรรพ  พุทธพจน์
อิริยาบถเดิน  ยืน นั่ง นอน                   ทุกขั้นตอน  สติ  คอยยับยั้ง    
สักไว้รู้  อาศัย   เป็นที่ตั้ง                      รวมพลัง  รับรู้  และเข้าใจ
(๔๗)  นิยาม
การเคลื่อนไหว  ก้าวขา  สลับเท้า         ทุกย่างก้าว  สติ  ย่อมหวั่นไหว
รู้ฝ่าเท้า  กระทบ  พื้นเมื่อใด                 ย่อมจำได้  ว่าเดิน  เป็นสัญญา
ส่วนการยืน  หยุดนิ่ง  เท้าเป็นฐาน       ถือว่าผ่าน  ตัวตรง  ทั้งสองขา
ก้นเป็นฐาน  การนั่ง  กิริยา                   อาศัยว่า  อกตั้ง  นั่งตัวตรง
ส่วนการนอน  แผ่นหลัง  แนบสนิท     ติดแนบชิด  ที่นอน  ดั่งประสงค์
อิริยาบถใด  ไม่เจาะจง                          เจตจำนง  รับรู้และเข้าใจ        
(๔๘)  จุดมุ่งหมาย

เพื่อขยาย  ขอบเขต  การรับรู้               ขยายสู่  ร่างกาย  ยามเคลื่อนไหว
แต่ศีรษะ  จรด  ปลายเท้าไป                 ต่อยอดให้  ได้เห็น  ความเป็นจริง
(๔๘)  แนวทางฝึก
อิริยาบถเป็น  แค่แนวฝึก                      ความคิดนึก  แนวทาง  เมื่อนั่งนิ่ง
เดินจงกรม  สืบเท้า  นอนเอนอิง          มีหลายสิ่ง  ฝนฝึก  ใช่นึกเอา
(๕๐)  เคล็ดวิชาเดินจงกรม  นิยามและจุดมุ่งหมายของการเดินจงกรม
“เดินจงกรม”  นั้นมี  อานิสงส์             เพื่อให้ปลง  ละวาง  สิ่งโง่เขลา
บำเพ็ญเพียร  ทบทวน  สิ่งก่อนเก่า       ทุกย่างก้าว  สืบเท้า  ความอดทน
อาพาธน้อย  ได้ออก  กำลังกาย             ท้องสบาย  ย่อยง่าย  ไม่สับสน
สมาธิ  ย่อมเกิด  ขึ้นกับตน                   บุญกุศล  เป็นผล  การกระทำ
ทุกย่างก้าว  ที่เดิน  เท้าสัมผัส               ปรากฏชัด  ทุกครั้ง  เหมือนตอกย้ำ
ตั้งกายตรง  ตั้งมั่น  ฝึกจดจำ                ช่างลึกล้ำ  เห็นผล  ในทันตา
ความฟุ้งซ่าน  ซัดส่าย  เมื่อได้เห็น       ใจเริ่มเย็น  มั่งคง  อยู่ตรงหน้า
ค่อยฝึกฝน  เดินไป  เดินกลับมา           เสมือนว่า  สติ  คอยย้ำเตือน 
(๕๒)  การใช้จงกรมเป็นฐานแรกในการเหนี่ยวนำสติ
ทุกย่างก้าว  เพียงเท้า  กระทบพื้น         รู้สึกตื่น  รู้ชัด  ไม่เลอะเลือน
สมาธิ  สติ  เปรียบเสมือน                     ดั่งมีเพื่อน  คอยเตือน  ทั้งใจกาย
สติขาด  เรียกหา  เริ่มต้นใหม่               ยังไม่ไกล  ทุกอย่าง  ไม่มีสาย
ไม่ต้องเกร็ง  เดินไป  ตามสบาย            ยกเท้าซ้าย  เท้าขวา  ว่าตามกัน
(๕๕)  อัตราความเร็ว
ไม่เร่งร้อน  รีบเร่ง  ทุกย่างก้าว              ค่อยวางเท้า  ค่อยค่อย  คอยเลือกสรร
ให้รู้ชัด  ทุกก้าว  ให้รู้ทัน                        ช้าเร็วนั้น  แล้วแต่  ความพอใจ 
เรื่องเร็วช้า  ทุกอย่าง  ไม่มีผิด                อย่ายึดติด  ตามอย่าง  สำนักไหน
หากสติ  ตามทัน  ก็ก้าวไว                     ก้าวช้าไป  ยืดยาด  อาจเฉื่อยชา
ตามสบาย  เคยเดิน  ถือเป็นหลัก           ทุกก้าวผลัก  ออกไป  เร็วหรือช้า
ธรรมชาติ   อย่างไร  ธรรมดา               ถือได้ว่า  เป็นหลัก  เดินจงกรม
(๕๗)  องค์ประกอบปลีกย่อยในการรักษาความพร้อมรู้
ทุกส่วนของ  ร่างกาย  ใช้ร่วมกัน          แขนขานั้น  ไปกัน  อย่างเหมาะสม
ทั้งศีรษะ  สายตา  มิให้ล้ม                     ความนิยม  กับสิ่ง  ที่เห็นมา
ใช้มือขวา  จับซ้าย  ไพล่ข้างหลัง          ด้วยมิหวัง  ให้แกว่ง  ตามประสา
คอตั้งตรง  มองต่ำ  ทอดสายตา            รู้เพียงว่า  คอหลัง  ต้องไม่เกร็ง
เดินเท้าเปล่า  หรือว่า  ใส่รองเท้า           ทุกย่างก้าว  มิใช่  คิดกลั่นแกล้ง
หากฝ่าเท้า  อ่อนนุ่ม  ไม่กล้าแข็ง           ใช่เสแสร้ง  ตามแต่  พึงพอใจ
(๕๙)  การหมุนตัว
การกลับตัว  เป็นจุด  เกิดปัญหา            ทั้งแขนขา  แกะกะ   คงไม่ไหว
จิตอาจแกว่ง  ครั้งแรก  เป็นอย่างไร      อย่าปล่อยไป  จดจำ  คิดไตร่ตรอง
ทุกย่างก้าว  ทุกเท้า  ที่ก้าวย่าง               ยกเท้าวาง  ทุกครั้ง  เดินให้คล่อง
มีสติ  มั่นไว้  ตามครรลอง                    ว่าจะต้อง  เป็นไป  เช่นเดียวกัน
มาถึงจุด  สิ้นสุด  เหมือนทหาร            หยุดก่อนผ่าน  คำสั่ง  กลับหลังหัน
ก้าวเท้าวาง  ครึ่งรอบ  อย่าผลุนผลัน    เพื่อยืนยัน  มั่นคง  ก่อนตรงไป
(๖๑)  สรุปหลักการเดินจงกรม
หลักการเดิน  จงกรม  ให้รู้ชัด              เท้าสัมผัส  กระทบ  ถือว่าใช่
ทุกจังหวะ  ก้าวย่าง  ต้องตั้งใจ             เดินอย่างไร  เดินไป  ตามต้องการ 
(๖๑)  เคล็ดวิชาการนอนอย่างมีสติ
อิริยาบถนอน  ก่อนหลับลง                  ช่วยเสริมส่ง  สติ  สอดประสาน
ลมหายใจ  เข้าออก  ที่ยาวนาน             สัมผัสผ่าน   ศีรษะ  แผ่นหลัง  ขา
สำรวจดู  ร่างกาย  ที่เกร็งอยู่                 สัมผัสรู้  ตรงไหน  ให้เปลี่ยนท่า
เมื่อผ่อนคลาย  ไม่เกร็ง  สติมา              ถือได้ว่า  ถูกต้อง  และสมบูรณ์
ท่า “สีหไสยาสน์”   ราชสีห์                   สติมี  ปัญญา  มิให้สูญ
ตะแคงขวา   แนวทาง  เพียงเกื้อกูล       เพื่อเพิ่มพูน   แนวทาง  พุทธองค์
(๖๓)  การนำสติไปใช้ในอิริยาบถประจำวัน 
เมื่อเห็นกาย  ในกาย  หมายตื่นรู้            สติอยู่   สมหวัง  ดั่งประสงค์
ความรู้สึก   เริ่มเปลี่ยน  เจตจำนง         กุศลส่ง  เฝ้าดู   รู้ใจกาย
เป้าประสงค์  สูงสุด   การดับทุกข์         ทั้งความสุข  ก็หวัง  ดับให้หาย
ไม่ยึดมั่น  ถือมั่น  คือบั้นปลาย              เซลล์ที่ตาย  ไม่ฟื้น  กลับคืนมา
“อิริยาบถ”  เดิน ยืน  นอน  นั่ง             มิอาจสั่ง  ได้อย่าง  ปรารถนา
คอยเมื่อยขบ  แข็งขืน   ทุกเวลา            อนัตตา  จริงแท้  เสมอไป
อนิจจัง   ทุกอย่าง  ล้วนไม่เที่ยง            ฟังแต่เสียง  ตามยาก  มากแค่ไหน
เพราะความอยากทนยากเปลี่ยนว่องไว แค่ยึดใจ  เปลี่ยนได้  หลายร้อยพัน                 
(๖๕)  หรือเธอตั้งกายไว้ด้วยกิริยาท่าทางอย่างใดๆ 
          ก็รู้ชัดกิริยาท่าทางอย่างๆ

ความเห็นชัด  ชนิด  ไม่เกี่ยงงอน           อาจมองย้อน  เห็นกาย  เหมือนคล้ายฝัน
เป็นแต่เพียง  ก้อนทึบ  ก็แค่นั้น             เป็นหุ่นปั้น  เป็นถ้ำ  น้ำเต็มโพรง
กายกับจิต   ใกล้กัน   จนแบบชิด           แนบสนิท  จากกัน  เหมือนกับโล่ง
เพียงความเห็น  ว่ารวม  เหมือนกลโกง วันลงโลง  เหินห่าง  แยกทางไป
กายถูกเผา   กลับคืน  สู่สสาร                 ส่วนวิญญาณ  ลอยล่อย  ครองร่างใหม่
ส่วนนักคิด  เขาคิด  กันเช่นไร               อย่าห่วงใย  ปล่อยเขา  เราต่างกัน
ดีหรือร้าย  หมายใจ  ใครผู้คิด               ถูกหรือผิด  หมายใจ  ใครสร้างสรรค์
ดีหรือร้าย  แล้วแต่  ใครยืนยัน              ทุกสิ่งนั้น  แล้วแต่   ใครจะมอง
(๖๗)  ดูอิริยาบถโดยความเป็นวิปัสสนา
จากผู้รู้  มาสู่   สิ่งถูกรู้                           เป็นผู้ดู  สังเกต   เหมือนสิ่งของ
เป็นวัตถุ  รูปธรรม   ให้เรามอง             แต่จะต้อง  อาศัย  กายในกาย
อิริยาบถรู้  ลมหายใจ                            ความเป็นไป  ฝึกฝน  กิเลสหาย
อนิจจัง  ทุกขัง  ก็มลาย                         ยิ่งขวนขวาย  ยิ่งเห็น  อนัตตา
เราอาจเห็น  กายจิต  สิ่งเดียวกัน           ความเห็นนั้น  แตกต่าง   กันหนักหนา
เมื่อจิตออก  จากกาย  ไม่นำพา             ทิ้งกายา  ทิ้งขว้าง  ไม่ใยดี
(๖๘)  พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
อิริยาบถเรา  ในกายเรา                         เหมือนคนเขลา  ยึดมั่น  อยู่กับที่
เป็นแค่เปลือก  ภายนอก  แห่งวจี          ร่างกายนี้  มีไว้  กำหนดรู้
(๖๘)  พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
อิริยาบถเพื่อน  ก็มิต่าง                         บนเรือนร่าง  กายใจ  ที่สิงสู่
ต่างยึดมั่น  ถือมั่น  น่าเอ็นดู                 หวังกอบกู้  ยึดกาย  ไว้เหนือใจ
ทั้งที่ใจ  กุมกาย  เป็นที่ตั้ง                     แต่ยังหวัง  โชว์กาย  เป็นนิสัย
อวดรูปโฉม  โนมพรรณ  ทุกวันไป       ด้วยหลงใหล  ยึดมั่น  ทุกวันมา
เดินจงกรม  ฝ่าเท้า  กระทบพื้น            รู้สึกตื่น  ได้สม  ปรารถนา
รูปมนุษย์  สวยงาม  ภาพมารยา           จิตย้อมพา  ให้หลง  พางงงวย
ว่าลูกฉัน  พ่อแม่   ทั้งปูย่า                     อีกยายตา  ต่างคน  แสนสะสวย
อีกฐานะ  ตระกูล  ก็ร่ำรวย                    ยิ่งจะช่วย  หนุนส่ง  ให้มั่งมี
การตามรู้  สัมผัส  ทุกก้าวย่าง               ความแตกต่าง  จะเห็น  ทุกถิ่นที่
จิตสัมผัส  อาการ  ย่อมรู้ดี                    ขณะนี้  นั่งนอน  หรือยืนเดิน
(๖๙)  พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
อิริยาบถนี้  ที่ปรุงแต่ง                           ความเปลี่ยนแปลง  มุ่งมั่น  ยิ่งส่งเสริม
อนัตตา  บางเบา  ช่วยต่อเติม                ความรู้เพิ่ม  ให้เห็น  ความเป็นจริง
(๗๐)  พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
อิริยาบถหนึ่ง  ที่เกิดขึ้น                         ปลุกให้ตื่น  รู้ชัด  ในทุกสิ่ง
เพียงให้รู้  ว่าเดิน  หรือว่าวิ่ง                  มิใช่นิ่ง  ลืมหลง  ทะนงตน
(๗๐)  พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
ลุกจากนอน  มานั่ง  ตั้งใจยืน                 ตั้งแต่ตื่น  เปลี่ยนไป  ไม่สับสน
ก่อนจะก้าว  ย่างเท้า  ต้องอดทน            ก้าวผ่านพ้น   เปลี่ยนไป  เนื่องในธรรม
(๗๑)  พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง          
ความเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และเสื่อมไป         ย่อมเห็นได้  ต่อเนื่อง  อย่างซ้ำซ้ำ
เกิดแล้วแก่  แล้วตาย  ยิ่งลึกล้ำ               ยังจดจำ  ฝังอยู่  มิรู้วาย
(๗๕)  สัมปชัญญบรรพ
(๗๕)  พุทธพจน์

ในการก้าว  กายถอย  การแลเหลียว       แค่ประเดี๋ยว  เกิดขึ้น  แล้วหนีหาย
เพียงสักว่า   ระลึก   อยู่ในกาย               แล้วสุดท้าย  บั้นปลาย  ก็หายไป
ถอยออกมา  มองดู  ความเปลี่ยนแปลง อย่าคิดแย้ง   แค่มอง  จะดีไหม
สิ้นตัณหา  ทิฏฐิ  ทั้งนอกใน                  สิ้นเยื้อใย  ยึดมั่น  เคยผ่านมา
(๗๖)  นิยาม
มี  “สัมปชัญญะ”  รู้เสมอ                     ไม่พลั้งเผลอ  ใจลอย  ไม่ประสา
กิริยา  รู้ชัด  ด้วยปัญญา                        เครื่องนำพา  รู้แจ้ง  เข้าใจจริง
คุณสมบัติ  ของการ  รู้ตัวนั้น                อย่าฝืนมัน  ฝึกจิต  ให้ใจนิ่ง
เมื่อโมหะ   ครอบงำ   จะเย่อหยิ่ง          หลงไปอิง  ไปฝืน  เป็นอื่นไป
(๗๘)  จุดมุ่งหมาย
เพื่อให้เห็น  ร่างกาย  ดังปรากฏ            ทุกตัวบท  หน้าที่  ความเคลื่อนไหว
ลบตัวตน  ของตน   ออกจากใจ            ลบเยื่อใย  ชายหญิง  ยิ่งยินดี
ลบฐานะ  หน้าตา  ในสังคม                  ความนิยม  สำรวจ  ในกายนี้
ยิ่งรู้ตัว  สมบูรณ์   ทุกนาที                    ยิ่งทวี  ความพร้อม  ยิ่งน้อมนำ
(๗๙)  แนวทางฝึก  ขั้นตอนการฝึกแม่บท
คุณภาพ  แห่งจิต   ฝึกไหวรู้                  แม้ชั่วครู่  เคลื่อนไหว  อย่าถลำ
ไหวอย่างไร  แค่ไหน  ฝึกจดจำ             ลองฝึกซ้ำ  ฝนฝึก  ตรึกตรองไป
(๗๙)  ในการก้าว  ในการถอย
เดินข้างหน้า  ห้าก้าว   เพื่อกรุยทาง       ทุกก้าวย่าง  เปิดทาง  อย่างสดใส
ถอยห้าก้าว  ตามทาง  ที่กรุยไว้              ยิ่งมั่นใจ  รู้ตัว  สมบูรณ์ดี
เมื่อจิตไม่  ซัดส่าย  ในการเดิน               จิตจะเพลิน  หลงเดิน  ตามหน้าที่
เป็นความหลง  โมหะ  จริตมี                 ข้อบ่งชี้  อย่าหลง  ทะนงตน
(๘๐)  ในการแล  ในการเหลียว
กายทอดตา  ออกไป  คือการมอง           ส่งตาจ้อง  เหลียวหา  ทุกแห่งหน
สิ่งกระทบ  รู้ชัด  เมื่อยินยล                   มิใช่พ้น  ก้าวผ่าน  ม่านบังตา
มิได้รู้  ได้เห็น  เป็นสิ่งใด                       ถือว่าใจ  ฟุ้งซ่าน  ที่ผ่านมา
ลองหมุนคอ  ทอดตา  ไปข้างหน้า         เหลียวซ้ายขวา  ซ้ายขวา  หมุนซ้ำซ้ำ
เกิดความเงียบ  รู้ชัด  รู้เพียงว่า              อนัตตา  เกิดเห็น  เป็นประจำ
ได้เท่านี้  ฝืนไป  ก็สุดช้ำ                        ยิ่งตอกย้ำ  ความเห็น  เป็นอื่นไป
(๘๑)  ในการคู้เข้า  ในการเหยียดออก
การคู้เข้า  งอเข้า  แล้วเหยียดออก          ยิ่งย้ำบอก  ยิ่งเห็น  เป็นไฉน
ธรรมชาติ  สรรสร้าง  มาอย่างไร           ย่อมรู้ได้  เห็นได้  เข้าใจจริง
(๘๒)  ชั้นของการรู้ความจริง
ความเคลื่อนไหว  อย่างไร  พุทธองค์    ทรงเสริมส่ง  แนะนำ  มีหลายสิ่ง
อยากศึกษา  เรียนรู้  ใช่อยู่นิ่ง                ต้องอ้างอิง  ศึกษา  ความเป็นไป
(๘๒)  ในการทรงผ้าสังฆาฏิ  บาตรและจีวร
การสวมเสื้อ  กางเกง  ก็มิต่าง               ทุกสิ่งอย่าง  เกี่ยวข้อง  และอาศัย
ทั้งมือเท้า  แขนขา  เข้ากันได้               จับอะไร  ตรงไหน  จึงเข้ากัน
(๘๒)  ในการฉัน  การดื่ม
กินต้องกลืน  อาหาร  จึงเลื่อนไหล       ต้องเคี้ยวให้  ละเอียด  ก่อนจะฉัน
อย่าเพ่งเกร็ง  ลงนั่ง  แบบทุกวัน          อย่าขบฟัน  กายใจ  อย่าไปฝืน
(๘๓)  ในการเคี้ยว  การลิ้ม

ให้รู้เพียง   ขยับ  ปากเคลื่อนไหว         เคี้ยวมันให้  ละเอียด  ก่อนจะกลืน
อย่าสนใจ  รสชาติ  หรือสิ่งอื่น             อย่าชมชื่น  อร่อย  หรือกร่อยไป
เพียงแค่ขากรรไกร  ที่ขยับ                   เพียงแค่จับ  อาหาร  แล้วตักใส่
เพียงแค่เคี้ยว  ละเอียด  ทุกเส้นใย         ขากรรไกร  และฟัน  ที่ทำงาน
(๘๔)  ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
อุจจาระ  และก็  ปัสสาวะ                     ของที่จะ  ขับออก  จากสถาน
ล้วนโสโครก  รู้ชัด  ไม่ต้องการ            เป็นทางผ่าน  แห่งกาย  ในกายเรา
(๘๔)  ในการเดิน  การยืน  การนั่ง  การหลับ  การตื่น
อิริยาบถเดิน  ยืนนั่งนอน                     อุทาหรณ์  ชัดเจน  มิใช่เขลา
ธรรมชาติ  ล่วงรู้  แต่ก่อนเก่า               กว่าจะเข้า  นิทรา  พาหลับไป
(๘๕)  ในการพูด  ในการนิ่ง 
ความรู้ตัว  ตั้งใจ  ในการพูด                 เพื่อพิสูจน์   เจาะจง  ความตั้งใจ
เมื่อพูดแล้ว  นิ่งอยู่  เพราะเหตุใด         หลายเงื่อนไข  ศึกษา  ถึงอาการ
(๘๖)  ลักษณะของสัมปชัญญะที่เป็นธรรมชาติ
ลักษณะ  ที่เป็น  ธรรมชาติ                   ทุกอย่างอาจ  ไร้สิ้น  ซึ่งแก่นสาร
จิตวิเวก  โปร่งเบา  และเนิ่นนาน          ทุกอย่างผ่าน  เยื้องย่าง  พึงพอใจ
จุดศูนย์รวม  สติ  ความรู้ชัด                 เงียบสงัด  ไร้สิ้น  ความสงสัย
เกิดความเครียดความเกร็งณ จุดใด      ก็ปล่อยได้  คลายได้  ในทันที
(๘๗)  มีสัมปชัญญะโดยความเป็นวิปัสสนา (ฌาน
:  สมาธิ, ญาณความรู้)
ธรรมชาติ  มีเกิด  แล้วมีดับ                  ต่างสอดรับ  เกิดดับ   ทุกถิ่นที่
ธรรมชาติ  เคลื่อนไหว  ทั่วไปมี           แท้จริงนี้  เกิดดับ  สลับกัน 
เมื่อรู้ชัด  ทุกอย่าง  เป็นเช่นนี้               ข้อบ่งชี้   รู้ซึ้ง   จึงสร้างสรรค์
สภาพจิต  พร้อมรู้  เท่าเทียมทัน          จำให้มั่น   ความคิด  อนิจจา
ลักษณะ  หยั่งรู้  เรียกว่า  “ญาณ”         สิ่งที่ผ่าน  เป็นเรื่อง  ธรรมดา
ข้อสังเกต  ย่อมรู้   อยู่ก่อนหน้า            ย่อมนำพา สู่รส  แห่งพระธรรม
ความวิเวก  เป็นสิ่ง  น่าลิ้มลอง             น่าจับต้อง  เป็นสุข  อย่างลึกล้ำ     
สภาวะ  แห่งจิต  ที่น้อมนำ                   คอยตอกย้ำ  ผัสสะ  ธรรมารมณ์
ความรู้สึก  ลึกลึก  คือเป็นปลื้ม             ให้หลงลืม  ความคิด  ที่ขื่นขม
แสงสว่าง  แปลบปลาบ  เหมือนคำชม  ถ้อยคารม  กินใจ  เหมือนไม่เคย
เกิดความโล่ง  ความว่าง  อย่างนิมิต      สิ่งปกปิด  เปิดออก  เหมือนเฉลย
ความคับแค้น หมักหมม สุดเอื้อนเอ่ย   กลับเปิดเผย  ให้สิ้น  น่ายินดี
ปิติสุข  เกิดก่อ  เหมือนน้ำทิพย์            กลับหลงหยิบ  หลงกอด  หลงขัดสี
ติดในรส  สิ่งรู้  ขึ้นทันที                       หลงว่ามี  ติดหล่ม  จมอบาย
เส้นบางเฉียบ  ระหว่าง  สักแต่รู้           เกิดตั้งอยู่  วางลง  แล้วจมหาย
สักแต่แช่  ตั้งอยู่  มิให้คลาย                  แต่สุดท้าย  ก็เป็น  อนิจจัง
(๘๙)  พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
ความเคลื่อนไหวนิดหน่อยค่อยค่อยเกิด  แล้วเตลิด  มาเป็น  เช่นความหวัง
กายในกาย  มุ่งเห็น  เป็นพลัง               เมื่อถึงฝั่ง  สลาย   คลายจากไป
(๘๙)  พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
กายในกาย  เราเขา  ก็เช่นนั้น                มันมีวัน  เปลี่ยนแปลง  และเคลื่อนไหว  
(๙๐)  พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง   
เพียงแค่เรา  ยอมรับ  มันเมื่อไร            ย่อมปลงใจ  ปลงจิต  คิดปล่อยวาง
(๙๐)  พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นภายในกายบ้าง
อิริยาบถเหมือน  ที่เราเห็น                    มันเปลี่ยนเป็น  เปลี่ยนไป  เหมือนหยินหยาง
กายกับจิต  ต่อเติม   เสริมบางอย่าง      จะคอยสร้าง  สมดุล  คอยจุลเจือ
(๙๑)  พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
หากหยินมากจะเฉื่อย เหมือนเนือยนิ่ง  ไม่ไหวติง  ทุกอย่าง  ไม่หลงเหลือ
หากหยางมาก  เร้าร้อน  ยิ่งกว่าเสือ       ยากจะเอื้อ  โอนอ่อน  ผ่อนให้ใคร
(๙๑)  พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง
ตั้งสติ   กายมี  เพียงแค่รู้                       เพียงแค่อยู่  เพียงแค่  สืบอาศัย
แค่ระลึก  แค่เห็น  ความเป็นไป             อย่าปล่อยให้  ตัณหา  อุปาทาน
มาฝังตัว  ติดแน่น  “อนุสัย”                 มันฝังใน  ติดแน่น  เป็นแก่นสาร
คอยปรุงแต่ง  ยึดมั่น  สืบสันดาน         จนดื้อด้าน  ติดตัว  เสมอไป
เพียงสักแต่  อาศัย   ระลึกรู้                   ฟุ้งซ่านอยู่  รำคาญ  เกิดจากไหน
อิริยาบถย่อย  จากกลุ่มใหญ่                  อัตตาใด  เป็นนาย  ให้นำพา
เป็นเจ้าของ  คำพูด  ที่ก่อร่าง                เป็นผู้สร้าง   เติมต่อ  แสวงหา
ละสักครู่  แล้วค่อย  พัฒนา                   ละสักครา  แล้วค่อย  ขยายไป
สักแต่รู้  แต่เห็น  แต่ได้ยิน                     สักแต่ลิ้น  ขยับ  และเคลื่อนไหว
สักแต่คิด  ปรุงแต่ง  สักแต่ใจ                สักแต่ให้  เกิดก่อ  อุปาทาน        
(๙๔)  ปฏิกูลมนสิการบรรพ
(๙๔)  พุทธพจน์

พุทธพจน์  แห่งพระ  พุทธเจ้า              ตรัสกับเหล่า  ภิกษุ  อย่างฉะฉาน
แต่พื้นเท้า  ปลายผม  ทุกประการ         แค่มองผ่าน  ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
เนื้อ เอ็น ตับ กระดูก ม้าม  หัวใจ           อีกลำไส้ อาหาร ทั้งก่อนหลัง    
ทั้งปอด ไต เนื้อเยื้อ พังผืดยัง                ทุกอย่างตั้ง ปรุงแต่ง  ดั่งวจี
อีกน้ำมูก  น้ำลาย เป็นของเหลว            เหงื่อ มันเปลว หนอง เลือด และน้ำดี
น้ำมันข้น เสมหะ ไขข้อมี                      ต่างหน้าที่ ยึดเกาะ หล่อเลี้ยงกัน             
ทั้งน้ำมูตร น้ำตา สิ่งที่เห็น                     ล้วนเน่าเหม็น  เปรี้ยวเค็ม  เสียทั้งนั้น
เหมือนดั่งไถ้  มีถุง  สองปากกั้น            ที่อัดอั้น  เต็มด้วย  ธัญญาหาร
ทั้งถั่วเขียว  ข้าวโพด  แป้งสาลี              ทุกอย่างที่  เข้าไป  ร่วมประสาน
แม้แก้ไถ้  ออกได้  อย่างชำนาญ             นัยน์ตาผ่าน  มองเห็น  เป็นอะไร
อีกกายนี้  ร่างนี้  มีเนื้อหนัง                   คอยกำบัง  ปกปิด  อยู่อาศัย
พิจารณา  เห็นกาย  ขึ้นเมื่อใด               รู้ว่าใช่  รู้ชัด  อนัตตา
(๙๕)  นิยาม
“ปฏิกูล”  คือสิ่ง  ไม่สะอาด                  น่าขยาด  ปิดบัง  เหมือนรักษา
มีเนื้อหนัง  หุ้มห่อ  พอเยียวยา             มิรู้ว่า  ข้างใน  เป็นเช่นไร
ผิวภายนอก  นุ่นมวล  ชวนลุ่มหลง      ยากจะปลง  สดสวย  สีสดใส
เครื่องประทิ่น  ตบแต่ง  โป๊ะเข้าไป       สิ่งที่ไม่  ว่างาม  ล้ำเลิศจริง 
(๙๖)  จุดมุ่งหมาย
เพื่อให้รู้  เห็นกาย  วิปลาส                    ไม่สะอาด  ไม่งาม  ล้ำเลิศยิ่ง
แท้โสโครก  หมักหมม  น่าขว้างทิ้ง      หลากหลายสิ่ง  ควรรู้  และเข้าใจ
ปฏิกูล  บทนี้   มีเพื่อละ                        “กามราคะ”  ร่วมเสพ  ร่วมอาศัย
เพียงชั่วครู่  ชั่วคราว  ตลอดไป            ถ้าจะให้  ถึงเป้า  ปฏิกูล          
(๙๖)  ความจำเป็นในการละกาม
จำเป็นหรือ  สละ  ละจากกาม              เป็นคำถาม  คำตอบ  อาจเป็นศูนย์
เพื่อพ้นทุกข์  หวังสุข  ทวีคูณ              เพื่อเพิ่มพูน  หลุดพ้น  จากภวังค์
เราเกิดมา  พร้อมกาม  เครื่องร้อยรัด   ยากสลัด  ตัดใจ  เพราะใคร่หวัง
กินเกมกาม  เกิดก่อ   เพิ่มพลัง             คอยดึงรั้ง  ฝังแช่  ไม่แปลไป
หากเป้าหมาย  สูงสุด  หลุดจากทุกข์    แม้กองสุข  ต้องตัด  ชัดแค่ไหน
ละความอยาก  ตัณหา  ลงเมื่อใด          หนทางไกล  ก็ใกล้  ให้ละวาง
ละความอยาก  ในกาม  บำเพ็ญเพียร    ละความเพี้ยน  ในกาย  ให้สะสาง
ละความคิด  วุ่นวาย  ลงเสียบ้าง           หาความต่าง  จากจิต  ที่ร้อนรน
การเสพกาม  ประดุจ  เป็นโรคเรื้อน     เปรียบเสมือน  มีหนอน  อยู่สับสน
ยิ่งแกะเกา  ยิ่งแสบ  ยิ่งทุกข์ทน            ยิ่งทุกข์พ้น  เพิ่มพูน  เป็นทวี    
ถอนความอยาก  จากเสพ  ลดแล้วละ   ค่อยสละ  ละเลิก  มิใช่หนี
ยิ่งรู้ชัด  เห็นชัด  ขึ้นทุกที                     ว่ากามนี้  ตัวเหตุ  อวิชชา
(๙๙)  ความจำเป็นต้องพิจารณากายเป็นของโสโครก
ความฟุ้งซ่าน  พลุกพล่าน  ในดวงจิต   ทั่วทุกทิศ   คอยดัน  แรงหนักหนา
เพราะแรงขับ  ทางเพศ  ทางกามา        คอยห่วงหา  ห่วงหวง  บ่วงแห่งกรรม                             
ว่ากายนี้  เพศนี้  มีแต่เกิด                      แท้หุ่นเชิด  ยึดมั่น  คอยตอกย้ำ
พึงพอใจ  โน้มเอียง  อยากกระทำ         อยากล่วงล้ำ  ขอบเขต  แห่งกามา
ความนุ่มนิ่ม  สะสวย  อยากสัมผัส       อยากเยียดยัด  เคล้าคลึง  กลึงกับหน้า
จากกลิ่นกาย  เหม็นเหงื่อ  เอือมระอา   เจรจา  ขี้ฟัน  เหม็นบรรลัย
กลิ่นจากเพศ  คาวฟุ้ง  ทั้งขี้เยี่ยว           กลิ่นเหม็นเปรี้ยว  โชยมา  สู้ไม่ไหว
เข้าจมูก  เข้าปาก  ยากหายใจ                ทั้งกลิ่นไอ  กลิ่นศพ  ที่อบอวน
แปลกที่เรา  นอนกอด  กันอยู่ได้           หนังปิดไว้  ย้อมใจ  ให้หอมหวน
เกิดกำหนัด  ชัดเจน  สิ่งเย้ายวน           อยากกลับหวน  ศึกษา  หาความจริง
“ปฏิกูลมนสิการบรรพ”                       กลับเลือกสรร  ความเน่า  ที่แช่นิ่ง
ออกมาแฉ  ให้เห็น  สิ้นทุกสิ่ง               เหมือนหมอนอิง  อบอุ่น  นุ่นสำลี
สมถะ   ภิกษุ  เจริญแล้ว                       ยังไม่แคล้ว   ข้องแวะ  น่าบัดสี
ควรเสวย   ประโยชน์  ความยินดี         ต้องหลีกลี้   ราคะ   พร้อมละวาง 
ความกำหนัด  กลัดกลุ่ม  มารุมจิต        ความย้อนคิด  นิวรณ์  มาขัดขวาง
เฝ้าหมกมุ่น  ครุ่นคิด  มิเว้นวาง            หาแนวทาง   หาหนาม  มาซ้ำเติม
(๑๐๒)  ลักษณะของจิตที่ละกามตามพุทธวิธี
ทั้งสติ  และสัมปชัญญะ                        สมถะ  ค้ำจุน  เป็นแรงเสริม
ทั้งความเห็น  ทิฏฐิ  ทุนประเดิม           ลดละเพิ่ม   คงที่  ไม่หนีพล่าน
ตัดสินใจ  หักหาญ  ปฏิบัติ                    เห็นเด่นชัด  ถึงจิต  ที่ฟุ้งซ่าน
เพราะตัณหา  ราคะ  คอยระราน           คอยหักหาญ  ด้วยจิต  ที่ร้อนรน
ทั้งที่กาย  เน่าเหม็น  น่ารังเกียจ             ยังไม่เกลียด  หวนคิด  แล้วสับสน
หากตัดได้  คลายได้  หายกังวน             ตัวเป็นคน  ถุงไถ้  เนื้อในมี
“รู้เห็นจริง”  ไม่ต้อง  คิดให้มาก            แค่ความอยาก  เรื่องร้าย  ไม่บัดสี
ฉุด ข่มขื่น  หวังพร่า  พรหมจารี           คอยข่มขี่  ฆ่ากัน  ให้บันลัย
แค่เนื้อหนัง  บางบาง  ที่ปกปิด              ยังหวนคิด  กลางแคม  อยากถูไถ
แค่หัวนม  ก้อนน้อย  แค่ก้อนไฝ            ยังทำใจ  กำหนัด  ให้พลุกพล่าน
อยากได้ดู  ได้รู้  ได้จับต้อง                    อยากได้ลอง  อยากใคร่  ให้ดื้อด้าน
ปล่อยความคิด  ให้หลง  ตามต้องการ   ยิ่งเนิ่นนาน  ยิ่งหลง  ไม่ปลงใจ
(๑๐๔)  แนวการฝึก
ฝึกปฏิกูลมนสิการ                                 ลองฝึกผ่าน  ร่างกาย  ที่สวยใส
ลองฝึกผ่าน  บางสิ่ง  หลุดออกไป          จากด้านใน  ที่เห็น  เป็นรูปธรรม
ลมหายใจ  เป็นสิ่ง  ละเอียดอ่อน            แต่ซับซ้อน  และยัง  คอยตอกย้ำ
ทั้งกลิ่นอาย  กลิ่นไอ  ยังจดจำ               ทั้งถ้อยคำ  ลมปาก  ฝากออกมา
แต่มิใช่  รังเกียจ  หรือเดียดฉันท์           แค่รู้มัน  ไม่งาม  ตามประสา
ปล่องให้ว่าง  วางไว้  ไม่บูชา                 คิดเสียว่า  เป็นหนึ่ง  ในอุบาย
ถอยออกมา  มองดู  ไม่คลุกคลี             หรือคิดหนี  เตลิด  ให้สูญหาย
หรือคิดพราก  ชีวิต  ให้มลาย               มันมิใช่  หนทาง  พุทธองค์
(๑๐๖)  การมนสิการด้วยสามัญจิต
สามัญจิต  แค่คิด  แค่นึกอยู่                  อาจล่วงรู้  มากมาย  หรือลืมหลง
จินตนาการเทียบ  พร้อมฟันธง            ผัสสะส่ง  เกื้อกูล  กันและกัน
(๑๐๗)  คิดเปรียบเทียบ
คิดเปรียบเทียบ  น้อมนำ  อสุภะ           ให้ลดละ  สังเวช  ในรูปขันธ์
ว่าไม่เที่ยง  แก่กาย  ลงทุกวัน                เนื้อหนังนั้น  มีแต่  จะหย่อนยาน
ผมเคยดก  เคยดำ   ก็จะขาว                  เรี่ยวแรงเรา  หย่อนไป  ตามสังขาร
ทุกเรื่องราว  เป็นจริง  ใช่นิทาน             เปรียบเทียบผ่าน  รูปขันธ์  ด้านหน้าตา
(๑๑๑)  คิดจินตนาการ
จินตนาการเห็น  ความเป็นจริง             คิดถึงสิ่ง  ที่ผ่าน  และข้างหน้า
ที่เคยเกิด  เคยดับ  ตลอดมา                   ตระหนักว่า  จะเกิด  ดับต่อไป
(๑๑๓)  คิดถึงปัจจุบันผัสสะ
(๑๑๔)  ผม

พึงเห็นกาย  นี้แหละ  แต่พื้นเท้า            ปลายผมเรา  ลงมา  ยิ่งอ่อนไหว
อสุภะ  ที่เห็น  ทั้งนอกใน                       ล้วนแต่ไม่  สะอาด พร้อมยืนยัน 
อย่างเช่นผม  ต้องใช้  แชมพูสระ           อสุภะ  รังแค  คราบน้ำมัน
ทั้งกลิ่นเหงื่อ  กลิ่นสาบ  แถมยังคัน       สระทุกวัน  ยังเห็น  ความเป็นไป
ในอาหาร  เกิดมี  เส้นผมตก                   สกปรก   ปรุงแต่ง   จิตหวั่นไหว
มันผะอืดผะอม  สุดข่มใจ                      อาจคลื่นไส้  คลื่นเหียน  อาเจียนจาม
(๑๑๔)  ขน
ทั้งขนหนวด  รักแร้  และขนเพชร         ยิ่งคดเค็ด  หยิกหยอย   ยิ่งหยาบหยาม
ยิ่งครุ่นคิด  ยิ่งติด  ยิ่งคุกคาม                 ยิ่งเข็ดขาม  ยิ่งยาก  ฝากเยื่อใย
(๑๑๕)  เล็บ
ที่ซอกเล็บ  มากมี  อสุภะ                       ล้วนขยะ   เน่าเหม็น  สุดทนไหว
ยามตัดออก  ย่อมเห็น  ความเป็นไป      มันมิใช่  ของเรา  อนัตตา
(๑๑๕)  ฟัน
กลิ่นในปาก  มากมี  สุดคลื่นเหียน         แทบอาเจียน  นอนใกล้  ไม่หรรษา
แทบกระอัก  คลื่นเหียน  สุดพรรณนา   ต้องเยียวยา  แปรงฟัน  อมยาอม
(๑๑๕)  หนัง
หนังที่ห่อ  เรือนร่าง  อย่างที่เห็น           ช่างโดดเด่น  นิ่มนวล  และสวยสม
ยิ่งแต่งตึง  นุ่มนิ่ม   อยากเชยชม            อยากดอมดม  ลูบไล้  ใคร่นำพา
ต้องอาบน้ำ  ต้องหา   สบู่ถู                     แค่เพียงครู่  เหงื่อไคล  มากหนักหนา
ทั้งเหนียวเหนอะ  ส่งกลิ่น  คาวออกมา   ประดุจว่า  หมักหมม  อยู่ข้างใน
ทั้งฝีหนอง  พุพอง  ที่ผิวหนัง                 น้ำเหลืองขัง  เจ็บปวด  สุดทนไหว
ทั้งเน่าเหม็น  กินโป๊ะ  ทาเข้าไป              กินเท่าไหร่  ก็ยัง  จะลุกลาม
น้ำเหลืองไหล  ถึงไหน  ลามถึงนั้น         ทุกข์ที่มัน  เจ็บปวด  ถึงหาบหาม
อนิจจัง  ทุกอย่าง  ไม่เห็นงาม                 ทุกโมงยาม  ยิ่งเห็น  ยิ่งเข็ญไจ
(๑๑๖)  การมนสิการด้วยเจโตสมาธิ
จิตหลุดพ้น  เจโตสมาธิ                          เหมือนหนึ่งปริ  จากกาย  ที่อาศัย
สิ่งปรุงแต่ง  หลากหลาย  หลุดพ้นไป     หลุดพ้นไกล  อารมณ์  ที่ครอบงำ
ความตั้งมั่น  แห่งจิต  อยู่กับที่                ตั้งใจดี  มุ่งมั่น  ในพระธรรม
ลมหายใจ  เข้าออก  ยิ่งลึกล้ำ                  ฝึกประจำ  ฝึกทำ  เสมอมา
(๑๑๗)  ทัศนสมมาบัติ
ไม่ประมาท  สติ  อยู่กับตัว                     ไม่เมามัว  มุ่งมั่น  ปรารถนา 
เผากิเลส  เครื่องกั้น  เครื่องนำพา           เรียกได้ว่า  ให้เห็น  ความเป็นไป
เห็นอาการ  ทั้งสิ้น  สามสิบสอง             แค่เพ่งมอง  ตัวเอง  ยังสงสัย
เห็นกระดูก  ก้าวล่วง  ถึงเนื้อใน             ความยิ่งใหญ่  แห่งกรรม  ก้าวตามทัน
ทั้งที่อยู่  ในร่าง  ในกายนี้                       และทั้งที่  หลุดลอย  เหมือนคล้ายฝัน
ปฏิกูลมนสิการบรรพ                              ยิ่งเชื่อมั่น  ล้วนไม่  สะอาดเลย
(๑๑๙)  ปัจจัยที่เกื้อต่อการรู้แสงและเห็นรูป
เพียงได้พิศ  อาการ  สามสิบสอง             อยากให้ลอง  นึกคิด  คำเฉลย
ค่อยคลายความ  คิดพล่าน  อย่างคุ้นเคย  ค่อยเปรียบเปรย  ให้เห็น  ความเป็นไป
สมาธิ  ตั้งมั่น  การรับรู้                             เพ่งพิศดู  กองลม  ที่เคลื่อนไหว
เห็นหน้าท้อง  ขยับ  เมื่อหายใจ                ราบรื่นได้  ไม่ขัด  ตัดทางลม
นอนราบลง  ยืนตรง  ตามวิสัย                 ความเป็นไป  ไม่เกร็ง  ไม่ขื่นขม
ให้สบาย  ผ่อนคลาย  จากทุกปม               เดินจงกรม  ก็เป็น  เช่นเดียวกัน
ไม่ต้องคิด  หาคำ  บริกรรม                       ไม่ต้องทำ  อวดรู้  อวดกระสัน
เพียงถอยห่าง  จากร่าง  มาเท่านั้น             สังเกตมัน  ทุกสิ่ง  ขยับไหว
เห็นหน้าท้อง   กองลม  เคลื่อนขยับ          ไม่ต้องจับ  กองลม  ที่เลื่อนไหล
เพียงสังเกต  ให้เห็น  ความเป็นไป            สักอึดใจ  แค่กึ่ง  ครึ่งนาที
อาจเห็นแสง  แปลบปลาบ  วาบขึ้นบ้าง    ความแตกต่าง  เมื่อเห็น  สิ่งบ่งชี้
อย่าไปคว้า  ไปหวัง  ไปยินดี                     สิ่งเหล่านี้  เป็นเพียง  อุปาทาน
อย่าตื่นเต้น  ตั้งจิต  ให้วางเฉย                  ให้ปล่อยเลย  ตามเลย  อย่างอาจหาญ
คิดว่าร่าง  เป็นหุ่น  ไร้วิญญาณ                 ให้ปล่อยผ่าน  ปล่อยเลย  ตามเลยไป
จิตสงบ  ความคิด  อุเบกขา                       เหมือนลืมตา  ขจัด  ม่านบางไส
อวัยวะ  ที่เห็น  เป็นอย่างไร                       ก็เพียงให้  ได้เห็น  อย่าเน้นมัน
ยี่สิบสาม  วันดี  เดือนสิงหา                       ได้รู้ว่า  หัวใจ  มันกระสัน
เต้น ตุบ  ตุบ  ตุบ  ตุบ  เป็นรางวัล             ตอนที่ฉัน  ตั้งมั่น  ในเจโต
ยี่สิบสาม  เวลา  หลายนาที                        เหมือนคนตรี  จังหวะ  ใช่ยะโส
ที่ได้รู้  ได้ยิน  ใช่คุยโว                               ใกล้พุทโธ  แนวทาง  พุทธองค์ 
เมืองกายา  นคร   ที่ได้ไป                          เพียงแค่ได้  ครั้งแรก  ก็ลืมหลง
อยากจะไป  อีกครั้ง  บอกตามตรง            กุศลส่ง  คงได้  ไปอีกครา
(๑๒๒)  พุทธวิธีรักษาการเห็นรูป
เหตุแห่งภาพ  นิมิต  เกิดแล้วดับ               ต้องยอมรับ  เรายัง  ไม่ประสา
“ความลังเลสงสัย”  ที่เข้ามา                     รู้ตัวว่า  เกิดจาก  “ความเผลอใจ”   
“ความง่วงเหงาซึมเซา”  แม้เศษเสี้ยว       “ความหวาดเสียว”  ยิ่งพา  ยิ่งหลงใหล
“ความตื่นเต้น”  ยิ่งพา  ยิ่งตกไกล             ความห่วงใย  “ความเพียรเคร่งครัดเกิน”
“ภาวะหยาบ”  เพราะจิต  ไม่ปลอดโปร่ง   ยังไม่โล่ง  “ความเพียร  ยังขัดเขิน”
เพราะ  “ตัณหากระตุ้น”  จึงหลงเพลิน      หรือบังเอิญ   “สำคัญ   มันผิดไป”
หรือเพราะ  “เพ่งเล็งรูปเลยเสียศูนย์”        ไม่เกื้อกูล  สติ  จึงหวั่นไหว
อะไรหนอ  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย                 “วิตก” ใช่  ตรองตรึก  นึกอารมณ์
อีก  “วิจารณ์”  ความตรอง  สิ่งพบเห็น     ว่าดีเด่น  ว่าเลว  ไม่เหมาะสม
สมาธิ  สะดุด  หลุดคำคม                           จึงต้องล้ม  ต้องหลุด  ไม่ผุดเลย
(๑๒๘)  เคล็ดวิชาอากาสกสิณ  
“ภาวะหยาบ”  พร่ามัว  ไม่แจ่มใส             ภาวะใจ  ขุ่นมัว  ไม่เปิดเผย
เพราะโลภะ  โทสะ   โมหะเกย                   จึงทำเฉย  เนือยนิ่ง  ไม่แกว่งไกว
กรรมฐาน  เป็นงาน  สมถะ                       ช่วยลดละ  ขัดเกลา  จิตพิสัย
ด้วย  “กสิณ”  วัตถุ  เครื่องจูงใจ                ผูกอยู่ใน  อากาส  รูปธรรม
เรียก “กสิณ”  หมายว่า  เพ่งอารมณ์          ให้จับลม  ให้ได้  ใคร่น้อมนำ
ให้ติดตา  ตรึงใจ  จนดื่มด่ำ                        ฝึกจดจำ  หลับตา  ตรึงตราใจ
เอา  “อากาส”  ไปผูก  กับ “กสิณ”             เพ่งถึงถิ่น  อารมณ์  ที่อ่อนไหว
รู้ว่านิ่ง  ฟุ้งซ่าน   ปล่อยผ่านไป                 เมื่อจับได้  ขยาย  มันขึ้นมา
(๑๓๑)  วิธีฝึกอากาสกสิณขั้นต้น
เพ่งสิ่งเห็น  ฝึกจำ  จากที่เห็น                    มิใช่เค้น  ฝึกจำ  จากสายตา
พยายาม  ตรึกความ  ให้รู้ว่า                      สีที่ทา  สีขาว  สีโปร่งใส
หลับตาลง   ยังเห็น  เป็นสีขาว                  จับเรื่องราว  สีขาว  ให้เคลื่อนไหว
หลัก  “อากาสกสิณ”  ก็เป็นไป                  จับเอาไว้  ช่องว่าง  มิหวังคลาย
(๑๓๒)  ๑.  ฝึกสายตาให้ตั้งตรงไม่หลุกหลิก
นั่งตัวตรง  คอตั้ง  หวังนิ่งรู้                      เพ่งตาดู   นิ้วชี้  สุดแขนซ้าย
เพ่งตาดู  สิ่งอื่น  มิกลับกลาย                    มิสลาย  มองไกล  ใจมั่นคง
(๑๓๓)  ๒.  สำรวจคลื่นความคิด
เพ่งกสิณ  ให้จิต  ปักจุดเดียว                    มิให้เที่ยว  ซอกแซก  จนลืมหลง
เพ่งให้นาน  ให้มั่น  เพ่งให้ตรง                 เพ่งแล้วส่ง  ให้ไกล  สุดปลายฟ้า
(๑๓๔)   ๓.  สร้างกรอบช่องว่างด้วยสองมือ
ผ่อนกายใจ  สบาย  ไม่ต้องเกร็ง               แล้วค่อยเล็ง  ช่องว่าง  มือซ้ายขวา
ทั้งนิ้วโป้ง  นิ้วชี้   แตะข้างหน้า                เพ่งสายตา  มองผ่าน  นั้นแสนไกล
(๑๓๔)  ๔.  สำเนียกรู้ช่องว่างระหว่างกรอบมือ
หลับตาลง  จดจำ  สิ่งที่ว่าง                      จากต้นทาง  สืบต่อ  เพื่ออาศัย
ความรู้สึก  ช่องว่าง  เกิดที่ใจ                    มองข้างใน  กายา  รู้ว่ามี
(๑๓๕)  ๕.  ฝึกขยายขอบเขตช่องว่าง
ลองลัดเลาะ  สืบเสาะ  แสวงหา                ลองนำพา  ลัดเลาะ  ตามวิถี
ที่เป็นโพรง  ช่องว่าง  ทางบ่งชี้                 ในกายนี้  มากมี  ที่จะไป
(๑๓๖)   ๖.  สลับเดินจงกรมช่วย
ลุกขึ้นเดิน  จงกรม  ปล่อยความนิ่ง          เริ่มปล่อยทิ้ง  เข้าสู่  ความสดใส
สงบบ้าง  ปล่อยบ้าง  อย่าฝืนใจ                เพื่อมิให้  เบื่อหน่าย  ในอารมณ์
(๑๓๗)  วิธีฝึกอากาสกสิณชั้นกลาง
“รู้เสมอกับว่าง”  เขตจำกัด                      รู้แน่ชัด  ความนิ่ง  อย่างเหมาะสม
หน่วงอยู่ได้  นิ่งนาน  เดินจงกรม            กับกองลม  ช่องว่าง  หนทางเดิน
(๑๓๗)  ๑.  กำหนดความว่างระดับห้อง
ลองทอดตา  เพ่งมอง  ผนังห้อง              สายตาจ้อง  แน่วนิ่ง  อย่าห่างเหิน
หลับตาลง  ยังเห็น  ใช่บังเอิญ                  อยากเชื้อเชิญ  หากจำ  ถนัดตา
ลองย่อส่วน  ขยาย  หมายที่เห็น              เอาให้เป็น  ตามใจ  ปรารถนา
ต้องไม่เกร็ง  ไม่เครียด  เพียงนำพา         ที่ผ่านมา  ถือว่า  เดินถูกทาง
(๑๓๘)  ๒.  กำหนดแผ่จิตไปตามทิศต่างๆ
กำหนดทิศ  เบื้องซ้าย  ย้ายเบื้องขวา      จากข้างหน้า  มาสู่  ทิศแนวขวาง
ขึ้นข้างบน  ลงสู้  ทิศเบื้องล่าง                ทุกทิศต่าง  สอดรับ  กับวจี 
(๑๓๙)  ๓.  กำหนดความว่างระดับสุดขอบฟ้า
แผ่ความกว้าง  ออกไป  สุดขอบฟ้า        ไกลสุดล่า  เวิ้งว้าง  สุดวิถี
สติรู้  ตั้งมั่น  ยังอยู่ดี                               ไร้สิ่งที่  ดูดซับ  ให้เปลี่ยนไป
รู้ช่องว่าง  คมชัด  บริสุทธิ์                      เปรียบประดุด  ไร้สิ้น  สิ่งสงสัย
ปิติสุข  ก่อเกิด  ขึ้นภายใน                      รู้สึกได้  ฝ่ายรูป  และฝ่ายนาม
(๑๔๑)  วิธีฝึกอากาสกสิณชั้นสูง
สิ่งถูกรู้ ถูกดู  และถูกเห็น                       มิใช่เป็น  ตัวจิต  ต้องหาบหาม
ปิติสุข  เกิดได้  เมื่อถึงยาม                     ทุกคำถาม  ลองนึก  ฝึกกับตน
“อากาสานัญจายตน”                            เกิดผัสสะ  “ตัวรู้”  เหตุและผล
ว่าช่องว่าง  เปลี่ยนได้  ใช่เล่นกล           ใคร่ยินยล  ให้เห็น  ความเป็นไป
สิ่งที่เห็น  เป็นเพียง  รู้ทางรูป                ใจถูกสูบ  ดับสูญ  สิ้นสงสัย
เพราะอากาศ  นั้นว่าง  สุดฟ้าไกล          รู้สึกได้  เห็นได้  ด้วยสายตา
(๑๔๒)  ๑.  เลิกสนใจความว่างอันประมาณขอบเขตได้ด้วยวัตถุและทิศทางทั้งปวง
อากาสธาตุ  จัดเป็น  รูปอย่างหนึ่ง         ยังทราบถึง  ขอบเขต  ที่รักษา
ทั้งดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  สำคัญว่า                “จำรูป”  มา  ให้เห็น  ความเป็นไป
(๑๔๒)  ๒. วางจิตให้พ้นจากความกระทบแม้ทางนามธรรม
วางสติ  ให้อยู่  กับความว่าง                   สลัดทาง  จากสิ่ง  มาอาศัย
ไร้ทุกข์สุข  ความคิด  อารมณ์ใด            ปลดปล่อยใจ  ให้พ้น  นามธรรม
(๑๔๓)  ๓.  กำหนด  “รู้”  ให้เสมอ  “ว่าง”  อย่างปราศจากประมาณ
เมื่อความว่าง  เปิดไว้  ไม่จำกัด              ทั้งสลัด  รูปนาม  ที่ตอกย้ำ
สลัดสิ่ง  กระทบ  ให้จดจำ                     สลัดซ้ำ  ทุกอย่าง  ขวางทางใจ
(๑๔๔)  วิธีใช้อากาสกสิณรู้กายภายใน
เมื่อจิตหน่วง  ความว่าง  เอาไว้นาน      ถือว่าผ่าน  แนวทาง  ประยุกต์ใช้
อุปกรณ์  วิเศษ  ที่ฝากไว้                       ป้องมือให้  ช่องว่าง  สอดประสาน
(๑๔๔)  วิธีที่  ๑
นั่งหรือนอน  ปิดตา  แล้วขบฟัน          ลิ้นอย่าดัน  ไปชน  ถึงเพดาน
รู้สึกเห็น  เป็นโพรง   โล่งทางผ่าน        ยิ่งยาวนาน  ยิ่งเห็น  ความเป็นโพรง           
(๑๔๕)  วิธีที่  ๒
ให้กำหนด  วงแหวน  ล้อมรอบกาย      ตามสบาย  รอบกาย  นั้นปลอดโปร่ง
เลื่อนขึ้นได้  ลงได้   รอบกายโล่ง          ดุจห้องโถง  โล่งกว้าง   รอบร่างกาย
(๑๔๗)  การรู้ปฏิกูลโดยความเป็นวิปัสสนา
ปฏิกูล  ในกาย  หมายเกิดดับ                หากจะนับ  ตัวตน  ไร้ความหมาย
ยิ่งยึดมั่น  ยิ่งคิด  ยิ่งน่าอาย                  แม้กลิ่นกาย  ก็ล้วน  อนิจจัง
ว่าล้างแล้ว  ขัดแล้ว  จนสะอาด            ช่างผิดคาด  เดี๋ยวเดียว  ก็มาฝัง
ทั้งขี้ฟัน  ขี้ไคล  ขี้มากจัง                     อาบทุกครั้ง  ขัดถู  แค่ดูดี
อาหารใหม่  ส่งผ่าน  มันก็เก่า               หมักเหม็นเน่า  มากมาย  ในกายนี้
กายในกาย  ทยอย  เพิ่มทวี                   แล้วเกิดมี  ให้เห็น  ไม่เว้นวัน
(๑๕๐)  ธาตุมนสิการบรรพ
(๑๕๐)  พุทธพจน์

ล้วนแต่ธาตุ  ดิน  น้ำ  ลมและไฟ          หมักอยู่ใน  ถุงไถ้   นี้ทั้งนั้น
สักไว้รู้  ไว้ดู  ความผูกพัน                    ด้วยเชื่อมั่น  ศรัทธา  ไม่ยินดี
(๑๕๑)  นินาม
จินตนาการเปรียบ  เทียบหยั่งรู้            ยิ่งเข้าสู่  เนื้อธรรม  ในทุกที่
(๑๕๑)  ธาตุดิน
ปฐวี   ธาตุดิน  ในกายนี้                        ล้วนแต่มี  เคราะห์กรรม  คอยหักหาญ
ให้กำเนิด  เกิดมา  เพื่อตอกย้ำ               ผลแห่งกรรม  ฝังอยู่  ในวิญญาณ        
แต่พื้นเท้า  ปลายผม  ทุกประการ           แค่มองผ่าน  ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
เนื้อ เอ็น ตับ กระดูก ม้าม  หัวใจ             อีกลำไส้ อาหาร ทั้งก่อนหลัง    
ทั้งปอด ไต เนื้อเยื้อ พังผืดยัง                  ทุกอย่างตั้ง ปรุงแต่ง  ดั่งวจี
(๑๕๒)  ธาตุน้ำ
ทั้งน้ำมูก  น้ำลาย เป็นของเหลว              เหงื่อ มันเปลว หนอง เลือด และน้ำดี
น้ำมันข้น เสมหะ ไขข้อมี                        ต่างหน้าที่ ยึดเกาะ หล่อเลี้ยงกัน             
ทั้งน้ำมูตร น้ำตา สิ่งที่เห็น                       ล้วนเน่าเหม็น  เปรี้ยวเค็ม  เสียทั้งนั้น 
อาโปธาตุ  ธาตุน้ำ  ธาตุแบ่งปัน               ล้วนยืนยัน  ความเป็น  อนัตตา
(๑๕๒)  ธาตุไฟ
เตโชธาตุ  ธาตุไฟ    ที่รุ่มร้อน                กรรมปางก่อน  เกาะติด  ย้อนมาหา
อาศัยตน  ยึดมั่น  เฝ้าพรรณนา              กรรมหนักหนา  จึงเกิด  ความร้อนรน
ไฟในกาย  วุ่นวาย  ไม่จบสิ้น                  เพียงได้ยิน  หิวโหย  ทุกแห่งหน
เพราะเวรกรรม ตามหลอน ให้ทุกข์ทน  หลีกไม่พ้น  จากจิต  อนิจจา
(๑๕๓)  ธาตุลม
วาโยธาตุ  ธาตุลม  เกิดแต่กรรม             มันรุกล้ำ  จู่โจม  พัดมาหา
พัดขึ้นลง   แล่นไป  ในกายา                   กรรมนำพา  กิเลส  เข้ายึดครอง
กรรมของเรา  ที่เรา  นั้นเคยสร้าง           มิเว้นว่าง  รอการ  ตอบสนอง
กรรมของเรา  เคยสร้าง  เคยเกี่ยวข้อง    หากพร้อมต้อง  ทำลาย  อนัตตา
เพราะคนเรา  มีกรรม  เป็นกำเนิด          เป็นแดนเกิด  มาพร้อม  กับตัณหา
มีกรรมเป็น  เผ่าพันธุ์  จึงนำพา              กำเนิดมา  มีกรรม  เป็นของตน
มีกรรมเป็น  ที่พึ่ง  ที่อาศัย                      อยู่ที่ไหน   ก็ยาก  จะหลุดพ้น
แม้กรรมใด  ใครทำ   จะกลับย้อน           ยิ่งดิ้นรน  หลีกเร้น  ยิ่งเป็นไป
(๑๕๕)  จุดมุ่งหมาย
เมื่อรู้กาย  โดยความ  เป็นธาตุสี่              แล้วยังมี  เคราะห์กรรม  เข้าอาศัย
เป็นเพียงรูป  ตามจริง  ทั้งกายใจ            ย่อมเห็นได้  รู้ได้  ในกายา 
(๑๕๘)  แนวทางฝึก
หากเห็นกาย  โสโครก   ในความคิด        อาจน้อมจิต  นำใจ  เข้าไปหา
กายในกาย  เพียงธาตุ   ภาพมารยา         อนิจจา  เคราะห์กรรม  น้อมนำไป
หากเห็นกาย  เจโต  สมาธิ                       ใช่สติ  มองเห็น  เครื่องอาศัย
สามสิบสอง  อาการ  กล่าวโดยนัย           เพ่งเห็นได้  กสิณ  ปฐวี                  
(๑๕๘)  การพิจารณาปฐวีธาตุ
สำรวจจิต  มั่นคง  แล้วปิดตา                  รับรู้ว่า  ขบฟัน  เปลี่ยนวิถี
จับความแข็ง  ประคอง  ไว้ให้ดี               กำหนดที่  ตำแหน่ง  ความแข็งวาง
ทิศเบื้องซ้าย  เบื้องบน  ทิศเบื้องขวา       ทิศเบื้องหน้า  เบื้องหลัง  ทิศเบื้องล่าง
รัศมี  แห่งจิต  ทุกทิศทาง                         เพียงตัวอย่าง  แห่งจิต  ที่คิดไป
ถอนอากาส  กสิณ   ถอนความคิด            ภาพยังติด  เห็นชัด  และโปร่งใส
โครงกระดูก  ความแข็ง  อยู่ภายใน          สัมผัสได้  รู้ชัด  มิเป็นอื่น
(๑๖๐)  การพิจารณาอาโปธาตุ
ตั้งกายตรง  มั่งคง  แล้วปิดตา                  สำรวจว่า  น้ำลาย  ช่างชุ่มชื้น
อาโปธาตุ  อวบอิ่ม  และไหลลื่น               อย่ารีบกลืน  ประคอง  เพ่งพลัง
จนน้ำท่วม  เต็มไป  ทั่วทุกทิศ                  เพ่งจากจิต  เบื้องหน้า  สู่เบื้องหลัง
ปล่อยให้ตื่น   จากน้ำ  ในภวังค์                 สัมผัสยัง  น้ำเหลือง  เลือดนองไหล
(๑๖๑)  การพิจารณาเตโชธาตุ
ตั้งกายตรง  ประคอง  ความรู้สึก              ความชัดลึก  รับรู้  จากอุ่นไอ
อุณหภูมิ  แปรปรวน  จากภายใน             รู้สึกได้  กระจาย  ทั่วทิศทาง
ถอนอากาส  กสิณ  เตโชธาตุ                    ความร้อนอาจ  เห็นชัด  แม้แตกต่าง
ความสามารถ  เผาผลาญ  เป็นแนวทาง   เปรียบเหมือนย่าง เหมือนเผา  ย่อมเข้าใจ
แม้ความร้อน  ที่เกิด  ภายในกาย              ก่อนสลาย  หายโกรธ  หายป่วยไข้
เตโชธาตุ  หลั่งสาร  เกิดผลใด                   ย่อมเผาไหม้  สุดท้าย  อนิจจัง    
(๑๖๓)  การพิจารณาวาโยธาตุ
นั่งตัวตรง  สำรวจ  จิตคงมั่น                    ไม่ไหวหวั่น  ปิดตา  ลงอีกครั้ง
ลมหายใจ  รู้ชัด  ถึงพลัง                           อาจหยุดยั้ง  แปรเปลี่ยน  หรือแกว่งไกว
ความรู้สึก  ระยะ  และทิศทาง                  ความแตกต่าง  ของลม  ทั้งไกลใกล้
ความหนักเบา  สัมผัส  ชัดภายใน             ย่อมรู้ได้  จากแรง  ความกังวล
(๑๖๕)  การรู้กายโดยความเป็นองค์รวมแห่งธาตุ
ฝึกรู้กาย  จนเห็น ธาตุภายใน                     เปรียบเทียบได้  กับธาตุ  ทุกแห่งหน
ธาตุภายนอก  วัวควาย   ก็เหมือนคน         ล้วนปะปน  ธาตุสี่  มิเว้นวาย
ธาตุดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ก็มิต่าง                     เพราะทุกอย่าง  เหมือนกัน  มิขาดหาย
มีวิญญาณ  ครอบครอง  ยังมิตาย              หากสลาย  ทุกอย่าง  ก็ต่างไป
พิจารณา  แยกแยะ  ได้ว่ากาย                    ธาตุทั้งหลาย  อยู่รวม  ร่วมอาศัย
มหาภูติ  รูปสี่   มีจิตใจ                        ควบคุมให้  เป็นไป  ตามแต่กรรม
สิ่งที่เห็น  เป็นกาย  เอาไว้รู้                  เอาไว้ดู  เอาไว้  ได้ตอกย้ำ
ความยึดมั่น  ถือมั่น  เครื่องจองจำ      ให้ถลำ  เพราะกรรม  ที่ทำมา    
(๑๖๗)  การรู้กายใจโดยความเป็นธาตุ   ๖
สำหรับธาตุ  มนสิการบรรพ               กล่าวถึงนั้น  ธาตุหยาบ  ที่ฉาบทา
กายหยั่งรู้  จากการ  ภาวนา                 รวมถึงว่า  ช่องว่าง  และวิญญาณ
มหาภูตรูปสี่  หรือธาตุสี่                      เกิดจากที่  มีใจ  เป็นประธาน
มีวิญญาณ  ครอบครอง  บริวาร          จึงอาจหาญ  ฮึกเหิม  เพิ่มชิงชัย
เพราะแรงกรรม  แรงเวร  ที่เคยสร้าง  กำหนดทาง  กำหนด  ถึงนิสัย
เมื่อวิญญาณ  หลุดออก  จากกายไป     ดิน  น้ำ  ไฟ  และลม  หมดพลัง
ความรู้สึก  ทุกข์สุข  เวทนา                 เคยเกิดมา  คงเหลือ  เพียงความหลัง
เมื่อวิญญาณ  หลุดลอย  จากภวังค์      เข้าถึงฝั่ง  สลาย  กายจากลา
(๑๗๑)  นวสีวถิกาบรรพ  พุทธพจน์
สรีระ  วิญญาณ  ออกจากกาย              ถือว่าตาย  ถูกทิ้ง  ในป่าช้า
จากหนึ่งวัน  สองวัน  ผ่านเวลา           พองขึ้นมา  น้ำเหลือง  เริ่มนองไหล
(๑๗๓)  นิยาม
การฝึก  “นวสีวถิกา”                           น้อมนำพา  กายนี้  ที่อาศัย
ต้องเน่าเปื่อย  ผุพัง  สลายไป               ฝึกรู้ได้  ว่ากาย  นี้เป็นจริง
(๑๗๔)  จุดมุ่งหมาย
เมื่อวิญญาณ  จากไป   ได้ล่วงพ้น        กายแห่งตน  ที่เหลือ  ถูกทอดทิ้ง
เป็นเพียงซาก  ให้เหลือ  ให้อ้างอิง       นอนแน่นิ่ง  กายศพ  ไร้วิญญาณ
(๑๗๔)  อัสมิมานะ
“อัสมิมานะ”   ถือเขาเรา                     แท้จริงเปล่า  ยึดมั่น  อุปาทาน
ยิ่งศักดิ์ศรี  ดีกรี  ไม่ยอมผ่าน              ทั้งดื้อด้าน  เทียบชั้น  ไม่ยอมใคร
(๑๗๖)  แนวทางฝึก
พิจารณา  กายศพ  ไร้วิญญาณ            เทียบเคียงผ่าน   เปรียบเทียบ  ความสดใส
หนึ่งแบ่งบาน  เหี่ยวเฉา  เน่าหนองใน ต่างกันไกล   ยิ่งห่าง  ยิ่งต่างกัน
(๑๗๗)  ศพมีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหล
 
 ยังอยู่ดี  เมื่อวาร  แต่วันนี้                    ไร้น้องพี่   ไร้เพื่อน  เหมือนความฝัน
วิญญาณออก  นอกร่าง   ต่างยืนยัน    ก็เป็นอัน  ต้องพราก   จากกันไป

หนึ่งวันแล้ว  สองวัน  สามวันแล้ว      ก็ไม่แคล้ว  ขึ้นพอง  น้ำหนองไหล
หนังเริ่มเน่า  เขียวคล้ำ  ย้ำความนัย    ส่งกลิ่นไอ   กลิ่นเหม็น  สุดพรรณนา

จากธาตุหก  เหลือเพียง  แค่ธาตุสอง   ไฟลมต้อง   สิ้นไป  ไม่มาหา
อีกช่องว่าง  น้ำหนอง  ครองพารา       ซากกายา  เหลือไว้  ไร้วิญญาณ
(๑๗๘)  ศพถูกกัดกิน
ที่ทิเบต  ปล่อยศพ  ให้แร้งกา               ให้ฝูงหมา  แทะกิน  เป็นอาหาร
มีคนคอย  แล่เนื้อ   เถือเป็นทาน
          เกลื่อนเต็มลาน  ปล่อยให้  แร้งกากิน

อุทาหรณ์
  ให้เห็น  ว่าชีวิต                   ก็ไม่ผิด  สิ่งของ  หรือทรัพย์สิน
เมื่อไม่ใช้  ไร้ค่า  แถมโชยกลิ่น             และสูญสิ้น  ความรัก   ความต้องการ
(๑๗๙)  ศพเป็นน้ำกระดูกฉาบเลือดเนื้อ
ฝึกกสิณ  กระดูก  ผูกเป็นโครง            แล้วยึดโยง  เอ็นเนื้อ  สอดประสาน
มีตับไต  ไส้พุง  มากประมาณ             เส้นเลือดผ่าน  หล่อเลี้ยง  ชุบชีวี
มาบัดนี้  หลุดแล้ว  ดวงวิญญาณ         เส้นเลือดผ่าน  เย็นแข็ง  อยู่กับที่
สิ้นธาตุไฟ  ธาตุลม  เคยล้นปรี่            เป็นเช่นนี้  เช่นกัน  ยิ่งมั่นใจ
เป็นกายศพ  กระดูก  ฉาบเลือดเนื้อ     แหล่งเพาะเชื้อ  ได้เกาะ  เพาะอาศัย
อีกไม่นาน  สลาย  ตายจากไป              เพราะมิใช่  ตัวตน  อนัตตา    
(๑๘๒)  ศพเป็นกระดูกฉาบเลือด
เป็นกายศพ  กระดูก  ยังฉาบเลือด       ที่แห้งเหือด  ติดตรึง  สุดเรียกหา
ค่อยค่อยเลาะ  หลุดไป  ตามเวลา         ยากรักษา   ให้อยู่  คู่คืนวัน
(๑๘๒)  ศพเป็นกระดูกมีแต่เอ็นร้อยรัด
ยังมีเอ็น  พังผืด  ยึดร้อยรัด                 ก่อนสลัด  หลุดห่าง  ต่างเหหัน
เอ็นพังผืด  สลาย  คลายจากกัน           ความผูกพัน  สิ้นสุด  หลุดจากจร                       
(๑๘๓)  ศพเป็นกระดูกกระจัดกระจาย
เพียงกระดูก  มากมาย  กระจายตก      ยากหยิบยก  ให้เห็น  อุทาหรณ์
มาบัดนี้  ไม่มี  ห่วงอาทร                     หากมองย้อน  ปล่อยวาง  เลิกร้างกัน
เคยผูกรัด  ด้วยเอ็น  และพังผืด           เหมือนยางยืด  ผูกไว้  ไม่เหหัน
เมื่อเอ็นขาด  พังผืด  หลุดผูกพัน         ทั้งมึงมัน  ไม่มี  อย่างที่เคย
(๑๘๔)  ศพเป็นกระดูกขาว

เหลือเพียงแต่  กระดูก  สีขาวขาว        ทิ้งเรื่องราว  สืบต่อ   มาเปิดเผย
(๑๘๕)  ศพเป็นกระดูกผุพังเรียงราย
ว่าแสนดี  แสนร้าย  มาเปรียบเปรย      มาเอื้อนเอ่ย  ให้ฟัง  เลิกร้างไป
(๑๘๖)  ศพเป็นกระดูกที่ผุพังลงเป็นผง
และสุดท้าย  กลายเป็น  ผงกระดูก       ที่สุดถูก   สายลม   ที่พัดไหว
ปลิวกระจาย  ตกสู่   ที่ใกล้ไกล             หลงเหลือไว้  ไม่มี  สิ่งจีรัง     
ด้วยอำนาจ  เจโต  สมาธิ                       ดึงสติ   มาสู่   สิ่งมุ่งหวัง
เมื่อวิญญาณ   หลุดลอย  จากภวังค์      ค่อนค่อนหลั่ง  น้ำเหลือง  มาทำลาย
ส่งกลิ่นเหม็น  ยั่วยวน  หมู่แมลง          หลากหลายแห่ง  มุ่งมา  ย่อยสลาย
ฟักตัวหนอน  ยั้วเยี้ย    เกาะกินกาย      จากประปราย  มืดมิด  ติดเต็มตัว
แม้เดี๋ยวนี้  ไม่มี  เหลือให้เห็น               พิธีเป็น  เผาฝัง  ยังมีทั่ว
เร่งทำลาย  ซากกาย  เพราะนึกกลัว      แต่คนชั่ว  ยังเห็น  แน่นเกลื่อนเมือง
(๑๘๘)  วิธียุตินิมิตศพ
อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา                        ต่างเกิดมา  ใช้กรรม  อย่างสืบเนื่อง
เมื่อหมดชาติ  หมดภพ  ก็หมดเรื่อง     เกิดมาเปลือง  เปลือยเปล่า  ไม่เข้าใจ
จะยึดเกาะ  อะไร  กับชีวิต                    ลงผูกติด   ตัวกู  เป็นนิสัย
ให้อภัย  ปล่อยวาง  ทางอีกไกล             อย่าไถล  ผูกติด  คิดผูกพัน
อะไรเกิด  ต้องเกิด  ปล่อยให้เกิด           ยิ่งชูเชิด   ยิ่งยุ่ง  ยิ่งหุนหัน
เพราะสุดท้าย  ปลายทาง  นั้นเหมือนกัน  เมื่อถึงวัน  วิญญาณ  ออกจากกาย
เหลือแต่ซาก  คืนสู่  ธรรมชาติ              วิญญาณอาจ  ล่อยลอย  หรือหนีหาย
(๑๙๐)  เคล็ดวิชาโอทาตกสิณ
“โอทาตกสิณ”  นึก  “ความขาว”          เป็นเรื่องราว  กระดูก  ก่อนสลาย
ปิดตาลง  สามารถ  เห็นรูปกาย             เป็นที่หมาย  “โอทาตกสิณ” 
(๑๙๐)  ๑.  จัดเตรียมอุปกรณ์
ใช้กระดาษ  สีขาว  บริสุทธิ์                   กำหนดจุด  ศูนย์กลาง  ไว้เสร็จสิ้น
(๑๙๑)  ๒.  กำหนดระยะสายตา
กางวงเวียน  วงกลม  ไร้มลทิน              กำหนดถิ่น  แปะไว้  ใกล้สายตา 
(๑๙๒)  ๓.  ลืมตามองวงกลมขาว
เพ่งศูนย์กลาง  วงกลม  อย่างตั้งจิต       เพ่งความคิด  ให้เห็น  แล้วรักษา
จิตตั้งมั่น  ความขาว  เพ่งเข้ามา            เพื่อค้นหา  ความจริง  สิ่งเปลี่ยนไป
(๑๙๒)  ๔.  ปิดตานึกถึงวงกลมขาว
ปิดตาลง  จดจ่อ  กับความขาว              สืบเรื่องราว  ความขาว  ความสดใส
ค่อยผ่อนคลาย  สบาย  ทั่วกายใจ          รู้สึกได้  ความขาว   เหมือนเปิดตา
หากเห็นได้  ไม่ชัด  เดี๋ยวก็หาย             อย่าเพิ่งคลาย  ทำใหม่  ค่อยรักษา   
หากเห็นแล้ว  เคลื่อนที่  กลับไปมา       อุเบกขา  ปล่อยวาง  ช่างปะไร
พักสักนิด  จนจิต  เริ่มคลายว่าง           เริ่มทุกอย่าง  เหมือนตอน  เริ่มต้นใหม่
“โอทาตกสิณ”  คงไม่ไกล                     แล้วจะได้  ลิ้มลอง  สักเวลา
หลับตาลง  อีกครั้ง  อย่างตั้งจิต            เมื่อความคิด  ทุกอย่าง  ยังโหยหา
เห็นสีขาว  ด้วยจิต   ที่คิดมา                 คอยรักษา  มั่นคง  ประคองใจ
(๑๙๓)  ๕.  แผ่จิตออกตามทิศต่างๆ
เห็นวงกลม  สีขาว  วาวคมชัด              เห็นถนัด  สนิท  ไม่สั่นไหว
ปิติสุข  สงบ  เกิดเมื่อใด                        ตั้งมั่นไว้  มองฐาน  อย่างมั่นคง
ค่อยขยาย  ความขาว  ไปให้ทั่ว            ให้รอบตัว  พุ่งไป  ดั่งประสงค์
ไม่สิ้นสุด  ทุกทิศ  จิตจำนง                  อาจหนุนส่ง  ให้เห็น  เป็นประกาย
(๑๙๔)  กำหนดรู้กระดูก
ขบฟันเพื่อ  กำหนด  รู้ความแข็ง         ไม่ต้องแรง  กำหนด  เพียงความหมาย
ลักษณะ  ความแข็ง  เพียงอุบาย          อาจเห็นง่าย  ความแข็ง  ในกายเรา
ทั้งความแข็ง  ความขาว  โครงกระดูก       คอยยึดผูก   กระดูก  ผูกกันเข้า
เห็นประจักษ์  ความจริง   มิใช่เงา       เหมือนก่อนเก่า  ใช่แล้ว  อนัตตา
(๑๙๖)  เวทนานุปัสสนา
(๑๙๘)  เวทนาบรรพ  พุทธพจน์

เสวยสุข  หรือทุกข์  ก็รู้ชัด                  รู้ถนัด  รู้ชัด    เวทนา
(๑๙๙)  นิยาม
มี  “อามิส”  เครื่องล่อ   ก็รู้ว่า              มีเหยื่อมา  ให้หวัง  จึงตั้งใจ
“โลกามิส”  ทางโลก  กามคุณ              คอยเจือจุน  เหยื่อล่อ  เสียงสดใส
รูป  กลิ่น รส  สัมผัส  อายอุ่นไอ           ทุกข์เพราะใคร่  ไม่สม  อารมณ์ตน
“เวทนา”  อารมณ์  ความรู้สึก              ไม่สมนึก  เจ็บปวด  ใครจะสน
ยิ่งสงสาร   ยิ่งเห็น  ความทุกข์ทน        ยิ่งดิ้นรน  ยิ่งจน  ซึ่งหนทาง
เวทนา  มีเกิด  แล้วมีดับ                       มันสลับ  เกิดดับ   มิเว้นว่าง
อายุขัย  เกิดดับ  เหมือนจับวาง            เร็วช้าบ้าง  ตามแต่  เหตุปัจจัย
เวทนา  ทุกข์สุข  หรือสบาย                 ความสุขหาย  ความทุกข์  เข้ามาใหม่
อีกเนือยนิ่ง  แช่เฉย  เป็นอย่างไร         ทั้งกายใจ  สุขทุกข์  เวทนา
หนึ่งร้อยแปด  แบ่งไว้  เพื่อบ่งชี้          สุดท้ายที่  สุขทุกข์  อุเบกขา
(๒๐๙)  จุดมุ่งหมาย
เวทนา  ร้อยแปด  ที่กล่าวมา                นั้นมีค่า  เพียงเหตุ   แห่งปัจจัย
สตินั้น  อำนาจ   เหนือทุกข์สุข            ที่เราทุกข์  เพราะยึด  เพราะหลงใหล
ตั้งสติ  ปล่อยวาง  อย่างตั้งใจ               เจือจางได้   วางได้   ไม่น่าเลย
(๒๐๙)  แนวทางฝึก
เสวยสุข  รู้ชัด  เสวยสุข                       เสวยทุกข์  รู้ชัด  คำเฉลย
อทุกขมสุข  ก็ยังเคย                            คอยเปรียบเปรย   ให้เห็น  เป็นคำคำ
อย่าเอาความ  เคยชิน  มาเพ่งพิศ         ภาพยึดติด  เต็มตา   มาตอกย้ำ
สิ่งได้ยิน  ได้ฟัง  มาน้อมนำ                 ความทรงจำ  ตัดสิน  ย่อมสิ้นไป
ตั้งใจรู้  เพ่งดู  ความรู้สึก                      ความคิดนึก  แปลเปลี่ยน  ไปทางไหน                                          
(๒๑๑)  ฝึกสังเกตเวทนาที่เด่นประจำตนเอง
จุดประสงค์  การฝึก  คืออ่านได้           อ่านเข้าใจ  อารมณ์   สิ้นทุกสิ่ง
สุข  ทุกข์  เฉย  รู้ชัด  ตามประสงค์      เจตจำนง  ให้เห็น  ความเป็นจริง  
ว่าตอนนี้  เราทุกข์  สุขหยุดนิ่ง            ปล่อยวางทิ้ง  เดี๋ยวสุข  ทุกข์เข้าหา                               
(๒๑๑)  สังเกตนิสัยทางการคิด
หันมาดู  ตัวเรา   เรื่องความคิด            มักยึดติด   คำพูด  เสียหนักหนา
ถือคำพูด  เป็นใหญ่  เสมอมา               ดูเหมือนว่า  จริงจัง   และจริงใจ
เรื่องผิดถูก  ทุ่มเถียง  คอเป็นเอ็น         เคยใจเย็น  เคยยอม  เสียที่ไหน
มาบัดนี้  กลับยอม   ทุกสิ่งไป               ผิดวิสัย  คนหนุ่ม   ขี้รำคาญ
ทำอะไร  ทำได้  ทำให้สิ้น                     เพียงได้ยิน  อยากเข้า  ไปประสาน
แม้เคยโกรธ  เคยเกลียด  มายาวนาน    ยอมให้ผ่าน   ยกโทษ  ไม่โกรธใคร
(๒๑๓)  สำรวจรู้สิ่งดึงดูดใจในแต่ละวัยของตนเอง
สิ่งดึงดูด  ตัวตน   แต่อดีต                    ที่เคยขีด  ชีวิต  ให้หลงใหล
เรื่องดื่มเหล้า  เที่ยวเตร่   ก็เปลี่ยนไป    ไม่สนใจ  ทุกอย่าง  วางทิ้งลง
เรื่องความเชื่อ   แค่เชื่อ  เพื่อศึกษา        ศาสนา  ค้นคว้า  มิใช่หลง
ความเป็นจริง   เรื่องราว  พุทธองค์      ก็ยังต้อง  พิสูจน์  หาความจริง
เรื่องความอยาก  ก็อยาก  เพียงน้อยนิด  จากยึดติด  ปล่อยวาง  กลับนั่งนิ่ง
ได้ก็ได้  ไม่ได้  ไม่ประวิง                      ยอมปล่อยทิ้ง  สิ่งหวัง เคยตั้งใจ 
(๒๑๕)  ตระหนักในความมีเมตตาของตนเอง
เมตตาจิต  คือจิต  ไม่มีเวร                    ไม่โอนเอน  เบียดเบียน  ใครที่ไหน
ทั้งการพูด  การคิด  กระทำไป              หวังอภัย   หรือหวัง  สู่นิพพาน
อันตัวเรา  ก็เป็น  เหมือนเช่นนี้             จากคนที่  ไม่ยอม  ทุกสถาน
จากคนที่  มั่นใจ   ทุกเหตุการณ์            สิ่งพ้นผ่าน  ไม่มี  ที่จีรัง
(๒๑๖)  ฝึกสังเกตเวทนา  ๓  สุขเวทนา (ความรู้สึกเป็นสุข),ทุกขเวทนา(ความรู้สึกเป็นทุกข์,
            อทุกขมสุขเวทนา(ความรู้สึกไม่สุข  ไม่ทุกข์)

ลองพินิจ พิศดู  เป็นอย่างไร                 ยิ่งทุกข์ใจ  ความทุกข์  เหมือนถูกขัง
ให้รู้สึก   รู้ชัด  ในภวังค์                         ยังมีหวัง   แม้ว่า  ยังไม่มี
ยังมีจิต  น้อมรับ  กับสิ่งใหม่                 ยอมรับได้   แม้สิ่ง  บดขยี้
ยังยึดมั่น  ถือมั่น  ในความดี                 แม้วันนี้  ไม่เหลือ  อะไรเลย
ยังมีสุข  มีทุกข์  คอยคลุกเคล้า             มีหนักเบา  บางครั้ง  ก็วางเฉย
โทษเขาบ้าง  เราบ้าง  อย่างที่เคย          ยอมเปิดเผย  ยอมรับ  ความเป็นจริง
(๒๑๗)  ฝึกสังเกตเวทนา  ๒  เวทนาทางกายและทางใจ
เวทนา  ทางกาย  และทางใจ                 ยังเป็นไป   กิเลส  ยังคอยสิง
ยังทุกข์บ้าง   สุขบ้าง   มิหยุดนิ่ง          ยังคงวิ่ง   คงเห็น   เช่นผ่านมา
เวทนา  ทางกาย  ร้อน  หนาว  เย็น       เมื่อเกิดเป็น  โรคร้าย  ต้องรักษา
เวทนา  ทางใจ  ร้ายยิ่งกว่า                    แค่ทำหน้า  อมโรค  ก็เวียนหัว
แค่คิดมาก  จนเป็น   โรคซึมเศร้า         นั่งหงอยเหงา  เศร้าสร้อย  ยิ่งหน้ากลัว
เบื่อ  มารยา  เนือยนิ่ง  ทำร้ายตัว          เคยคิดชั่ว  คิดร้าย  ทำลายตน
(๒๑๗)  ฝึกสังเกตเวทนา  ๕  สุขินทรีย์(ความสบายทางกาย),ทุกขินทรีย์(ความไม่สบาย
            ทางกาย),โสมนัสสินทรีย์(ความสบายทางใจ),โทมนัสสินทรีย์(ความไม่สบายทางใจ),
           อุเบกขา(ความเฉย)

ทุกข์ทางกาย  หากไม่  ทุกข์ทางใจ        หนักเท่าไร  ไม่คิด  ก็ไม่สน
ทุกข์ทางใจ  คิดมาก  ต้องผจญ             ทุกข์เหลือล้น  เพราะจิต  คิดไปเอง
ยิ่งคิดมาก  ทุกข์มาก  ยากพ้นทุกข์        เหมือนลมจุก  ขึ้นหู  ไม่กลัวเกรง
ทำเก้งก้าง  วางท่า อย่างนักเลง              ชอบอวดเบ่ง  อวดอ้าง  ทุกครั้งไป
(๒๑๙)  ฝึกสังเกตเวทนา  ๖  ฝึกสังเกตเวทนา  ๑๘
ทุกสัมผัส  ที่เกิด  จากตา หู                    จมูกรู้  ทั้งสิ้น  ลิ้นกายใจ
ย่อมเป็นเหตุ  แห่งสุข  ทุกข์หมองไหม้   ทุกข์เท่าไหร่  เพราะใจ  คอยบงการ
(๒๒๑)  รู้เวทนาให้เหมือนตาเห็นรูป
สติปัฏฐานรู้  เวทนา                              รู้ที่มา  เกิดดับ   ทุกสถาน
เหมือนอย่างตา  เห็นรูป  อย่างชำนาญ  ก่อนพ้นผ่าน  รู้สึก  เวทนา
เวทนา  ไม่มี  สี  กลิ่น  รส                      ใจกำหนด  รู้สึก  สิ่งเรียกหา
ไร้รูปร่าง  นิมิต  มันขึ้นมา                     ทั้งตัณหา  ความอยาก  เกิดจากใจ
สัมผัสสะ  ทางกาย  แม้จะหนัก              ยิ่งจิตผลัก  เจ็บแสบ  แทบหมองไหม้
ความรู้สึก  ไม่นาน   ก็หายไป                 ทุกข์ภายใน  หนักหนา  ทรมาน
ยิ่งเพราะโกรธ  เพราะเกลียด  ยิ่งร้ายนัก     คอยฟูมฟัก  ปรุงจิต  ให้หักหาญ
ยิ่งเห็นชัด  รู้ชัด  ความต้องการ              ยากทัดทาน   ฝึกรู้  เวทนา
ยิ่งอกหัก  รักคุด  สุดหมองเศร้า             อยากจะเอา  ความตาย  หมายเข่นฆ่า
อยากจะจบ  ชีวิต   ลงสักครา                 เรียกมันว่า  เวลา  นาทีทอง
ถึงสุดโต่ง  แห่งทุกข์  เวทนา                  ที่เข้ามา  ครอบงำ  จิตเศร้าหมอง
จนมืดมัว  ไม่พร้อม  จะตริตรอง           คิดว่าต้อง  สลาย  ตายอย่างเดียว
ยิ่งครุ่นคิด  ดวงจิต  ยิ่งหมองเศร้า         ทั้งเรื่องเก่า  เรื่องใหม่   คิดแล้วเสียว
คอยบีบรัด  กลัดแน่น  เขม็งเกลียว        แค่เศษเสี้ยว  ความคิด   อยากปลิดปลง
ลองย้อนคิด   เอาจิต  ออกมาตั้ง            สิ่งฉุดรั้ง   ให้ใจ  เข้าไปหลง
เหตุแห่งทุกข์   เกิดแต่  เพราะพะวง      อยากสาบส่ง  ให้พ้น   ก่อนเวลา
เหตุแห่งทุกข์   เกิดแต่  เพราะนึกกลัว   ว่าความชั่ว  เคยสร้าง   กลับมาหา 
เหตุแห่งทุกข์  เกิดแต่  เพราะทำมา       ความชั่วช้า  เคยสร้าง  เคยกระทำ  
เหตุแห่งทุกข์  เกิดแต่   เพราะความอยาก   จึงทุกข์ยาก   เวรกรรม  คอยตอกย้ำ
เหตุแห่งทุกข์  เกิดแต่  กฎแห่งกรรม     คอยตอกซ้ำ  ยื้อยุด  สุดปัญญา
เหตุแห่งทุกข์  เกิดแต่  เพราะความโกรธ   จึงคิดโทษ  คนอื่น  ว่าชั่วช้า
เหตุแห่งทุกข์  เกิดแต่   อวิชชา              ทั้งตัณหา  ต้นเหตุ  ให้เป็นไป
ตาเห็นรูป  ใจคิด  เสน่หา                      ได้ยินมา  เพราะหู  เสียงสดใส
เพราะจมูก   ได้กลิ่น  เหม็นจับใจ         ลิ้นรับได้  รสชาติ   อยากลิ้มลอง
โผฏฐัพพะ  มีกาย  คอยสัมผัส              ยิ่งแน่ชัด  อารมณ์  ประสมสอง
สิ่งที่ใจ  นึกคิด   คอยประคอง               ถือว่าต้อง  สัมผัส  ธรรมารมณ์
(๒๒๓)  รู้เวทนาอาศัยอานาปานสติ
เห็นเด่นชัด  ทุกอย่าง   อยู่ที่ใจ              เกิดดับได้  เวลา  ที่เหมาะสม
ทุกข์เพราะใจ  ตอกย้ำ  จึงตรอมตรม    ทุกข์ระทม  เพราะใจ  แต่ไรมา
ตั้งสติ  รู้ตัว  เร่งกำจัด                           โทมนัส  ระทม  ตรมหนักหนา
ความอยากได้  ความโศก   เศร้าโศกา    ลุกขึ้นมา  เพ่งดู  ลมหายใจ
เวทนา  อยู่ใน  เวทนา                            อภิชชา  ความอยาก  คอยผลักไส
โทมนัส  เศร้าโศก  สูญเสียไป               ยากคุมได้  เพราะเป็น  อนัตตา
ทุกข์เพราะตน  มิใช่  เป็นของตน         อยากหลุดพ้น  ต้องรีบ  เร่งเสาะหา
ชนะอื่น   เพียงแค่  ช่วงเวลา                 ยากยิ่งกว่า  คือการ  ชนะใจ
โอกาสทอง   แห่งทุกข์  เวทนา              นั้นถือว่า   โอกาส   ชนะใส
โอกาสเห็น  ถึงเหตุ  แห่งปัจจัย             ว่าอะไร  คือสุข  เวทนา
จุดศูนย์รวม   อยู่ที่   ลมหายใจ             เริ่มต้นใหม่   กองลม  ที่ศึกษา
ให้เห็นความ  แปลกแยก  แตกออกมา   เหตุเบื้องหน้า  เกิดจาก  เหตุปัจจัย 
(๒๒๖)  รู้เวทนาอาศัยสัมปชัญญะ
รู้สึกตัว   ทุกทาง  ที่ย่างก้าว                  นั่งคู้เข้า  เหยียดออก  ใช่หลับใหล
จะกินเดิน  นั่งนอน  ลงที่ใด                  รู้สึกได้  รู้ชัด  ทุกเวลา
ไม่ประมาท  พากเพียร  อย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อขับเคี่ยว  กับสิ่ง  ที่เรียกหา
เหตุปรุงแต่ง   อาศัย   เวทนา                ดับความล้า  กระหาย  ให้คลายคืน
เวทนา   นั้นเกิด  ขึ้นแล้วหาย               อาศัยกาย  เมื่อกาย   ไม่ขัดขืน
เพราะกายนี้   มีเสื่อม   ไม่ยั่งยืน           ปรุงแต่งขึ้น  คอยฝืน  คอยลุ่มหลง
เมื่อมีสติสัมปชัญญะ                            ความสุขจะ  ยังผล  สมประสงค์
เดินจงกรม   สติ   ช่วยเสริมส่ง            ด้วยเจาะจง  ทราบสุข  เวทนา
เห็นเท้าเคลื่อน  เท้ายก  ก้าวแล้วเหยียบ   หากจะเปรียบ   รู้ชัด  รู้ภาษา
สิ่งแวดล้อม  ร่างกาย   คอยนำพา        รู้ชัดกว่า  รูปธรรม  นอกร่างกาย
จิตรู้ชัด   ทุกก้าว   ที่เยื้องย่าง               ยกเท้าวาง  รู้ทาง   ที่มั่นหมาย
รู้สึกตัว  เสมอ   ที่ย่างกราย                  แม้สุดท้าย  ลืมหลง  ต้องเปลี่ยนไป
จิตที่รับ  กระทบ  ย่อมกระเพื่อม         มันมีเสื่อม   แม้เรา  จะทรงไว้
อุเบกขา   เริ่มต้น  ขึ้นมาใหม่               มิให้ใจ  เกิดทุกข์  เวทนา
หากเกิดทุกข์  เพราะทน  อยู่ไม่ได้       ก็เพราะใจ  เรียกร้อง  หรือเสาะหา
เพราะยึดมั่น   ฝังใจ   สิ่งนำพา            คิดไปว่า   อาจต้อง   ให้หมองใจ
ยิ่งหยั่งลึก  ยิ่งเห็น  ความไม่เที่ยง        ยากจะเสี่ยง  ทนยาก  ทนไม่ไหว
มันอึดอัด  ขัดข้อง   เกร็งข้างใน          ยากทนได้   ทุกครั้ง  ที่ผ่านมา
(๒๒๙)  รู้เวทนาอาศัยการพิจารณาธาตุ  ๖ 
เพราะวิญญาณ   เพราะจิต   คิดปรุงแต่ง   จึงถูกแย่ง   ยื้อยุด  ฉุดเข้าหา
เพราะผัสสะ  เข้าแฝง    เวทนา            เพราะอัตตา  วิญญาณ  นั้นยังครอง
เมื่อวิญญาณ  หลุดออก  จากกายนี้      ธาตุทั้งสี่   ที่เหลือ  จึงหม่อนหมอง
กายแตกดับ  สลาย   เมื่อแลมอง          ยิ่งจับต้อง  ยิ่งเห็น   สิ่งเปลี่ยนไป
โสมนัส  อันเกิด  จากความว่าง           ค่อยปล่อยวาง  เดี๋ยวเดียว  ก็หวั่นไหว
เหตุปรุงแต่ง   ทั้งหลาย  เกิดที่ใจ        เกิดดับได้  เพราะใจ   เช่นเดียวกัน
เหตุปรุงแต่ง   เป็นธาตุ   มิใช่เรา         ไม่ต้องเข้า  ไปยึด  ไปกระสัน
มันจะเกิด  หรือดับ   ช่างหัวมัน          สุดจะกลั้น  แล้วปล่อย  ให้ลอยไป
เพราะตัวเรา   ของเรา   จึงยึดมั่น        มิปล่อยมัน  หลุดลอย  หายไปไหน
ยังฝังราก   ฝังโจทย์  ลึกข้างใน            ยากยอมได้   ตัณหา  อุปาทาน
(๒๓๑)  รู้เวทนาอาศัยอรูปฌาน
ละความคิด  ความเห็น   เวทนา           หลุดออกมา  จากเรือน  จากสถาน
กายไม่เที่ยง  รู้ชัด   มายาวนาน            สัมผัสผ่าน  เกิดแล้ว  ก็ดับลง
สิ่งที่คิด  ที่หวัง  ที่กระทำ                     เพราะดื่มด่ำ   กับกาย  อย่างลุ่มหลง
เพราะอารมณ์   เป็นเหตุ   ไปเจาะจง    คอยเสริมส่ง  ความคิด  กระทบใจ
คิดถึงงาน  ถึงคน   ที่ไม่รัก                   เกลียดยิ่งนัก   แค่คิด  ก็หวั่นไหว
โทมนัส  ก่อเกิด   ขึ้นทันใด                  ภาพมันใกล้  เห็นชัด   ขึ้นทันที
เมื่อเห็นชัด  ก่อเกิด   โทมนัส               ยากสลัด  หรือคิด   จะหลบหนี
อุเบกขา   วางเฉย   หยุดตรงนี้             เพ่งให้ดี  จะเห็น   ความเป็นไป 
เหตุเพราะเรา  ยึดติด   คิดยึดมั่น         ทุกอย่างมัน  ฝังแน่น  ยากเลื่อนไหล
ตัดใจจาก  เลิกคิด   เลิกสนใจ               เปลี่ยนเรื่องใหม่  ภาพนั้น   พลันดับลง
(๒๓๙)  ตัณหา
ตัว  “ตัณหา” คือตัว ของความอยาก    ละเอียดมาก  เกาะติด   จนลุ่มหลง
ยังถือดี   ยังชอบ   ยังเจาะจง                ยังประสงค์  แช่จม  อยู่ร่ำไป
หนทางออก  จากฌาน  ที่จมแช่           เพ่งจิตแล  จมแช่  อยู่ใช่ไหม
เดินจงกรม  ปล่อยวาง  ออกจากใจ      เพื่อผลักไส   ตัณหา  ที่มาครอง  
(๒๓๖)  จิตตานุปัสสนา
(๒๓๘)  จิตตบรรพ  พุทธพจน์    

ปฏิบัติ   อย่างไร   ให้เห็นจิต                ความนึกคิด   เพ่งจิต  เข้าไปมอง
มีราคะ  หรือไม่  ใคร่จับต้อง                อยากไปลอง   เจาะจิต  คิดอย่างไร
มีโทสะ  โมหะ  จิตหดหู่                       ยิ่งอยากรู้  ฟุ้งซ่าน   มากแค่ไหน
จิตหลุดพ้น  ก็รู้  ว่าจิตไป                     จิตอาศัย   ก็รู้   ว่าจิตมี
(๒๔๐)  นิยาม
อวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน                     ฝึกมองผ่าน  สติปัฏฐานสี่
ความยึดมั่น  ถือมั่น  ในกายนี้              ความยินดี  รู้สึก  เวทนา
จิตในจิต  นึกคิด  ธรรมในธรรม          นิวรณ์ย้ำ  กางกั้น  ปรารถนา
เพราะไม่เที่ยง  ล้วนเป็น  อนัตตา        เพียงเกิดมา  เดี๋ยวเดียว  ก็ดับไป
เท่าที่รู้  เพราะจิต  ที่ครองกาย             คือวายร้าย  ตัวร้อน  ตัวอ่อนไหว
ทั้งราคะ  โทสะ  เป็นเหมือนไฟ           พร้อมเผาไหม้  เกิดทุกข์  เวทนา
ร้อนเพราะชาติ  ชรา  มรณะ                ต้องผัสสะ   เพราะจิต   คอยอิจฉา
ร้อนทั้งหลาย  เพราะใจ  คอยนำพา     ตัดปัญหา  ตัดใจ  ไม่ใยดี
เมื่อหลุดพ้น  ย่อมเกิด  ฌานหยั่งรู้       พรหมจรรย์อยู่  สิ้นแล้ว  เหมือนชิ่งหนี
ข้อสังเกต  ความต่าง  พระสูตรนี้         เริ่มจากที่  มโน  ผูกกับจิต 
อายตนะเมื่อ  ต้องสัมผัส                      รู้ได้ขัด   รู้สึก  ความนึกคิด
เพราะมีใจ  รับรู้  ถึงนิมิต                     ที่ผูกติด  กับจิต  และวิญญาณ
เพราะโมหะ  ความหลง  ความไม่รู้      จึงหลงอยู่   หลงคิด  หลงประสาน
กล่อมมโน  ลุ่มหลง   ตามต้องการ       หนีไม่ผ่าน   ยังหลง  ในกรงเดิม
เมื่อเห็นจิต  ในจิต  แล้วเบื่อหน่าย        จิตจะคลาย  จากจิต  ที่ฮึกเหิม
เชื้อราคะ  โทสะ  ที่คอยเติม                  โมหะเพิ่ม  รู้ชัด  ตัดทิ้งไป
มันเกิดดับ  เกิดดับ  ทุกเศษเสี้ยว          นาทีเดียว  ร้อยเรื่อง  เกิดดับได้
อนิจจัง  ทุกอย่าง   เปลี่ยนว่องไว         อย่าปล่อยใจ  ให้หลง  พะวงเลย                               
(๒๔๕)  จุดมุ่งหมาย
ทุกสภาพ  ของจิต  ล้วนไม่เที่ยง          เป็นแต่เพียง  ปรุงแต่ง  มาเฉลย
ไร้ตัวตน  เหมือนคน   ไม่คุ้นเคย         เมื่อเปิดเผย  เพียงแค่  อุปาทาน                            
(๒๔๖)  แนวทางฝึก
การฝึกจิต  ฝึกรู้  ตอนปรากฏ              มิใช่หมด  ค่อยฝึก  ค่อยนึกอ่าน
ฝึกตอนเกิด  ราคะ  เข้าระราน             ฝึกตอนผ่าน  โทสะ  เข้ามาครอง
ฝึกตอนเกิด  โมหะ   จิตหดหู่               ฝึกตอนรู้   ฟุ้งซ่าน  ตอบสนอง
ฝึกตอนที่  จิตใจ  คึกคะนอง                ยิ่งลำพอง  ยิ่งรู้  ยิ่งดูดี
เมื่อจิตใจ  แน่วแน่  และตั้งมั่น             ฝึกตอนมัน   ฮึกเหิม  อย่าหลีกหนี
หากทำได้  ผ่านได้  หลุดทันที              แม้สิ่งนี้  ดูยาก   แต่อยากลอง
(๒๔๘)  อุปสรรคในการรู้สภาวะจิต
(๒๔๘)  การขาดทานบารมี

เอาแต่ให้  หลายคน  ว่าเสียเปรียบ       หากจะเทียบ  หลายคน  ยังขัดข้อง
ยิ่งตระหนี่  แน่นหนา  หยิ่งจองหอง    หยิ่งลำพอง  ขาดทาน  บารมี 
แต่การให้  สบาย  ใจปลอดโปร่ง          หายใจโล่ง  อย่างน้อย  ได้ไมตรี
อานิสงค์  “ทานจิต”  ความยินดี          ความสุขนี้  เยือกเย็น  สบายใจ
เพราะตัณหา  ความอยาก  คือความโลภ   ความละโมบ  ก่อทุกข์  ต้องฝึกให้
ให้ทรัพย์สิน  ให้ทาน  ให้อภัย              เหมือนลดไฟ  โลภะ  โทสะลง
“ธรรมทาน”  คือทาน  บริสุทธิ์            เหมือนเทียนจุด  ปัญญา  แล้วคอยส่ง
 ผู้รับแสง  ปัญญา   ยิ่งมั่นคง                แม้ป่าดง   สว่าง  ทางปัญญา                          
(๒๕๑)  การมีศีลบกพร่อง
แค่รู้ลม  หายใจ  เข้าหรือออก               สามารถบอก  รู้กาย  เวทนา
แต่เรื่องจิต  ไม่รู้  ไม่ประสา                 สำคัญว่า  อาจเพี้ยน  เปลี่ยนแปรไป
มีตัณหา  ราคะ  อยู่ตอนนี้                    ตอบทันที  อาจหลอก  ก็เป็นได้
เคยฆ่าสัตว์   มามาก  ยังบอกไม่           ปากต่างใจ  กลับกลอก  หลอกลวงกัน
การฝึกรู้  ราคะ  และโทสะ                    ทั้งโมหะ  ฝึกรู้  กลับหลังหัน
เกิดโมโห  ฉุนเฉียว  เลิกทันควัน           คิดว่ามัน  ยุ่งยาก  มากเรื่องราว
ดับอารมณ์  ย้อมใจ  อยากดื่มเบียร์       ไม่อยากเสีย  ตัดใจ   กลัวเรื่องฉาว
เพราะความอยาก เกิดขึ้น เป็นเรื่องราว   ตัดใจกล่าว  ขอบคุณ  ด้วยไมตรี                       
 (๒๕๒)  การขาดสมาธิ
สมาธิ   ความเกร็ง  ทุกข์กังวน             หมั่นฝึกฝน  ฝึกตน  จนได้ที่    
ยุงมันกัด  เมื่อยขบ   แมลงหวี่             ชวนให้ตี  ให้ตบ  รบกับมัน
ตัดให้ได้   อย่ายอม   ให้กระเจิง           แม้กองเพลิง  จะสุม  รุมอย่าหวั่น
จิตในจิต   รู้ชัด   สิ่งกีดกัน                   รู้เท่าทัน  ทุกครั้ง  ตั้งใจทำ                                   
(๒๕๔)  การมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างเวทนากับสภาวจิต
สิ่งถูกรู้  ทั้งหลาย  ล้วนไม่เที่ยง            ล้วนเป็นเพียง  แค่ผล   ที่ตอกย้ำ
ไม่มีหน้า  มีตา   ให้จดจำ                      มีแต่คำ   พูดล้อ  ให้พอใจ
เวทนา  และสภาวจิต                            เหมือนผูกติด  ยามสุข  ก็สดใส
ราคะจิต   ก่อเกิด  ขึ้นภายใน                มองเห็นได้  สีหน้า   และท่าทาง
ยามมีทุกข์   พร่ำเพ้อ  น่ารำคาญ          ใครเดินผ่าน   สีหน้า  นัยน์ตาขวาง 
อันไหนเด่น   ก็เห็น  เป็นตัวอย่าง         ผลตกค้าง   จดจ่อ   ความพอใจ       
(๒๕๕)  ความสับสนระหว่างอทุกขมสุขเวทนากับสภาวจิต
อทุกขมสุขเวทนา                                 อยากรู้ว่า   สีหน้า  เป็นไฉน
ความรู้สึก   เฉยเฉย   เป็นอย่างไร         ยากรู้ได้   ความหลง   ยังคงมี                            
(๒๕๖)  ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิดดับเร็วของจิต
จิตเกิดดับ   รวดเร็ว  ยากจะเทียบ         หากจะเปรียบ  เกิดดับ  ทุกวิถี
ดวงหนึ่งเกิด  อีกดวง  ดับทันที             ดวงจิตนี้  จึงเป็น   อนิจจัง
มิได้อยู่  คงตัว  อยู่กับที่                         มิได้มี  ตัวตน   ให้ถูกขัง
เกิดขึ้นแล้ว  ดับไป  เสียทุกครั้ง             มิหยุดยั้ง   ทุกเสี้ยว  วินาที
แต่เพราะจิต   ลุ่มหลง   อุปาทาน           เพียงก้าวผ่าน   ลุ่มหลง  สิ่งบ่งชี้
จึงเกิดทุกข์  โศกเศร้า   เร้าฤดี                ถึงขั้นที่  คิดร้าย  ทำลายตน
(๒๕๗)  หลักการปฏิบัติเบื้องต้น
ทำอย่างไร  ให้รู้  ถึงความคิด                 เพียงแค่จิต  เหือดหาย  เหมือนล่องหน
สำคัญยิ่ง  ก่อนจิต   จะดับพ้น               ลองคิดค้น   เหตุเกิด  แล้วดับไป
คอยจ้องจับ  เมื่อเกิด  ขึ้นกับจิต            คอยนึกคิด  เมื่อจิต  มันเลื่อนไหล
ค่อยค่อยจับ   ว่าจิต  คิดอย่างไร            ค่อยค่อยไต่   ก่อนจิต  จะดับลง
รู้ตอนนี้  จิตมี   ราคะอยู่                        แล้วชั่วครู  ราคะ  เป็นผุยผง
ไร้ราคะ   เพราะจิต   คิดปลดปลง          เหตุหนุนส่ง   เพราะจิต  คิดตกไป
ค่อยรู้ตัว  ทั่วพร้อม  บางขณะ               ว่ามันจะ  นิ่งว่าง  ขึ้นตอนไหน
เมื่อกายนิ่ง  แต่จิต   กลับเคลื่อนไหว      จิตวิ่งไว  แต่กาย   กลับนิ่งเฉย
หรือทั้งกาย  ทั้งจิต   ยังคงนิ่ง                ไม่ไหวติง  อะไร  เอาเสียเลย 
เกิดความว่าง  ภายใน  อย่างมิเคย          เริ่มเปิดเผย   เริ่มห่าง  อุปาทาน
สภาวะ  สักแต่  รู้ที่จิต                            ความหลงผิด   เกิดดับ   สอดประสาน  
เริ่มถอยแรง  ยึดเหนี่ยว   ตามต้องการ   ความคิดอ่าน  เริ่มเห็น  เป็นอื่นไป
สิ่งเคลื่อนไหว ภายนอก ล้วนแต่เปลือก  หากจะเลือก   มีจิต  ที่เคลื่อนไหว
หากจิตนิ่ง  ทุกอย่าง  สิ้นเยื้อใย               โลกทั้งใบ  เหมือนว่าง  ร้างผู้คน
จิตเกิดดับ   ไร้สิ้น  ซึ่งแก่นสาร               แค่ทางผ่าน   ปรุงแต่ง   ให้สับสน
กฎสามข้อ   ลืมสิ้น   เคยท่องบ่น            สิ่งสืบค้น   ศึกษา   มีมากมาย
เพียงสังเกต  ให้เห็น  ความเป็นไป          ว่าสิ่งใด  เกิดดับ  จับแล้วคลาย                                                 
เพียงรับรู้  ว่าอยู่  หรือว่าหาย                  เกิดแล้วตาย  ปล่อยวาง  อย่างตั้งใจ
อย่าครุ่นคิด  เพียงแค่  ตระหนักรู้           ว่าจิตอยู่   เกิดดับ   ที่จุดไหน
อย่าคาดหวัง  คาดคั้น   หมั่นทำไป         อย่าห่วงใย   เกิดดับ   รับรู้มัน
แม้ราคะ  โทษน้อย  แต่คลายช้า              โทสะกล้า  มากมี    โทษมหันต์
แต่คลายเร็ว   เดี๋ยวเดียว  ก็กลับกัน         โมหะนั้น  โทษมาก  ยากจะคลาย
(๒๖๐)  การกำหนดรู้ราคะจิต 
(๒๖๐)  ลักษณะของราคะ

ความกำหนัด  ยินดี  ในรูปเสียง              กลิ่นรสเพียง  สัมผัส   ก็จางหาย
หลงติดใจ  ย้อมใจ  มิเว้นวาย                  ราคะร้าย  ดึงดูด   เข้าหาตัว    
ราคะกล้า  หน้ามืด  ไม่เห็นแล้ว               จะวางแนว  วางกรอบ  ไว้รอบรั้ว
อนิจจัง  ทุกขัง  ไม่นึกกลัว                      เพราะเมามัว  ราคะ   เกินละวาง                         
(๒๖๑)  วิธีกำหนดรู้
ควรแยกแยะ  ให้ออก   ทุกขณะ              จิตราคะ   ที่เกิด   คอยขัดขวาง
ยังเพียงแผ่ว   เข้าถึง   จุดชี้วาง               หรือเก้งก้าง  เกินกว่า  จะเข้าใจ
ได้ยินเสียง   ได้กลิ่น  ได้เห็นหน้า           เห็นเพียงผ้า  ของนาง  ก็สดใส
หรือต้องถึง  จับต้อง  ถึงเนื้อใน              รับรู้ได้  ไม่เร่ง   หรือเพ่งเกิน
หากไม่หาย  ครุ่นคิด   จิตกระสัน           หรือถึงขั้น   จิตลอย  คอยสรรเสริญ
ย่อมเป็นเหตุ  แห่งทุกข์  สุขจนเพลิน     หรือบังเอิญ  ถึงขั้น   ต้องบันลัย
เสียเงินทอง   ของรัก  ของสงวน            ต้องเสียนวล  ลุ่มหลง   ต้องหมองไหม้
เพราะเหยื่อล่อ  ตัวเดียว   ต้องเสียไป     ต้องเสียใจ  เสียสุข   ทุกข์ทวี
เพียงพินิจ  พิศเห็น   ความไม่เที่ยง        เราต้องเสี่ยง  มากมาย  ขนาดนี้
ก่อนจะเกิด  เรื่องราว  ที่ไม่ดี                  หยุดทันที   จะเห็น  ความเป็นไป
จากเคยทุกข์  รุกเร้า   เข้ามาหา               กลับเป็นว่า  หยุดนิ่ง  หายสงสัย
เมื่อปล่อยวาง   ความว่าง   เข้าภายใน     สบายใจ   จิตนิ่ง   เกิดปัญญา
(๒๖๔)  การกำหนดรู้โทสะจิต
(๒๖๔)  ลักษณะของโทสะ

อันโทสะ  อารมณ์  ที่รุนแรง                   มิใช่แกล้ง  ความโกรธ   มันขึ้นหน้า
จะหน้าอินทร์   หน้าพรม  ไม่นำพา        ตะโกนด่า   รุนแรง  แกล้งทุบตี
อาละวาด  ย่ามใจ  ถึงเข่นฆ่า                   ฟาดงวงงา   กระหาย  ไม่เป็นที่
ลองสังเกต   ความโกรธ  ดูอีกที               เหตุแค่นี้  ควรโกรธ   หรืออย่างไร
ปัญญาเห็น   ความโกรธ   มันรุนแรง       ความขัดแย้ง  เกาะติด   เป็นนิสัย
หรือเพียงแค่   ด่าแล้ว   มันสะใจ              เลยปล่อยให้   เป็นไป   ตามต้องการ

รู้เท่าทัน   ความโกรธ   ยังครุกรุ่น            จะได้ลุ้น  ปัญญา  ปลงสังขาร
วินาที  เศษเสี้ยว   โกรธรังควาญ              ว่าจะผ่าน   หรือว่า  ยิ่งเสื่อมโทรม                      
(๒๖๖)  วิธีกำหนดรู้    
เฝ้าสังเกต  แรกเริ่ม   ของโทสะ                สติจะ   หลุดหาย   เมื่อหักโหม
มักเต้นแร้ง  เต้นกา   พร้อมจู่โจม             ยอมพังโครม   ยอมหัก   ไม่ยอมงอ
ความหงุดหงิด ขัดเคือง เรื่องหยุมหยิม    แค่เรื่องยิ้ม   ไม่ตอบ   ยังหน้าหงอ
เกิดปั่นป่วน  วุ่นวาย  เกินรั้งรอ                สังเกตพอ  รู้เห็น  เป็นอุบาย   
ว่าจิตนี้  เป็นแค่   อนิจจัง                         เกิดทุกครั้ง   ไม่นาน   ก็เลือนหาย
เพราะความโกรธ  ทุ่มเท  จนตัวตาย        แต่สุดท้าย   ไม่เหลือ  เพื่ออะไร
มันเป็นสิ่ง   แปลกปลอม   เข้ามาหา         ให้ราคา   มากเกิน   จึงหวั่นไหว
ความอับอาย  ความกลัว  เศร้าเสียใจ        ความหมองไหม้  ในจิต   อนิจจัง
มองโทสะ   เพียงสภาวธรรม                    ที่เกิดซ้ำ   เกิดย้ำ   เหมือนถูกขัง
ไร้ตัวตน   เหมือนคลื่น  กระทบฝั่ง           แต่ทุกครั้ง  ทำร้าย   ทั้งกายใจ 
(๒๖๘)  การกำหนดรู้โมหะจิต
(๒๖๘)  ลักษณะของโมหะ

ความเห็นผิด  ทั้งหลาย   เรียกโมหะ         ลักษณะ   หลงผิด  หรือหลงใหล
เชื่อสิ่งที่  รู้มา   เลยว่าไป                           คิดย้อนใน   อดีต  คิดบานปลาย
อนาคต   คาดหวัง  จนเหม่อลอย              จิตหย่อนคล้อย  กลัดกลุ้ม  เรื่องหลากหลาย
ปัจจุบัน   ความจริง  มีมากมาย                ล้วนเข้าข่าย   โมหะ   เข้าระราน
ไม่เชื่อบุญ  เชื่อบาป  ผลแห่งกรรม           ทำระยำ  อวดดี  แถมเกียจคร้าน
ทั้งหูเบา  เชื่อง่าย  ชอบระราน                  คิดว่าผ่าน  ความจริง  หยิ่งเกินไป 
ไม่รู้ตาม  ความจริง  ปัจจุบัน                   ไม่รู้มัน  เปลี่ยนแปลง   มากแค่ไหน
ยังจมปลัก   ยึดมั่น   อย่างฝังใจ                เรื่องราวใน   อดีต  ไม่เปลี่ยนแปลง       
(๒๗๐)  วิธีกำหนดรู้
ความลังเล  สงสัย  ความใคร่รู้                  ล้วนคงอยู่   โมหะ  ของแสลง
เพราะความจริง  อย่างไร  ยังไม่แจ้ง        ทำเสแสร้ง   แกล้งทำ   ให้ช้ำใจ
(๒๗๓)  การกำหนดรู้จิตหดหู่และจิตฟุ้งซ่าน
(๒๗๓)  ลักษณะของจิตหดหู่และจิตฟุ้งซ่าน

เมื่อ  “จิตตก”  อะไร  ก็เสื่อมถอย             จิตเลื่อนลอย  “ท้อแท้”  ย่อมหวั่นไหว
จิตหดหู่  ฟุ้งซ่าน   หมดอาลัย                  จิตวิ่งไกล   เกินกู่  สู่ภวังค์
(๒๗๙)  วิธีกำหนดรู้ 
จิตหดหู่  ต่างจาก  จิตฟุ้งซ่าน                  จิตงุ่นง่าน  อ่อนไหว  ไร้ความหวัง
จิตหดหู่   คือจิต  ไร้พลัง                          ทุกอย่างพัง   ไม่เหลือ  แม้เยื่อใย
จิตฟุ้งซ่าน   พร่ำเพ้อ  หลายร้อยเรื่อง      อาจสืบเนื่อง  จากจิต   ที่อ่อนไหว
อาจสลับ  สับเปลี่ยน   หมุนเวียนไป        เพราะจิตใจ  วุ่นวาย   ใกล้ทางตัน
ลองหายใจ  ยาวยาว  เข้าหรือออก           จิตหลอนหลอก   คิดไป  ตามใจฝัน
อย่าคิดหวัง  ให้พ้น  ในเร็วพลัน              อย่าไปหวั่น   ว่ามัน  จะวอดวาย
อนิจจัง   ทุกอย่าง  ที่มันเกิด                    อย่าเตลิด   ปล่อยไป   ให้ฉิบหาย
มันไม่เที่ยง   เกิดแล้ว  พังทลาย               เพราะความตาย  ไม่ช่วย  ให้มันดี
ทั้งแรงผลัก  แรงดัน  และแรงอัด             ยากจะวัด   ทุกอย่าง   เพื่อบ่งชี้
หวั่นในอก   ตกหลุม   อเวจี                     อย่าเซ้าซี้   ฟุ้งซ่าน  ปล่อยผ่านไป
(๒๗๘)  การกำหนดรู้มหัคคตจิต
(๒๗๘)  ลักษณะของสภาพอันเป็นมหัคคตจิต

ความเป็นหนึ่ง  ของ  “มหัคคตะ”           สภาวะ  หนักแน่น  ของจิตใจ  
กระแสจิต   มากมาย  กระจายไหล          หลอมรวมได้  เป็นหนึ่ง  ความต้องการ
สมาธิ  แน่วแน่  รวบรวมจิต                    หลอมความคิด  เป็นหนึ่ง  คอยประสาน
หากตัณหา  ราคะ   ยังแผ่วพาน               ยังระราน   ไม่พร้อม    จะน้อมใจ
เมื่อจิตโปร่ง  จิตโล่ง  สภาพพร้อม          เมื่อจิตน้อม  นิ่งอยู่   ไม่สงสัย
อะไรเกิด  ก็ต้อง  ปล่อยมันไป                 เหตุเกิดได้   ดับได้   อนิจจัง                     
(๒๗๙)  วิธีกำหนดรู้
จิตอาศัย  กายใน  การนึกคิด                   ต่างกับจิต  ตั้งมั่น  สู่ความหวัง
จิตตั้งมั่น  เต็มเปี่ยม  ด้วยพลัง               แต่ทุกครั้ง   เกิดขึ้น  แล้วดับไป

(๒๘๐)  การกำหนดรู้สภาวจิตที่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
(๒๘๐)  ลักษณะของสภาวจิตที่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ผลสำเร็จ  ของงาน  สมถะ                     รู้ขณะ  ที่ฌาน   เข้าอาศัย
จิตถูกตรึง  ติดฌาน  ยิ่งมั่นใจ                ไม่หวั่นไหว  ทุกสิ่ง  รอบร่างกาย
ความยึดมั่น  ถือมั่น  อยู่ในฌาน            ล้วนเป็นฐาน  ตั้งจิต   มีหลากหลาย
แนบสนิท  แช่มชื่น  ไม่เสื่อมคลาย        แต่สุดท้าย  เป็นเพียง   อนิจจัง
(๒๘๐)  การกำหนดรู้สภาวจิตที่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
(๒๘๐)  ลักษณะของสภาวจิตที่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

สมาบัติ  สมบัติ   ของผู้ทำ                     ว่าเลิศล้ำ   หรือเพียง  แค่ถูกขัง
จับสิ่งใด   สิ่งหนึ่ง  ได้หรือยัง                หรือแค่หวัง  แค่อ่าน   ผ่านเลยไป
เริ่มแต่ลม  หายใจ  เข้าหรือออก             ยังชอบหลอก  บ่อยครั้ง   ยังสงสัย
ให้ออกยาว  เข้าสั้น   ยังหวั่นใจ              แล้วทำไม  ไม่เป็น  เช่นอยากทำ
เมื่อตามลม  หายใจ  ไปสักพัก                จะรู้หลัก   ทำเอง  ไม่ต้องย้ำ
จิตหลุดบ้าง  ตั้งมั่น  หมั่นจดจำ             ลองฝึกซ้ำ  ทำซ้ำ   ย้ำย้ำไป
(๒๘๒)  ๑.  ปฐมฌาน
เมื่อจิตจับ  อารมณ์  เกิดองค์ฌาน           เมื่อประสาน  ทุกอย่าง  เริ่มสดใส
จิตรวมดวง  เป็นหนึ่ง   เกิดภายใน         ถอยห่างไกล  วิตก  และวิจารณ์
ปิติสุข   เกิดขึ้น   ในดวงจิต                    ละความคิด  จากกาม  ทุกสถาน
เสพวิเวก  สร้างสม   มายาวนาน            ปฐมฌาน  เปิดกว้าง  หนทางไกล
(๒๘๒)  ๒.  ทุติยฌาน
จิตรวมตัว  เป็นหนึ่ง  อย่างแน่วแน่        ปิติแช่  อยู่ได้   ไม่หวั่นไหว
เกิดความสุข   สบาย   ทั้งกายใจ             เข้าออกได้  ทันที  ที่ต้องการ
(๒๘๓)  ๓.  ตติยฌาน
กำหนดรู้  ความสุข  เย็นสงบ                 เริ่มค้นพบ  ความสุข   อย่างชำนาญ
เพียงตั้งใจ  สู่  “ตติยฌาน”                     ก้าวพ้นผ่าน   วิตก  วิจารณ์ไป 
(๒๘๓)  ๔.  จตุตถฌาน
จิตตั้งมั่น  แน่วแน่  สมาธิ                       พ้นปิติ   พ้นสุข   ที่อ่อนไหว
ความเป็นหนึ่ง  เกิดได้  เพียงอึดใจ         ก้าวพ้นได้  ทันที  ที่เรียกหา
ความสุขเย็น  เป็นแค่   สิ่งฉาบฉวย        เริ่มเห็นด้วย  ทุกอย่าง  ปรารถนา
บริสุทธิ์  ผุดผ่อง   แค่ฉาบทา                  อุเบกขา  ปล่อยวาง  ว่างจากใจ
(๒๘๓)  อรูปฌาน
(๒๘๓)  ๑.  อากาสานัญจายตนฌาน

อันช่องว่าง  กว้างยาว   เหลือประมาณ   ดับอาการ  หมายรู้  ถึงสิ่งใหม่
อากาศเป็น   อารมณ์  ที่กว้างไกล            และยิ่งใหญ่  เกินกว่า   จะประมาณ
(๒๘๔) ๒.  วิญญาณัญจายตนฌาน
เป็นอาการ   เพิกถอน   จากความว่าง      สู่แนวทาง  มาดู   รู้จากฌาน
อุเบกขา   ในสิ่ง  ที่ต้องการ                      เมื่อก้าวผ่าน  วิญญาณ  เป็นอารมณ์    
(๒๘๔)  ๓.  อากิญจัญญายตนฌาน
ไร้เรื่องราว   ไร้สิ่ง  ที่ต้องคิด                   ในดวงจิต  ไร้สิ้น   สิ่งขื่นขม
ไร้วิญญาณ  ไร้สิ้น  ไร้แรงลม                  ไร้สิ้นปม  ต้องแก้  แปรเปลี่ยนไป
(๒๘๔)  ๔.  เนวสญญานาสัญญายตนฌาน
สิ้นอารมณ์   ข่มจิต    ทุกทิศว่าง             ความแตกต่าง  สูญสิ้น  ความสงสัย
สิ้นสัญญา  อารมณ์   มาข่มใจ                 สิ้นอาลัย   ปล่อยวาง  หวังนิรันดร์
(๒๘๕)  วิธีกำหนดรู้
ประสบการณ์  เข้าฌาน  ถึงขั้นไหน        จะทำได้   ไม่ได้   ไม่คิดฝัน
จะสำเร็จ  หรือไม่   ไม่สำคัญ                  เพราะว่ามัน  เป็นเพียง   อุปาทาน
คิดว่ารู้   ว่าเห็น  เป็นนิมิต                      ก็แค่คิด  แค่หลง  ปลงสังขาร
ละโลภะ  โทสะ  ถือว่าผ่าน                     ความต้องการ  เพียงแค่   สุขทางใจ
(๒๘๖)  การกำหนดรู้สมาธิจิต
(๒๘๖)  ลักษณะของสมาธิ

สมาธิ  สภาพ   จิตตั้งมั่น                         ก้าวหนึ่งนั้น  แน่วนิ่ง  ไม่สั่นไหว
สภาพจิต   กำหนด  เวลาใด                     นั่งก็ได้  หรือว่า  เดินจงกรม
กำหนดจิต  ตรึงจิต   อยู่กับที่                  มิให้หนี   จากฌาน  แม้ขื่นขม
ความเกิดขึ้น  ตั้งอยู่   เพียงอารมณ์         อย่าให้ล้ม  เพราะจิต   หลงคิดไป
(๒๘๗)  วิธีกำหนดรู้
จิตตั้งมั่น  เกิดได้  หลากหลายทาง          แม้ยามว่าง  ทำงาน  ก็ลื่นไหล
จิตจดจ่อ  ตั้งมั่น  ไม่หวั่นใจ                   ทำอะไร  ลื่นไหล  ลืมเวลา
กำหนดรู้  ตั้งมั่น  สมาธิ                          ตั้งสติ   เพ่งมอง   ใช่เรียกหา
อย่าบังคับ  ขับเคี่ยว   หรือเยียวยา          เพียงถอยมา  เฝ้าดู  รู้ทางลม
(๒๘๘)  การกำหนดรู้จิตหลุดพ้น
(๒๘๘)  ลักษณะของจิตหลุดพ้น

จิตหลุดพ้น  พ้นจาก  อนัตตา                 หลุดออกมา  จากกาม  เคยเสพสม
หลุดออกมา  เฝ้าดู  รู้คำชม                     ความนิยม  รู้เห็น  ความเป็นไป
(๒๘๙)  วิธีกำหนดรู้
การปลดปล่อย  “เปลื้องจิต”  เคยยึดเกาะ   ความจำเพาะ  ปล่อยจาก   เครื่องอาศัย
เครื่องยึดเหนี่ยว  เราไว้   คืออะไร          ปลดเปลื้องได้   จากจิต  คิดกีดกัน
อย่างความสวย  ความรวย  เป็นโลภะ    เพราะโมหะ  หลงผิด  คิดยึดมั่น
แม้ทุกอย่าง  ไม่เหลือ   เมื่อถึงวัน            ความตายนั้น  ไม่นาน  ก็หลงลืม
จิตหลุดพ้น  ความคิด   อิสระ                 แพ้ชนะ  คนได้  แค่ปลาบปลื้ม
เพราะร่างนี้  กายนี้  แค่หยิบยืม              จะสวยอึ๋ม  อย่างไร  แค่ในนาม
(๒๙๒)  ธรรมานุปัสสนา
(๒๙๕)  นีวรณบรรพ  พุทธพจน์  และนิยาม

ธรรมในธรรม   เครื่องกั้น 
นิวรณ์ห้า  รู้ชัดว่า   ยินดี  “พอใจกาม” 
พยาบาท” เคียดแค้น พูดหยาบหยาม   กำหนดยาม  รู้สึก  “จิตหดหู่
จิตฟุ้งซ่าน”   “สงสัยใคร่อยากเห็น”    ยังติดแน่น  ฝังใจ  ใคร่อยากรู้
ไร้ตัณหา   ทิฏฐิ   คิดต่อสู้                      ยังฝังอยู่  ติดแน่น  ค่อยเป็นไป
(๒๙๘)  จุดมุ่งหมาย
“นิวรณ์”  คือ  เครื่องกั้น  ขวางทางจิต  มิให้คิด  ก้าวหน้า  ไปถึงไหน
เรื่องเศร้าหมอง  บั่นทอน  ทั้งกายใจ     ก็คงไม่  อาจเห็น  ตามเป็นจริง
(๒๙๙)  แนวทางฝึก
เพราะนิวรณ์   มันฝัง   อยู่ในจิต            ความนึกคิด  หลงใหล  ในบางสิ่ง
มีทั้งปล่อย  ทั้งห้าม  ทั้งแช่นิ่ง               หรือต้องทิ้ง  ให้ไกล  ไปจากมัน                           
(๓๐๐)  เหตุให้เกิดกามฉันทะและวิธีละ
กามฉันทะ  จากสุภนิมิต                       จากความคิด  เป็นลาง  เหมือนอย่างฝัน
ยังไม่เกิด  ก็เกิด  ขึ้นโดยพลัน               แล้วสร้างสรรค์  ให้เห็น  ความเป็นไป 
“สุภะ”  คือ  ความงาม  จากนิมิต          อยากแนบชิด  กิเลส  เริ่มหวั่นไหว
เพราะความสวย  ความงาม  ยั่วยวนใจ ยิ่งหลงใหล  ลุ่มหลง  บ่งชี้ชัด
(๓๐๑)  ความหมายของกาม
“วัตถุกาม”   คือกามคุณห้า                   รูปนำพา  กลิ่นเสียง  รส สัมผัส
เกิดความรัก  ความใคร่  ความกำหนัด  ล้วนถูกจัด  อยู่ใน   วัตถุกาม
ความรู้สึก   นึกคิด  เป็นกิเลส                ใช่เรื่องเพศ  เรื่องเดียว  ที่หยาบหยาม 
แม้กลิ่นเสียง  ไม่เห็น  แม้รูปนาม          แม้เพียงความ  คิดนึก   ตรึกตรองเอา 
(๓๐๒)  ยอดสุดของกาม
ความพอใจ  ในกาม   เฉพาะตัว             ความเมามัว  ในกาม  หนักหรือเบา
ยิ่งวิตก  ยิ่งเห็น  เหมือนดั่งเงา               อยู่ที่เรา  อย่างเดียว  คอยเกี้ยวพา
(๓๐๔)  การรู้ราคะโดยความเป็นอนิจจัง
ทั้งผิวพรรณ  ผุดผ่อง  เป็นยองใย         ดูสดใส  สะสวย   สะดุดตา   
พิศทางไหน  ก็สวย   ดั่งนางฟ้า            ห่างเวลา   ไม่นาน  ผิวกร้านไป
ตาดำขลับ   กลับกลาย  เป็นฝ่ามัว         ผมบนหัว   เคยดำ  เป็นขาวไส
ร่างสูงโปร่ง  ประเปรียว  เดินว่องไว     ต้องหาไม้  ค้ำยัน  หวั่นล้มลง
อนิจจัง  สังขาร  นั้นไม่เที่ยง                 เวลาเพียง  ไม่นาน  ที่ตามส่ง
แต่สุดท้าย   ชีวิต   ก็ปลิดปลง               สิ่งที่คง  เหลือไว้   แทบไม่มี
(๓๐๕)  กรรมฐาน  ๕
ในพระธรรม   วินัย   ก่อนรับผ้า           อุปัชฌาย์  สอนสั่ง  และบ่งชี้
กรรมฐาน  ทั้งห้า  คิดให้ดี                    ว่าผมนี้  ขนนี้   เล็บ  ฟัน  หนัง 
ท่องกลับไป  กลับมา  สาธยาย              อธิบาย  ให้เห็น  ซึ่งความหลัง
ตั้งสติ   แน่วแน่  และจริงจัง                 ตั้งใจฟัง  คำสอน   อุปัชฌาย์
“หนังศีรษะ”  ปกคลุม  ด้วยกลุ่มผม    มันผสม   เหนียวหนืด  ต้องรักษา
ถ้าไม่สระ  ไม่ล้าง  สักเวลา                   จะรู้ว่า  มันเหม็น   เป็นอื่นไป
ความรู้สึก  โสโครก   สกปรก               ยากหยิบยก  เส้นผม   ที่ตกใส่
แม้อาหาร  อร่อย  กร่อยทันใด              ยอมตัดใจ  ไม่กิน   แถมนินทา
ขนจมูก  ขนคิ้ว    ขนรักแร้                  ไม่เว้นแต่  ขนแขน  ขนง่ามขา
ในซอกเล็บ  เหม็นกลิ่น  ที่ติดมา          ต้องรักษา   ต้องตัด   ขว้างทิ้งไป
ในซอกฟัน  ขี้ฟัน  มันเหม็นบูด           ยากพิสูจน์   เหม็นกลิ่น  สุดทนไหว
ต้องแปรงฟัน  สีฟัน   หมั่นห่วงใย       ลืมเมื่อไหร่  กลิ่นปาก  ยากเกี้ยวพา
และที่สุด  ผิวหนัง   ที่ห่อหุ้ม                มากด้วยกลุ่ม  ขุมขน  มากหนักหนา
ทั้งน้ำเหงื่อ  น้ำไคล  ไหลออกมา          แป้งที่ทา  ประทิ่น  โป๊ะเข้าไป
รวมพลัง  ทวี  เป็นสองเท่า                   นานนานเข้า หมักหมม  สุดทนไหว
เมื่อรู้ชัด  ยิ่งรู้  ยิ่งเข้าใจ                        สัมผัสได้   สุดซึ้ง   อุปาทาน
หากสติ  กำลัง   ยังอ่อนอยู่                   กำหนดดู  สังเกต  ถึงแก่นสาร
การนึกถึง  สติ   กรรมฐาน                   ระลึกผ่าน  ผมขน  เล็บฟันหนัง 
(๓๐๘)  เหตุให้เกิดความพยาบาทและวิธีละ
“ปฏิฆนิมิต”  หงุดหงิดใจ                    ทำอะไร   ขัดใจ  เสียทุกครั้ง
ความคับแค้น  เคืองจิต  เป็นที่ตั้ง         สิ่งที่หวัง  ไม่เป็น  เช่นตั้งใจ
เพียงเจริญ  เมตตา  ภาวนา                  กระแสพา  นำส่ง  สุขสดใส
กระแสน้ำ  จากห้วง  ทะเลใหญ่            ท่วมทับให้   จิตใจ  ได้เย็นลง
(๓๐๙)  ความแตกต่างระหว่าง  “โกรธ”  กับ  “พยาบาท”
ความโกรธนั้น หมายถึง ความขุ่นเคือง    เหตุเกี่ยวเนื่อง  ผัสสะ  ที่ลุ่มหลง
พยาบาท  แค้นใจ  ไม่ยอมปลง             คอยสาปส่ง   เคียดแค้น  และชิงชัง
(๓๑๐)  การรู้ความพยาบาทโดยความเป็นอนิจจัง
พยาบาท  อึดอัด  เหมือนกลัดหนอง    ให้จิตต้อง  เดือดร้อน  เหมือนถูกขัง
พยาบาท  แท้จริง  แค่ความหลัง          เกิดแล้งฝัง  นอนแช่  แผ่พังพาน
จะนั่งนอน  อย่างไร  ก็หมองคล้ำ        หน้ามืดดำ  กลัดกลุ้ม  ไม่อาจหาญ
แก้ไม่ได้   ปล่อยไป   ให้พ้นผ่าน         เรื่องวันวาร  ลืมเถอะ  เลิกฝังใจ
เพราะที่กลุ้ม  เรากลุ้ม  อยู่คนเดียว     เราห่อเหี่ยว   เพื่อนเขา  เที่ยวถึงไหน
หน้าระรื่น  ชื่นบาน  อยู่กับใคร           เรื่องอะไร   ทุกข์ใจ   อนิจจัง 
(๓๑๑)  การแผ่เมตตา
แผ่เมตตา  ตัดไฟ   แต่ต้นลม               ยากจะข่ม  ระงับ  กับความหลัง
อนิจจา  ทุกอย่าง   ไม่จีรัง
                   สิ่งเคยพลั้ง  เคยพลาด   ขออภัย
หากเวรกรรม  เคยก่อ  เคยกินแหนง   เคยคลางแคลง  ต่อกัน  แต่ปางไหน
ขออโหสิกรรม   ทั้งกายใจ                  สิ่งมุ่งร้าย  จงคลาย  หายจากกัน
อานิสงส์  ของการ  แผ่เมตตา             เขาเล่าว่า  มีคุณ  มากมหันต์
หลับเป็นสุข   ตื่นสุข  ทุกคืนวัน         หลับไม่ฝัน  ลามก  สิ่งไม่ดี
เป็นที่รัก   ของเพื่อน   ทั้งมนุษย์        และที่สุด  ถึงแม้  แต่ภูตผี

ไฟ  ยาพิษ  ศาสตรา  ไม่ราวี               จิตย่อมดี  ตั้งมั่น  และผ่องใส
แผ่เมตตา  เลิกรา  การอาฆาต             เพราะมิอาจ   งอกเงย  เป็นดีได้
แผ่เมตตา  เลิกร้าง   ห่างกันไป           อย่าฝังใจ  ฝังจิต  คิดสิ่งดี
(๓๑๒)  การฝึกเจริญเมตตาโดยอาศัยจิตสามัญ
“การอดกลั้น”  ข่มใจ  เพียงหยุดคิด   แค่ปกปิด  เอาไว้   เพียงแค่นี้
วันหนึ่งอาจ  ระเบิด  ขึ้นสักที             ถ้าอย่างนี้   ไม่ดี  ยากทำใจ
“อภัยทาน”  อภัย  ไม่จำกัด                ที่แน่ชัด  ทุกอย่าง  ไม่สงสัย
ส่วนจะทำ  ได้แน่  หรือแค่ไหน          เพียงอึดใจ  ก็รู้  ดูง่ายดาย
ลองสำรวจ  ตัวเรา  ด้วยตระหนัก      ว่าเรารัก  มักโกรธ  หรือมักง่าย
ชอบผูกโกรธ  ผูกจิต  คิดมากมาย      ชอบเบื่อหน่าย  หรือเป็น  เช่นไรกัน
“เมตตาจิต”  ละคิด  การจองเวร        เพื่อเบี่ยงแบบ   ผูกติด  ความคิดฝัน
ยังเสียเปรียบ  ผูกจิต   คิดผูกพัน        อยากมีวัน  อภัย  ใคร่ยินยอม
เปรียบเหมือนเหรียญ  ด้านหัว  คือเมตตา   พลิกกลับมา  ด้านก้อย  ใช่ของหอม
พยาบาท   ผูกจิต   คิดตรมตรอม       เราต้องพร้อม   เลือกหัว   หรือก้อยดี
(๓๑๖)  การเจริญเมตตาโดยอาศัยสมาธิจิต
พยาบาท เหมือนโรค  เหมือนเราป่วย  อยากจะช่วย  พยุง   ร่างกายนี้
มันเคียดแค้น  ชิงชัง   ชั่วตาปี            ยากจะมี   ความสุข   เหมือนผู้คน 
ยอมสละ   ละเสีย   พยาบาท              ละให้ขาด   ตัดใจ   ใคร่เห็นผล
รู้ว่ายาก   ละยาก   จากใจตน              ยอมจำนน  อภัย  ใช้เมตตา
แม้อึดอัด   ขัดใจ   ในครั้งแรก            สิ่งที่แปลก   ความสุข   จะถามหา
ใจจะโปร่ง  สบาย   ด้วยศรัทธา          อยากให้มา  ลองทำ   แม้จำใจ      
ดำเนินจิต  สู่การ   แผ่เมตตา               สำรวจว่า  จิตนั้น  เป็นไฉน  
พยาบาท  ฟุ้งซ่าน   อยู่หรือไม่           รู้แก่ใจ  ให้ละ   ความต้องการ
ธรรมชาติ  ของจิต  อิสระ                  เมื่อได้ละ  ละได้  ความทุกข์ผ่าน
เกิดความสุข  ความคิด  จิตเบิกบาน   แม้มินาน  ก็เห็น   ความเป็นไป
เรื่องกระแส  แผ่จิต   ทิศแตกต่าง       ยังไม่ว่าง  ฝึกฝน  หรือไฉน
แค่ได้รู้  ได้เห็น  เพราะอะไร              แค่ละได้   คลายโกรธ   ถือว่าดี
(๓๒๓)  เหตุเกิดและทางละความง่วงเหงาซึมเซา
เพราะขี้เกียจ  เกียจคร้าน  หรือมึนเมา   จึงง่วงเหงา  ซึมเซา   ไม่เป็นที่
ความพากเพียร บากบั่น หากมันมี     ความยินดี  ตั้งใจ  ไม่ง่วงเลย
(๓๒๓)  ความแตกต่างระหว่าง  “หดหู่” กับ “ง่วงเหงาซึมเซา”
ความหดหู่  มิใช่  ความง่วงเหงา        เป็นความเศร้า  อาลัย  ไม่อยากเผย
ความท้อแท้ ถดถอย ยากเปรียบเปรย    ไม่อยากเอ่ย   เจ่าจุก  ทุกข์ทวี
ความง่วงเหงา  ซึมเซา   ก็แค่ง่วง      มันหนักหน่วง  อยากนอน  เสียเต็มที
หมดพยศ  หมดยาง  หมดดีกรี         นั่งอยู่ดี  ล้มพับ   หลับลืมตัว
อนิจจัง   สติ  ยังไม่เที่ยง                   หวังแต่เพียง   รู้ชัด   ว่าหางหัว
มันหนักหนัก หน่วงหน่วง อย่างน่ากลัว  ตาเริ่มมัว   หรี่หรี่   มีประจำ
(๓๒๕)  พุทโธบายแก้ง่วงขณะบำเพ็ญภาวนา
ตั้งสติ   ให้มั่น   กำหนดรู้                  หากเอาอยู่  เบาใส  ใจชื่นฉ่ำ                            
หากไม่คลาย ทบทวน เนื้อในธรรม   คอยกล่าวย้ำ   ตรึกตรอง  มองเนื้อใน
เมื่อสิ่งใด  เป็นทุกข์  ควรตามเห็น    ว่ามันเป็น  ตัวตน   ที่ตรงไหน
เมื่อไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เพราะอะไร   เจ็บที่ใจ  ใครเจ็บ   หันมามอง
หัวข้อธรรม  มากมาย   ให้ข้อคิด     ความกลัวผิด  ทำจิต   ให้หม่นหมอง                 
เมื่อไม่กลัว  หาญกล้า   ท้าให้ลอง     ความจริงต้อง  เป็นจริง   ทุกสิ่งไป
หากยังง่วง ต้องอ่าน และเปล่งเสียง   เอาสำเนียง  เสนาะ  เจาะถึงใจ
ทั้งบทสวด  บทท่อง   ลองบทใหม่   หากยังไม่   แสยง   แยงช่องหู
เอามือลูบ  แขนขา   ทั่วร่างกาย        ยังไม่คลาย  หรือไม่   สำนึกรู้
ลุกขึ้นยืน   กวักน้ำ   ล้างหน้าดู         ยังไม่สู้  แหงนดู  ทั่วทุกทิศ
กลุ่มเมฆดาว  แพรวพราว  สว่างจ้า  แหงนดูฟ้า  เปิดใจ  ไม่มืดมิด
ยังสว่าง   กลางวัน   สำคัญผิด          คอยข่มจิต  ข่มใจ   ทอดสายตา
ทำแล้วเครียด   กล้ามเนื้อ ถือว่าเพ่ง  อย่าไปเกร็ง   แค่มอง  ตามประสา
ทำให้ว่าง  แค่คิด   สมมติว่า              ระวังอย่า   ไปเกร็ง   เขม็งเกลียว
หากยังละ  ไม่ได้  เดินจงกรม           กำหนดลม  หายใจ   ตาไม่เหลียว
หูจมูก  ลิ้นกาย  ไม่ข้องเกี่ยว            เดินอย่างเดียว  เก็บใจ  ไว้กับลม
พึงสำเร็จสีหไสยาเสีย                      หากยังเพลีย  ทุกอย่าง  ไม่เห็นสม
ตั้งสติ   รู้ตัว    ไม่แช่จม                   สติข่ม  พร้อมตื่น  ลุกขึ้นมา                           
(๓๓๔)  เหตุให้เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจและวิธีละ
ไม่สงบ  ทางใจ  ยังฟุ้งซ่าน              ความรำคาญ  ในกาม  ยังถามหา
กระเพื่อมไหว มากน้อย ค่อยนำพา  แล้วแต่ว่า  คิดเห็น  เป็นอย่างไร
(๓๓๕)  รู้จักลักษณะความฟุ้งซ่าน
ความฟุ้งซ่าน กระพือ พลุ่งพล่านแรง   เหมือนดั่งแสง  เจิดจ้า  ที่สาดใส่
ถามตัวเอง  ฟุ้งซ่าน   อยู่หรือไม่      หากว่าใช่  แค่รู้  ก็เบาลง
แต่ที่ยาก   คือใจ  เราไม่รู้                  เฝ้าจมอยู่  เพราะใจ  ยังลุ่มหลง 
คอยกระพือ   พลุ่งพล่าน  เพิ่มแรงส่ง    ยากจะปลง  ลงได้  ในเวลา
เรื่องจะเปรียบ  จะเทียบ  ทำได้ยาก  ยิ่งฟุ้งมาก  ต้องปล่อย  อย่าคอยหา
เมื่อความฟุ้ง  มันหาย  ค่อยศึกษา    แล้วนำมา  เปรียบเทียบ  หรือเปรียบกัน
(๓๓๖)  ทำทานรักษาศีลแบบอุกฤษฏ์
ตราบใดที่   นิวรณ์   ยังเกาะกุม        ยังต้องกลุ้ม  เพราะใจ ยังใฝ่ฝัน
ตัดนิวรณ์   ให้ได้  ตามให้ทัน           ต้องแบ่งปัน  ต้องให้  อภัยทาน 
เพราะการให้  จะช่วย  ให้เราสุข       ไม่เจ่าจุก   เก็บตัว  คิดฟุ้งซ่าน
ความตระหนี่ ความโลภ ความต้องการ    สืบสันดาน  ตัณหา พาถึงตาย
รักษาศีล  ถือศีล  อย่างเคร่งครัด       เพื่อขจัด  ความโลภ  ให้หนีหาย
ไม่ฆ่าสัตว์   หรือแม้  คิดทำร้าย        ให้ละอาย  ลักทรัพย์  ของของเขา
ไม่พูดเท็จ  พูดหยาบ  เรื่องไม่จริง    ให้ละทิ้ง  นิสัย  เรื่องก่อนเก่า
ห้ามผิดลูก  ผิดเมีย  พรากผู้เยาว์       ของมึนเมา   ห้ามขาด   เช่นสุรา
แม้กิเลส  ยั่วยวน   ชวนให้คิด           ไม่หลงผิด  ไม่เสาะ  แสวงหา
กระแสสุข  สะอาด  จะเข้ามา            รู้รักษา  ไม่พลาด   อาจพ้นภัย
รักษาศีล  ทำทาน  แบบอุกฤษฏ์        ทุ่มชีวิต  เป็นทาน   ไม่หวั่นไหว
วิบากกรรม  มากมาย  ค่อยหายไป    เมื่อจิตใจ  ปลอดโปร่ง  โล่งตื่นรู้    
(๓๔๐)  อาศัยสัปปายะ
“สัปปายะ”  หมายถึง  สิ่งเกื้อกูล       ช่วยเพิ่มพูน  ตั้งมั่น  ให้คงอยู่
แปลง่ายง่าย  สบาย   ให้ฮึดสู้             เพื่อกอบกู้   คงอยู่   กำลังใจ
(๓๔๐)  ๑.  อาวาส
ที่อาศัย  อาวาส  ไม่พลุกพล่าน          ไม่จุ้นจ้าน  จอแจ  จนเกินไป
สงบเงียบ  วิเวก  ขึ้นภายใน               นกต้นไม้  กลิ่นไอ  และอายดิน
(๓๔๒)  ๒.  โคจร
ธรรมชาติ  สงัด  เงียบสงบ                อาจค้นพบ   สิ่งใหม่  อยู่ไม่สิ้น
ทางโคจร  เดินทาง  หาทรัพย์สิน       หาของกิน   ไม่ไกล  จากสถาน 
(๓๔๒)  ๓.  ภัสสะ
การพูดคุย  ภัสสะ   อาจมีบ้าง            เพื่อเป็นทาง   เติมต่อ  แรงบันดาล
มิใช่ฟุ้ง  จนเฟ้อ  เพ้อเกินการ             ขอให้ผ่าน  เมื่อรู้  และเข้าใจ
(๓๔๓)  ๔.  บุคคล
ผู้เกี่ยวข้อง  บุคคล  ล้วนมากมี           คอยยินดี   นอบน้อม  จิตผ่องใส
การตอบโต้  มีบ้าง  หวังเปลี่ยนไป     ยิ่งไถล  นอกเรื่อง   เปลืองเวลา
(๓๔๔)  ๕.  โภชนะ
โภชนะ  อาหาร  ที่เหมาะสม              อย่าชื่นชม  อร่อย  แล้วเสาะหา
เพียงประทัง  ความหิว  เพื่อเป็นยา    เพื่อรักษา  ร่างกาย  ให้มีแรง
(๓๔๔)  ๖.  อุตุ
ระดับของ  ความร้อน  และความเย็น อย่าให้เป็น  ปัญหา   มาแทรกแซง
สมาธิ   มั่นคง  และแข็งแกร่ง             ต้องไม่แกว่ง  เพราะเหตุ  ความร้อนเย็น
(๓๔๕)  ๗.  อิริยาบถ
อิริยาบถท่า  การเคลื่อนไหว               ต้องเป็นไป   คล่องแคล่ว  อย่างที่เห็น
หากกระวน  กระวาย  กระซ่านเซ็น   ถือว่าเป็น  ความฟุ้ง  ปรุงแต่งใจ
กำหนดรู้  ลงสู่  ที่อึดอัด                     กำหนดชัด  จี้ลง   ตรงจุดไหน
กำหนดเหตุ  ความเห็น  เหตุเป็นไป   แล้วเลื่อนไหล  หรือว่าง เบาทั้งตัว  
เวทนา  ที่เปลี่ยน  จากความทุกข์       เป็นความสุข  สงบ  ไม่หมองมัว
“สัปปายะ”   ทั้งเจ็ด  ไม่ครบทั่ว        มิต้องกลัว  ตัวแปร  อยู่ที่ใจ
(๓๔๗)  หยุดตั้งสติระหว่างทำงานหรือพูดคุย
ก่อนจะทำ  ย้ำคิด   ตั้งสติ                  สมาธิ  ฝึกฝน  เป็นนิสัย
ความพลั้งเผลอ  กิเลส พาพลาดไป    อย่าลืมให้  สติ  คอยนำทาง
(๓๔๙)  ใช้ความคิดล้างความคิด
ล้างความคิด  ล้างจิต  ที่อุบาทว์         ล้างให้ขาด  ความคิด  ติดเป็นหาง
ความฟุ้งซ่าน  รำคาญ   ทุกสิ่งอย่าง   ให้สิ้นบาง  สิ้นเชื้อ  สิ้นเยื่อใย
สิ่งไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  อนัตตา            รู้เพียงว่า  เกิดมา  ต้องตักษัย
แล้วยังคิด   ยังเถียง  กันทำไม            แค่ฟังได้   ปล่อยเขา  อย่าเอาความ
(๓๕๐)  สังเกตอาการตกค้างของต้นเหตุความฟุ้ง
เรื่องเลวร้าย  เข้ามา  ในชีวิต               เราเคยคิด  เคยเห็น   ตั้งคำถาม
เคยดีดดิ้น  ทางร้าย   แทบตายตาม     เคยหยาบหยาม  ตนเอง   มามากมาย
เพียงถ้อยคำ   สั้นสั้น   ยังหวั่นจิต       เป็นความผิด   มหันต์  โทษมากหลาย
ความรู้สึก  มืดบอด  แทบวางวาย        เรื่องเลวร้าย   ผ่านมา  แล้วผ่านไป
ต้องเป็นหนี้  เป็นสิน  เที่ยวหาทรัพย์   ต้องหยิบจับ  โน้นนี้  หวังอาศัย
แต่ยิ่งคิด  ยิ่งทำ   ยิ่งช้ำใจ                     หวังอะไร  ผิดหวัง  ทุกครั้งมา
รู้สึกได้  อะไร  ก็ไม่เที่ยง                      มีความเสี่ยง  ให้เรา  ต้องรักษา
เพราะคิดผิด  พูดผิด  หวังเยียวยา       เหมือนขายผ้า  เอาหน้า  ให้รอดตาย
ให้เวลา  เยียวยา  รักษาแผล                 ค่อยค่อยแก้   ความฟุ้ง   ก็จะหาย
เพราะทุกอย่าง  มีดี  ต้องมีร้าย            ต้องคลี่คลาย  ไปได้  ทางมันมี
ถามตัวเอง  ยังอยู่  ในใจไหม               คิดอย่างไร  กับสิ่ง  ที่บ่งชี้
ธรรมชาติ  ของใจ  จะช่วยคลี่             สัจจะนี้   แน่นอน  อนัตตา
(๓๕๒)  ล้างเสียงเพลงจากหัว
ความรำคาญ  ฟุ้งซ่าน   ในสิ่งใด         เมื่อเกิดได้  หายได้  ธรรมดา
เพียงถูกรู้  ถูกเห็น  ถูกนำพา               จะหายหน้า  คลี่คลาย  สบายใจ
(๓๕๔)  ล้างความคิดลบหลู่พระรัตนตรัย
อย่าหลงกล  หลงคิด  หลงมุ่งร้าย        หลงทำลาย  ความเชื่อ  ที่ยิ่งใหญ่
ต้องยอมรับ  ความจริง  สิ่งเป็นไป      หนักเพียงใด  ตั้งจิต   คิดไตร่ตรอง
อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา                       ย่อมรู้ว่า  เป็นจริง   ไม่มีสอง
เพราะร่างนี้  กายนี้  จิตครอบครอง     ยังจับต้อง   คิดเห็น  ว่าเป็นจริง                                             
(๓๕๕)  ใช้ความรำคาญเป็นเครื่องภาวนา
ความฟุ้งซ่าน  รำคาญ  ในตัณหา         เมื่อคิดว่า  ไม่ชอบ  เสียสักสิ่ง
ทั้งกลิ่นควัน สุ่มเสียง เพื่อนชายหญิง  ทั้งที่นิ่ง  ไหวหวั่น   รำคาญใจ
จำใจทน   ฝืนทน  เปิดใจรับ                ลองไปจับ  ไร้ซึ่ง  สิ่งสงสัย
เวทนา  จับต้อง  จึงเป็นไป                  เบาบางได้  รู้ชัด   ตัดอารมณ์
อนิจจัง  ทุกอย่าง  มันไม่เที่ยง             มันเป็นเพียง  ปรุงแต่ง   ของประสม
ทุกข์ไม่ทุกข์  เกิดแต่   ไปนิยม             จึงต้องก้ม  น้อมรับ  กับมันไป 
(๓๕๗)  สวดมนต์
สำรวจกาย  วาจา  ใจให้พร้อม             ค่อยนอบน้อม  พระรัตนตรัย
ตั้งนะโม  บูชา   ด้วยหัวใจ                   สังเกตได้  ความฟุ้ง  จะค่อยคลาย
บทสวดมนต์ทำวัตรเย็น แปล ฉบับสวนโมกข์
บทสวดมนต์ทำวัตรเย็น
คำบูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พระผู้มีพระภาคเจ้า
, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง,
ตรัสรู้ชอบได้ โดยพระองค์เอง
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า
, ผู้รู้ ผู้ตื่นผู้เบิกบาน (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
, ตรัสไว้ดีแล้ว
ธัมมัง นะมัสสามิ
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
, ปฏิบัติดีแล้ว
สังฆัง นะมามิ
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ)
ปุพพภาคนมการ
(นำ) (หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น
อะระหะโต
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทธัสสะ
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง (ว่า ๓ จบ)
๑. พุทธานุสสติ
(นำ) (หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต
ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
, ได้พุ่งไปแล้วอย่างนี้ว่า
อิติปิ โส ภะคะวา
เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
อะระหัง
เป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทโธ
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
วิชชาจะระณะสัมปันโน
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
สุคะโต
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
โลกะวิทู
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษ ที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
สัตถา เทวะมะนุสสานัง
เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทโธ
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
ภะคะวาติ
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้
๒. พุทธาภิคีติ
(นำ) (หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส)
พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต
พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ
, มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณ เป็นต้น
สุทธาภิญูาณะกรุณาหิ สะมาคะตัตโต
มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ และพระกรุณาอันบริสุทธิ์
โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร
พระองค์ใดทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน
, ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน
วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระฐา ชิเนนทัง
ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ ผู้ไม่มีกิเลส พระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า
พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง
พระพุทธเจ้าพระองค์ใดเป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย
ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
, อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่หนึ่งด้วยเศียรเกล้า
พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า
, พระพุทธเจ้าเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า
พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า
พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญูชีวิตัญูจิทัง
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระพุทธเจ้า
วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตามซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า
นัตถิ เม สะระณัง อัญูญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี
, พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน
ด้วยการกล่าวคำสัจนี้
, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา
พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญูญูง ปะสุตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า
, ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้
สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น
(กราบหมอบลงว่า)
กาเยนะ วาจายะวะ เจตัสา วา
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วในพระพุทธเจ้า
พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป
๓. ธัมมานุสสติ
(นำ) (หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว
สันทิฏฐิโก
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง
อะกาลิโก
เป็นสิงที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสิโก
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้
๔. ธัมมาภิคีติ
(นำ) (หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส )
สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย
พระธรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐเพราะประกอบด้วยคุณคือความ
ที่พระผู้มี พระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น
โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท
เป็นธรรมอันจำแนกเป็น มรรค ผล ปริยัติ และนิพพาน
ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี
เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรมจากการตก ไปสู่โลกที่ชั่ว
วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น อันเป็นเครื่องขจัดเสียซึ่งความมืด
ธัมโม โย สัพพะปาณัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง
พระธรรมใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย
ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่สองด้วยเศียรเกล้า
ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม พระธรรมเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า
ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า
ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตตัญจิทัง
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระธรรม
วันทันโต (ตีหัง) จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สธัมมะตัง
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง
ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน
ด้วยการกล่าวคำสัจนี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา
ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้
สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น
(กราบหมอบลงว่า)
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วในพระธรรม
ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระธรรม ในกาลต่อไป
๕. สังฆานุสสติ
(นำ) (หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด
, ปฏิบัติดีแล้ว
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด
, ปฏิบัติตรงแล้ว
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด
, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด
, ปฏิบัติสมควรแล้ว
ยะทิทัง ได้แก่ บุคคลเหล่านี้ คือ
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาหุเนยโย
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
ปาหุเนยโย
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
ทักขิเณยโย
เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน
อัญูชะลีกะระณีโย
เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
เป็นเนื้อนา บุญของโลก
, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้
๖. สังฆาภิคีติ
(นำ) (หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส)
สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต
พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม
, ประกอบด้วยคุณมีความปฏิบัติดี เป็นต้น
โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ
เป็นหมู่แห่งพระอริยะบุคคลอันประเสริฐ แปดจำพวก
สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต
มีกายและจิต อันอาศัยธรรมมีศีลเป็นต้น อันบวร
วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง
ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยะเจ้าเหล่านั้นอันบริสุทธิ์ด้วยดี
สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง
พระสงฆ์ หมู่ใด เป็นสะระณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย
ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น
, อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่สามด้วยเศียรเกล้า
สังฆัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์ พระสงฆ์เป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า
สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์
, และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า
สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญูชีวิตัญูจิทัง
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระสงฆ์
วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม
, ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์
นัตถิ เม สะระณัง อัญูญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง
ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี
, พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน
ด้วยการกล่าวคำสัจนี้
, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา
สังฆัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญูญัง ปะสุตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์ ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้
สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าด้วยเดชแห่งบุญนั้น
(กราบหมอบลงว่า)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง
กรรมน่าติเตียนอันใดที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วในพระสงฆ์
สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระสงฆ์ ในกาลต่อไป
(จบคำทำวัตรเย็น)
กรวดน้ำตอนเย็น
อุททิสสะนาธิฎฐานัคาถา

(นำ)
หันทะ มะยัง อุททิสสะนาธิฎฐานะคาถาโย ภะณามะ เส
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ด้วยบุญนี้ อุทิศให้
อุปัชฌายา คุณุตตะรา อุปัชฌาย์ ผู้เลิศคุณ
อาจะริยูปะการา จะ แลอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน
มาตา ปิตา จะ ญาตะกา ทั้งพ่อแม่ แลปวงญาติ
สุริโย จันทิมา ราชา สูรย์จันทร์ แลราชา
คุณะวันตา นะราปิ จะ ผู้ทรงคุณ หรือสูงชาติ
พรหมะมารา จะ อินทา จะ พรหมมาร และอินทราช
โลกะปาลา จะ เทวะตา ทั้งทวยเทพ และโลกบาล
ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ ยมราช มนุษย์มิตร
มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ ผู้เป็นกลาง ผู้จ้องผลาญ
สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ ขอให้ เป็นสุขศานติ์ ทุกทั่วหน้า อย่าทุกข์ทน
ปุญญานิ ปะกะตานิ เม บุญผอง ที่ข้าทำ จงช่วยอำนวยศุภผล
สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ให้สุข สามอย่างล้น
ขิปปัง ปาเปถะ โวมะตัง ให้ลุถึง นิพพานพลัน
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ด้วยบุญนี้ ที่เราทำ
อิมินา อุททิเสนะ จะ แลอุทิศ ให้ปวงสัตว์
ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ เราพลันได้ ซึ่งการตัด
ตัณหุปาทานะเฉทะนัง ตัวตัณหา อุปาทาน
เย สันตาเน หินา ธัมมา สิ่งชั่ว ในดวงใจ
ยาวะ นิพพานะโต มะมัง กว่าเราจะ ถึงนิพพาน
นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ มลายสิ้น จากสันดาน
ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว ทุก ๆ ภพที่เราเกิด
อุชุจิตตัง สะติปัญญา มีจิตตรง และสติ ทั้งปัญญา อันประเสริฐ
สัลเลโข วิริยัมหินา
, พร้อมทั้ง ความเพียรเลิศ เป็นเครื่องขูด กิเลสหาย
มารา ละภันตุ โนกาสัง โอกาส อย่าพึงมี แก่หมู่มาร สิ้นทั้งหลาย
กาตุญจะ วิริเยสุ เม เป็นช่อง ประทุษร้าย ทำลายล้าง ความเพียรจม
พุทธาทิปะวะโร นาโถ พระพุทธผู้ บวรนาถ
ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม พระธรรมที่ พึ่งอุดม
นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ พระปัจเจ กะพุทธสม-
สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง ทบพระสงฆ์ ที่พึ่งผยอง
เตโสตตะมานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพนั้น
มาโรกาสัง ละภันตุ มา ขอหมู่มาร อย่าได้ช่อง
ทะสะปุญญานุภาเวนะ ด้วยเดชบุญ ทั้งสิบป้อง
มาโรกาสัง ละภันตุ มา อย่าเปิดโอกาสแก่มาร (เทอญ)
(๓๕๙)  บริกรรมพุทโธ

บริกรรม  พุทโธ  เป็นที่พึ่ง                  อีกอย่างหนึ่ง  ช่วยให้  ความฟุ้งหาย
จุดประสงค์  ที่แท้  ของอุบาย              จิตซัดส่าย  ฟุ้งซ่าน  นั้นรวมตัว
(๓๖๒)  เหตุให้เกิดความลังเลสงสัยและวิธีละ
ความลังเล  สงสัย   ในใจคิด                ถูกหรือผิด  งงอยู่   จนปวดหัว
มองให้ชัด  มั่นใจ  อย่าไปกลัว             มิใช่ชั่ว  ไม่รู้  ถามครูเอา
เชื่อในเหตุ  ในผล  ในข้อคิด                ถูกหรือผิด  แค่เพียง  เชื่อตามเขา
อนิจจัง  เรียกกัน  แต่ก่อนเก่า              เหนื่อยใจเปล่า  เถียงกัน  ฟันไม่ลง
(๓๖๓)  ๑.  ความสงสัยในพระรัตนตรัย
พุทธรูป  เป็นเพียง   ปฏิมา                  เราบูชา   มิใช่  เพราะลุ่มหลง
เพราะเลื่อมใส  ศรัทธา  พุทธองค์         เพื่อเสริมส่ง  พระธรรม  ให้กว้างไกล
สิ่งศักดิ์สิทธิ์  มิใช่  ที่อิฐปูน                   เราเทิดทูล  ทุ่มเท  เพราะเลื่อมใส
ทุกข์ทั้งหลาย  เกิดแต่  เหตุทางใจ         เหตุหมดไป  ความทุกข์  ก็มลาย
เหตุทางใจ  เกิดแต่  เพราะครุ่นคิด        เฝ้านิมิต   ปรุงแต่ง  มิห่างหาย
อุปาทาน  ความคิด  จนบานปลาย        แต่สุดท้าย  เป็นเพียง  อนิจจัง                                   
(๓๖๖)  ๒.  ความสงสัยในวิธีการปฏิบัติและผลการปฏิบัติ
เพราะอะไร  สงสัย  ยังไม่หาย              คงเวียนว่าย   เข้ามา  สู่กรงขัง
ตอบไม่ได้  คลายยาก  เสียทุกครั้ง        แต่ยังฝัง   ตั้งอยู่  ให้เว้นวาย
(๓๖๖)  สงสัยว่าทำมาถูกทางหรือเปล่า
ข้อกังขา  อย่างนี้  มีขึ้นบ่อย                 แล้วก็พลอย  สงสัย  อยู่ไม่หาย
เดินถูกทาง  แน่หรือ  หรือเป็นควาย     เดินตามท้าย   ตามตูด  เขาเรื่อยไป   
แม้เพียงธรรม  ควรหรือ  ถือว่าเที่ยง    หาเป็นเพียง  ตัวตน  ของตนไม่
อิริยาบถควร  หรือสงสัย                      แค่เพียงใจ  ปรุงแต่ง  สาธยาย
เพียงแค่ลม  หายใจ  ที่เข้าออก             เพียงแค่บอก  ธาตุหก  แล้วขยาย
เพียงแค่สิ่ง  โสโครก  ในเรือนกาย        ดีหรือร้าย  สุดแต่  เวทนา
เพราะโลภะ  โทสะ  หรือโมหะ             สภาวะ  แห่งธรรม  ที่เรียกหา
พึงมั่นใจ  ในสิ่ง  ที่ทำมา                      ถือได้ว่า  ถูกทาง  แล้วแน่นอน
(๓๗๑)  สงสัยว่าเห็นไตรลักษณ์จริงหรือไม่
อนิจจัง  เป็นจริง  สิ่งเปลี่ยนไป            คงมิใช่  อยู่ได้   เพราะคำสอน
เหตุแห่งทุกข์  เพราะใจ  ที่เว้าวอน       เหตุครั้งก่อน  ฝังใจ  อยู่เรื่อยมา
อนัตตา  ตัวตน  ใช่ของตน                   มิหลุดพ้น  จากกรรม  ยากนักหนา
เพียงหยุดคิด หยุดเขียน หยุดพรรณนา   ให้เวลา  ผ่อนคลาย    เงียบหายไป
(๓๗๓)  สงสัยว่าทำไมจิตตกอยู่เรื่อย
เพราะจิตเรา  มันเป็น  อนัตตา             ยากนำพา  ควบคุม  บังคับได้
เมื่อจะเกิด  ต้องเกิด  อย่าหวั่นใจ          “นับหนึ่งใหม่”  ทุกครั้ง  ที่ร้างลา
(๓๗๔)  วิปัสสนูปกิเลส
วิปัสสนานุปกิเลส                                 ผลจากเหตุ  เกิดจาก  ที่เรียกหา
เป็นเครื่องล่อ  ให้ก้าว  เพื่อรักษา           เพื่อนำพา  เกื้อกูล  หนุนนำไป
ขอเพียงแต่  กำหนด  สติรู้                     เพื่อนำสู่  แนวทาง  ที่โปร่งใส
เพียรศึกษา  ทุกข้อ  ด้วยตั้งใจ               หวังเพียงให้  หลุดหาย  คลายนิวรณ์
(๓๗๖)  ๑.  โอกาส
แสงสว่าง  “อาโลกสัญญา”                   ประหนึ่งว่า  เป็นแสง  แห่งคำสอน
ผุดสว่าง  ขึ้นดั่ง  ลางสังหรณ์               เป็นกลุ่มก้อน  ฐานสี่  มีปัจจัย
เป็นโอกาส  ให้เกิด  การสืบต่อ              เป็นข้าวห่อ  ให้พก  ตุนเอาไว้
อสุภกรรมฐานซากเนื้อ                         ตักษัยเมื่อ  เวลา  ย่อยสลาย
หรือเห็นแสง  สุกใส  ในนิมิต                อย่าไปคิด  ปรุงแต่ง   เพื่อขยาย
อนิจจัง  ตัวตน  เมื่อต้องตาย                อาจละอาย  บาปกรรม  ที่ทำมา
อย่าไปลุ่ม  ไปหลง  พงหญ้ารก             อย่าไปตก  ยึดมั่น   สิ่งเรียกหา
แม้หลับอยู่  ยังเห็น  เหมือนลืมตา         รู้เพียงว่า  ปัญญา  เกิดแล้วจริง
เหมือนดวงตา  เห็นธรรม  เกิดขึ้นแล้ว  เหมือนดวงแก้ว  เกิดฌาน  สงบนิ่ง
แสงสว่าง  วิชชา  อีกหลายสิ่ง                อย่าเพิ่งทิ้ง  ฝึกจิต  คิดเรื่อยไป
อย่าหลงตัว  หลงตน  ว่ารู้แล้ว               อาจกินแห้ว  แน่นอน  ไม่สงสัย
ยังยึดมั่น  ถือมั่น  เต็มหัวใจ                   ยังห่างไกล  หนทาง  บรรลุธรรม
(๓๗๙)  ๒.  ปีติ
ความอิ่มใจ  เบิกบาน   คือ”ปิติ”             เหมือนมะลิ  ส่งกลิ่น  หอมลึกล้ำ
ความวิเวก  ความว่าง  ยังดื่มด่ำ              ยังตอกย้ำ  ให้เห็น  สิ่งเปลี่ยนไป
(๓๘๐)  ๓.  ปัสสัทธิ
“ปัสสัทธิ”  สงบ  กายและจิต                 หยุดความคิด  ฟุ้งซ่าน  หรือเผลอไผล
เกิดความว่าง  สงบ  ขึ้นภายใน               ทุกอย่างไร้  ตัวตน  อนัตตา
เป็นเพียงธาตุ  ดินน้ำ  ไฟและลม            มาประสม  ให้เกิด  สิ่งเรียกหา
เหมือนภายนอก  ทั่วไป  ไร้มารยา          รู้เพียงว่า  ปรุงแต่ง  ทั้งกายใจ            
(๓๘๑)  ๔.  สุข
ความสบาย  ทางกาย  และทางจิต           ความนึกคิด  ความสุข  ความสดใส
เป็นความสุข  ที่เกิด  ขึ้นภายใน              ระลึกได้   ว่าสุขเวทนา            
(๓๘๒)  ๕.  ญาณะ
เรียก  “ญาณะ” ความรู้  ความหยั่งรู้       เข้าไปดู  ไปเห็น   ไปศึกษา
สักแต่ธาตุ  คือธาตุ  ธรรมดา                   พร้อมกันมา  ประชุม  เป็นเรือนกาย
มีวิญญาณ  เข้าครอง  มีดวงจิต               มีความคิด  รู้ชัด  จึงซัดส่าย
มีสุขบ้าง  ทุกข์บ้าง  อยู่ประปราย           สิ่งทั้งหลาย  หลากล้วน  อนิจจัง
วิบากกรรม  ครั้งก่อน  ยังแอบอิง            กิเลสนิ่ง  ยังแช่  เหมือนถูกฝัง
เพื่อจะหลุด  จะถอน  จากภวังค์              สร้างความหวัง  หยั่งรู้  ความเป็นจริง
สักแต่รู้  ว่าเกิด  แล้วก็ดับ                         เป็นความลับ  ตัวตน  อีกหนึ่งสิ่ง
เพราะมิใช่  ตัวตน  ของตนจริง               แค่แอบอิง  สร้างภาพ  หยาบมารยา  
(๓๘๓)  ๖.  อธิโมกข์  ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ
น้อมใจเชื่อ  ว่าใช่  จริงแน่แล้ว                 คงไม่แคล้ว  ปลงใจ  ศรัทธากล้า
มหัศจรรย์นิมิตเกิดมา                             หลงเชื่อว่า  เป็นจริง  เสมอไป
ความหลุดพ้น  จากทุกข์  น้อมนำจิต      แค่นิมิต  ปรุงแต่ง  อย่าเผลอไผล
สภาวะ  นิมิต  เกิดที่ใจ                            รู้สึกได้  ปรุงได้  เสมอมา
ธรรมชาติ  เมื่อเห็น  การเกิดดับ             นิ่งใจรับ  ไม่คิด  จะเสาะหา
ยังยึดมั่น  ถือมั่น  ทุกเวลา                      ยากนำพา  ปล่อยวาง  อย่างตั้งใจ 
(๓๘๕)  ๗.  ปัคคาหะ  ความเพียรที่พอดี
“ปัคคาหะ”  ความเพียร  ที่พอดี             ทำแค่นี้   พอดี  หรือแค่ไหน
เพราะเหน็ดเหนื่อย หักโหม มากเกินไป ว่างเมื่อไร  ค่อยทำ  เหมือนอำพราง
กำหนดรู้  เมื่อไหร่  ควรจะปล่อย           อย่ารอคอย  ปัญหา  ควรสะสาง
กำหนดรู้  สติ  ให้เป็นกลาง                    อย่าปล่อยวาง  เพราะอาจ  ขาดตอนไป
ลักษณะ  ความเพียร  ที่พอดี                  รู้สึกมี  ความสุข  มากแค่ไหน
เพ่งดูกาย  ดูจิต  ที่เคลื่อนไหว                มรรคผลใด  อย่าหวัง  ว่าต้องมี
เวทนา  และธรรม  ความหยั่งรู้              กำหนดดู  ให้เห็น  เพื่อบ่งชี้
หากยังยึด  ยังหวัง  ยังยินดี                    เพียงแค่นี้  ไม่ซึ่ง  กึ่งแก่นธรรม
(๓๘๖)  ๘.  อุปัฏฐาก   สติแก่กล้า สติชัด
มีสติ  คงที่  และมั่นคง                           ไม่ลุ่มหลง  ไปตาม  สิ่งชี้นำ
ไม่ยึดมั่น  ถือมั่น  สิ่งตอกย้ำ                  ไม่กลายกล้ำ  ทุกอย่าง  พลั้งผิดไป
อิสระ  แท้จริง  จากความจิต                  เมื่อดวงจิต  ปล่อยวาง  ว่างลงได้
ปลอดจากทุกข์  จากสุข  แม้อึดใจ          ปล่อยวางให้  เป็นไป  ตามแก่นธรรม
(๓๘๗)  ๙.  อุเบกขา  ความมีจิตเป็นกลาง
การวางจิต  เป็นกลาง  อุเบกขา              หมายความว่า  ไม่หลง  สิ่งลึกล้ำ
สัมผัสรู้  ว่าใจ  คอยตอกย้ำ                    ไม่ปล่อยนำ  ให้จิต  คิดไปเอง
น้ำจะหก  ฝนตก  พื้นจะเปียก               ใจมันเรียก  หวั่นไหว  ให้กลังเกรง
เพียงนิมิต  ลองใจ  ใช่ข่มเหง                อย่ารีบเร่ง  ร่ำร้อง  ลองใจกัน
(๓๘๘)  ๑๐.  นิกันติ  ความพอใจ ติดใจ
“นิกันตี”  ติดใจ  พึงพอใจ                    ร้องว่าใช่  สิ่งนี้  แหละที่ฝัน 
เพราะตรงใจ  นิสัย  จึงยืนยัน               บอกว่ามัน  ใช่แน่  เที่ยงแท้เลย
เพราะหลงรูป  หลงกลิ่น  ถ้อยสำเนียง เพียงยินเสียง  รู้ชัด  คำเฉลย
เพราะความหลง  อัตตา  จนคุ้นเคย     เพียงเปรียบเปรย  ให้เห็น  เป็นแนวทาง
อย่าไปคิด  ไปฝัน  ว่ามันต้อง               อย่าไปมอง  ไปเห็น  เป็นตัวอย่าง
อย่าอยากรู้  อยากเห็น  สิ่งฝ้าฟาง         เมื่อฟ้าจาง  ค่อยเห็น  ความเป็นจริง  
(๓๘๙)  แนวทางแก้ผลข้างเคียงจากการภาวนา
เมื่อจิตรวม  เป็นหนึ่ง   จึงอาจเห็น      อาจโดดเด่น   ขึ้นบ้าง  ในบางสิ่ง
หรืออาจไม่  เห็นเลย  ยังแน่นิ่ง            ไม่ไหวติง  ลุ่มหลง  ให้ปลงใจ
เป้าหมายแห่ง  สติ  ปัฏฐานสี่               หวังสิ่งที่  ทำจิต  ให้ผ่องใส
เกิดความว่าง  โปร่งโล่ง  ทั้งนอกใน      มิหวังให้  ได้เห็น  เป็นชิ้นอัน
(๓๙๐)  ความเครียด
ยิ่งเพ่งแรง  ความเครียด  จักถามหา     ยิ่งแรงกล้า  ความเครียด  มันกระสัน
ปล่อยให้ว่าง  วางลง  ตามใจมัน           ยิ่งมุ่งมั่น  โลภะ  จะครอบครอง
(๓๙๓)  อาการตาแข็งค้างนอนไม่หลับ
หากตื่นตัว  เกินไป  กายจะเกร็ง           จิตจะแข็ง  ตาค้าง   เหมือนถูกของ
ควรผ่อนคลาย  ใจกาย  มิให้พร่อง       และจะต้อง  ยอมรับ  กับความจริง
(๓๙๔)  เหน็บชาและอาการเคลื่อนไหวไม่ได้
เมื่อนั่งนาน  อาจเกิด  เป็นเหน็บชา      เข่าแข้งขา  เป็นเหน็บ   เมื่อนั่งนิ่ง
เดินจงกรม  เสียบ้าง   จะดียิ่ง              อีกหนึ่งสิ่ง  ต้องทำ  สลับกัน
ต้องยืดเส้น  ยืดสาย  ให้คลายเส้น        เพราะว่าเอ็น  มันยึด  ไม่สุขสันต์
ต้องเดินบ้าง  นั่งบ้าง  เพื่อยืนยัน         เหน็บชานั้น  เกิดได้  ก็คลายไป
(๓๙๕)  ความคัน
อาการคัน  ยุบยิบ  เหมือนแมลง          มันคอยแย่ง  ความสุข  ให้สงสัย
เกิดทุกครั้ง  เกิดบ่อย  เพราะอะไร       หรือว่าใช่  ผลกรรม  ที่ทำมา
หรือเพราะศีล  มันขาด  ไม่เต็มร้อย    เคยเกิดบ่อย  หรือเพราะ  วาสนา
ชดใช้กรรม  เลยคิด  แผ่เมตตา            ดูเหมือนว่า  เบาบาง  ห่างหายไป
(๓๙๖)  ตกภวังค์บ่อย
สมาธิ  ทุกครั้ง  มักโงกง่วง                  ยังเป็นห่วง   ภวังค์  พลั้งเผลอไผล
บ่อยครั้งที่  เคลิ้มหลับ  น่าตกใจ          ตั้งต้นใหม่  ม่อยหลับ  เกือบทุกที
ความอ่อนเพลีย  ทานศีล  ไม่มั่นคง    แรงหนุนส่ง  กำลัง  ไม่คงที่
ออกกำลัง  ร่างกาย  ไม่พอดี                สติมี  ฝึกฝน  ทนทำไป
(๓๙๘)  เกิดนิมิตสมาธิให้ส่งจิตออกนอก
เกิดนิมิต  เกิดเห็น  เป็นแสงบ้าง          เกิดเป็นร่าง  ภาพสวย  หรืออ่อนไหว
รู้สึกหอม  หรือเหม็น  ขึ้นจับใจ           เสียงร้องไห้  ครวญคราง  อย่างน่ากลัว
“บริกรรม”  นิมิต  เห็นชั่วคราว           แล้วเรื่องราว  ทุกอย่าง  หายจากหัว
“อุคคหนิมิต”  ไม่พร่ามัว                     เห็นชัดทั่ว  ตามแช่  แม้หลับตา
“ปฏิภาคนิมิต”     เหมือนตาเห็น         แถมโดดเด่น  แปรเปลี่ยน  ดั่งเรียกหา
ย่อขยาย  ทำได้  ทุกเวลา                      ประหนึ่งว่า  ถอดมา  จากของจริง   
ในขอบเขต  กายใจ  อสุภะ                   ลักษณะ  น้อมนำ  เห็นบางสิ่ง
พิจารณารู้ ข้ออ้างอิง                            เห็นชัดยิ่ง  ธาตุสี่  ในเรือนกาย
เพื่อถอดถอน  กิเลส  ความพ้นทุกข์     ที่ยังขลุก  ฝังอยู่  มิรู้หาย
ภาพยังติด  ตั้งมั่น  ไม่เว้นวาย              นิวรณ์ร้าย  ฝังติด  ยังคิดไกล
ตัดนิวรณ์  ไม่หาย  ธรรมไม่เกิด           ยังเตลิด  ลุ่มหลง  อย่าสงสัย
กามฉันทะ หมายว่า  ความพอใจ          ความหลงใหล  ใฝ่ฝัน กามโลกีย์
พยาบาท  จองเวร  ถูกลงทัณฑ์             ยังห้ำหั่น  ใจอยู่  ยากหลบหนี
ทรมาน   ใจกาย   ชั่วตาปี                      มลทินนี้  ยากที่  จะลืมเลือน
ความลังเล  ท้อแท้  หมดกำลัง               ความผิดหวัง  เลวร้าย  ไม่มีเหมือน
ความซัดส่าย  ขลาดกลัว  สติเตือน       มาแวะเยือน  ทุกครั้ง  เหมือนอย่างฝัน
(๔๐๑)  อาการหมุน
อาการหมุน  ประหลาด  อาจเกิดได้      แค่อึดใจ  ไม่นาน  ก็แปลผัน
ทำใจไว้  ทุกครั้ง  ยังไม่ทัน                   ยังไหวหวั่น  ไม่นาน  พลันหายไป
(๔๐๒)  อาการเหมือนลอย
อาการเบา  ลอยขึ้น  อย่างชัดเจน          อาจลอยเด่น  ลอยขึ้น  จนสงสัย
แต่ความจริง  ก็เป็น  แค่อึดใจ               ว่าเหาะได้  ลอยได้  อะไรกัน             
(๔๐๓)  กายโยกโคลงหรือเคลื่อนไหวเอง
กายโยกโคลง  เคลื่อนไหว  ก็อาจมี       ในการที่  เพ่งเกร็ง  เหมือนคล้ายฝัน
มันจะเกิด  ให้เกิด  ตามใจมัน                ยิ่งยืนยัน  ว่าเป็น  อนัตตา
เพราะตัวเรา  ของเรา  ใช่ของเรา          บังคับเอา  ไม่ได้  แม้ท่วงท่า
จะได้รู้  ได้เห็น  ความเป็นมา               เจตนา  แห่งเหตุ  และปัจจัย 
(๔๐๔)  เกิดกระแสพลังโคจร
เกิดกระแส  โคจร  ย้อนพลัง                 มิยับยั้ง  วิ่งพล่าน  ให้หวั่นไหว
เกิดกระแส  แปลบปลาบ  ขึ้นภายใน     อย่าเพิ่งใช้  หรือปล่อย  แค่คอยดู
(๔๐๕)  จิตดิ้นเหมือนจะแยกออกจากกาย
เหมือนดั่งจิต  ดีดดิ้น  ออกจากร่าง       กลัวพลาดพลั้ง  ยิ่งกลัว  ยิ่งอดสู
อุเบกขา  วางเฉย  กำหนดรู้                   หรือคิดอยู่  ถอดจิต  ออกจากกาย
อย่าเพิ่งคิด  เพิ่งทำ  กำลังน้อย              อย่าเพิ่งปล่อย  แค่คิด  ก็ใจหาย
ไม่ต้องกลัว  หรือหวั่น  อันตราย           เพราะบั่นปลาย  แห่งจิต  อนิจจัง
(๔๐๘)  ขันธบรรพ  พุทธพจน์
พึงเห็นธรรม  ในธรรม  อุปาทาน          เพื่อก้าวผ่าน  ขันธ์ห้า  สิ่งมุ่งหวัง
เพียงสักว่า  ไว้รู้  ไม่จีรัง                         เพียงสักครั้ง  ได้เห็น  ความเป็นไป
(๔๐๙)  นิยาม
กายใจคือ  ขันธ์ห้า  มายาวนาน             “อุปาทาน”  นึกคิด  ตามนิสัย
เพราะตัณหา  ครอบงำ  ทั้งกายใจ          ยากลืมได้  จำได้  เสมอมา 
ส่วน “ขันธ์”  นั้น  หมายว่า  เป็นกองกอง  เหมือนกับของ  กองรูป  เวทนา
(๔๑๑)  รูปขันธ์
“รูปขันธ์” คือ  ทุกส่วน  ของกายา         กองเบื้องหน้า  เห็นชัด  เป็นรูปธรรม
มีธาตุดิน  ธาตุน้ำ  และธาตุไฟ               ส่วนพัดไหว  ธาตุลม  ช่างลึกล้ำ
อัศจรรย์   เราเห็น  เป็นประจำ               ร่วมน้อมนำ  ปรุงแต่ง  เปลี่ยนแปลงไป
(๔๑๑)  เวทนาขันธ์
เวทนา  คือขันธ์  เวทนา                         จิตนำพา  ทุกข์สุข  คือนิสัย
ความรู้สึก  เกิดมี  เปลี่ยนว่องไว            เปลี่ยนตามใจ  ตามจิต  คิดละวาง
(๔๑๑)  สัญญาขันธ์
“สัญญาขันธ์”  กองขันธ์  แห่งความจำ ความลึกล้ำ  จำได้  หมายสะสาง
ว่าสิ่งนั้น  สิ่งนี้  ทุกสิ่งอย่าง                   มิเลือนราง   จดจำ  นำทางไป                        
(๔๑๒)  สังขารขันธ์

“สังขารขันธ์”  สภาพ  ปรุงแต่งจิต       แต่งความคิด  แต่งจิต  ให้สดใส
เจตนา  ปรุงแต่ง  ทุกอย่างให้                มืดมิดได้  สว่าง  อย่างมารยา
เจตนา  ทางกาย   กายสังขาร                วจีผ่าน  ถ้อยคำ  ทางภาษา 
มโนผ่าน   ตรองตรึก   นึกออกมา         เจตนา  ผ่านกาย  วาจาใจ 

(๔๑๓)  วิญญาณขันธ์
“วิญญาณขันธ์”  คือจิต  ที่รู้แจ้ง           รู้ถึงแหล่ง  กำเนิด  แยกแยะได้
อายตนะต้อง  กันสิ่งใด                         ความเป็นไป  รู้แจ้ง  แหล่งเกิดธรรม 
(๔๑๔)  จุดมุ่งหมาย
เพื่อให้เห็น  กายใจ  ในรูปขันธ์             ให้รู้มัน  ไม่เที่ยง  เฝ้าตอกย้ำ
เหตุแห่งทุกข์  ทั้งหลาย  ให้จดจำ         ทุกถ้อยคำ  ไม่เที่ยง  อนัตตา
สักแต่เป็น  เพียงรูป  ให้เราเห็น            สักแต่เป็น  ความคิด  ที่เรียกหา
สักแต่เป็น  รูปขันธ์  เวทนา                  ทั้งสัญญา  สังขาร  และวิญญาณ
อย่าลุ่มหลง  ยึดติด  ภาพอดีต              อย่าไปกรีด  แผลช้ำ  ให้เลือดพล่าน
ให้เบื่อหน่าย  ให้คลาย  ความต้องการ  คอยล้างผลาญ  ใจเรา  เหมือนเผาไฟ
(๔๑๖)  แนวทางฝึก   
ประสบการณ์  เมื่อเห็น  ขันธ์เกิดดับ    เกี่ยวเนื่องกับ  สิ่งเห็น  จับต้องได้
อุปมา  เหมือนอย่าง  สิ่งเปลี่ยนไป        คิดว่าใช่  เมื่อเกิด  เวทนา 
เหมือนดั่งฝน  กระทบ  ผิวแผ่นน้ำ       กระทบซ้ำ  เกิดฟอง  มากหนักหนา
เพียงเดี๋ยวเดียว  แตกโป๊ะ  อุปมา          หมดเวลา  ไม่เหลือ  แม้เยื่อใย
สัญญาขันธ์  เหมือนเงา  พยับแดด       ความร้อนแผดเผาส่อง  ถึงไหนไหน
เต้นระยิบ  ระยับ  อวยกลิ่นไอ              ธารน้ำใส  กลางทุ่ง  ทะเลทราย
แท้จริงแล้ว  เป็นเพียง  ภาพลวงตา      คิดขึ้นมา  ลวงตา  น่าใจหาย
สังขารขันธ์  ไร้แก่น  พยุงกาย              คิดดีร้าย   ทางกาย  วาจาใจ
วิญญาณขันธ์  เหมือนเล่น  มายากล     เพื่อฝูงชน  รับรู้  แปลความได้
อายตนะต้อง  แปลความไป                  แต่สุดท้าย  ไม่เหลือ  อะไรเลย
ปรากฏการณ์  ลวงใจ  ขันธ์เกิดดับ       ใจตอบรับ  ปรุงแต่ง  แล้วเฉลย
สิ่งผ่านมา  ผ่านไป  เห็นจนเคย            เพียงเปรียบเปรย  ให้เห็น  ความเป็นไป
(๔๑๙)  ขันธ์ที่ควรเห็นในชีวิตประจำวัน
ขันธ์ที่เห็น  ไม่เค้น  ไม่เพ่งเล็ง             ไม่ต้องเกร็ง  ต้องฝืน   ต้องขับไส
เมื่อต้องพูด   ต้องทำ   ต้องเข้าใจ         สิ่งอื่นใด  ให้ดู  ผู้กระทำ
“ลมหายใจ”  เข้าออก   บอกให้รู้          ว่ายังอยู่  ธาตุลม   ยังตอกย้ำ
“อิริยาบถนั่ง    เป็นประจำ                   มิใช่อำ  รู้พร้อม  ถึงวิธี
“ความเป็นสุข”  รู้สึก  ว่าสบาย            เมื่อกลับกลาย  “เป็นทุกข์”  ให้หมองศรี
ทั้งกายใจ  ห่อเหี่ยว   ไร้ชีวี                   ความฟุ้งนี้  เกาะกุม  กลุ้มใจกาย
แต่ทุกย่าง   ไม่เที่ยง  เพียงเกิดดับ        แม้เกิดกับ  ตัวเรา  ก็ห่างหาย
เพราะยึดมั่น  ถือมั่น  เลยกลับกลาย    มาทำร้าย  แม้ยัง  ไม่ตั้งใจ
“เจตนา”  เฝ้าดู  ความไม่เที่ยง            กำหนดเพียง  ทิศทาง   ที่เคลื่อนไหว
 สภาวะ  ผูกพัน  กับสิ่งใด                    อาจหลุดได้  เลิกได้  อุปาทาน
สภาวะรู้   อายตนะ                              วิญญาณจะ  เติมแต่ง  สอดประสาน
ความรู้แจ้ง   ทางกาย  ทางวิญญาณ     สัมผัสผ่าน  รู้เห็น  หรือได้ยิน
ตาไว้ดู   ส่วนหู  เอาไว้ฟัง                    จมูกยัง  สูดปล่อย  คอยดมกลิ่น
ลิ้นลิ้มรส  อร่อย  ค่อยตักกิน               กายรู้สิ้น  ร้อนเย็น  อุ่นอายไอ
เมื่อรู้ชัด  รู้ซึ้ง   สิ่งเหมาะสม               ไม่นิยม  มุ่งร้าย   ทำลายใคร
การรับรู้  วิญญาณ  รู้จิตใจ                   รู้นิสัย   กระทั้ง ทิศทางลง
(๔๒๓)  ขันธ์ที่ควรเห็นขณะนั่งสมาธิ
สมาธิ   นั่งลง  พิจารณา                       เพียงหลับตา  ตัดจาก   สิ่งประสงค์
ไม่รับรู้  จำเพาะ  เจาะจำนง                 หวังเพียงส่ง  ศึกษา  ลมหายใจ  
หายใจเข้า  ว่าเข้า  ไม่วอกแวก             ตีให้แตก  กองลม  อยู่ที่ไหน   
 สติรู้  ตั้งมั่น   อยู่ภายใน                     มองเข้าไป  ถึงขันธ์  ที่ครอบครอง
ปล่อยวางได้   เพราะฟัง  หรือเพราะคิด  สิ่งหลงผิด  ปลดปล่อย   คืนสนอง
“วิปัสสนา” ขันธ์  ที่รับรอง                ตามครรลอง  เกิดดับ  สลับไป
รูปไม่เที่ยง   เปลี่ยนแปลง  จึงเป็นทุกข์  นั่งเจ่าจุก  เพราะจิต   มันอ่อนไหว
เวทนา  ลำเอียง   เปลี่ยนว่องไว          ยากตามใจ  ตามจิต  คิดไม่ทัน
ทั้งสัญญา  สังขาร  และวิญญาณ        สิ่งพบพาน   ไม่เที่ยง  เพียงกระสัน
เกิดเป็นทุกข์  ทางใจ   ในเร็วพลัน      ความทุกข์นั้น  ฝังแช่   แผ่ไปไกล
รู้เถิดว่า  ขันธ์ห้า  นั้นไม่เที่ยง             เป็นความเสี่ยง  เป็นทุกข์  จิตหมองไหม้
หากเลิกยึด  เลิกคิด  เลิกอาลัย             สุขทางใจ  ย่อมเกิด  เป็นทวี 
(๔๒๕)  เคล็ดลับเห็นขันธ์ผ่านอานาปานสติ
(๔๒๕)  รูปขันธ์

การฝึกลม  หายใจ  ในรูปขันธ์            ฝึกให้มัน  เข้าออก   ตามวิถี
จับกองลม  เข้าออก   ตามวิธี              เริ่มต้นมี  หยุดลง  ตรงจุดใด
ลักษณะ  ขณะ  เริ่มเกิดลม                  สูดแล้วจม  เลื่อนลง  หรือเลื่อนไหล
จากจมูก  สู่ท่อ   ลมหายใจ                 หยุดก่อนไป  หยุดก่อน  แล้วผ่อนคลาย
(๔๒๖)  เวทนาขันธ์
ความรู้สึก  โล่งใจ  สุขสดชื่น              เมื่อจิตตื่น   ตั้งมั่น   แล้วจมหาย
เมื่อเกิดสุข  สงบ  จิตสบาย                 เพียงร่างกาย  อย่าเกร็ง  เร่งทันที
(๔๒๖)  สัญญาขันธ์
เมื่อจิตนิ่ง  สงบ  บางขณะ                  “อนิจจสัญญา”  กลับบ่งชี้
ว่าไม่เที่ยง   ไม่คง  อยู่อย่างนี้              ทุกอย่างที่  เกิดขึ้น  ต้องดับลง
(๔๒๗)  สังขารขันธ์
เป็นอาการ  ตรึกนึก  ลมหายใจ           ผุดขึ้นได้   ตามใจ  ความประสงค์
เจตนา  มุ่งมั่น  ไม่เจาะจง
                   ไม่เสริมส่ง   เร่งเร้า  อนัตตา
(๔๒๘)  วิญญาณขันธ์
จิตสงบ  ตั้งมั่น  ไม่ตรึกนึก                 ความรู้สึก   สงบ   จะเรียกหา
สุขสว่าง  ขาวโพลง  อยู่ตรงหน้า         รู้ชัดว่า  ไม่ใช่  จิตของเรา
มันเกิดขึ้น  ด้วยเหตุ  ด้วยปัจจัย         หากหลงใหล   ถือว่า  ยังโง่เขลา
อย่าหลงผิด   อย่าติด  เชื่อคำเก่า          อย่าหูเบา  ติดหลง  ความต้องการ
(๔๓๐)  เคล็ดวิชาเห็นขันธ์ผ่านกสิณนิมิต
(๔๓๐)  เวทนาขันธ์

จิตสงบ  รู้สึก   ว่าสบาย                       จิตซัดส่าย   หนักหน่วง  ไม่ล่วงผ่าน
เวทนา  เพราะจิต  เริ่มหย่อนยาน        ยังมีมาร  จากขันธ์  เวทนา
ให้วางเฉย   อย่าหลง  ตื่นเต้นตาม      อย่าประณาม  อย่าหลง  คำพรรณนา
ว่าต้องเป็น  ต้องทำ   ย้ำหนักหนา       ที่ผ่านมา  ต้องทำ  เพราะจำใจ             
(๔๓๐)  สัญญาขันธ์
การจำได้  หมายรู้  ดวงกสิณ              ความเคยชิน  ความเห็น  เป็นไฉน
นิมิตเห็น  สีขาว   ก็เปลี่ยนไป            เกิดขึ้นได้  ตั้งอยู่  แล้วดับลง
(๔๓๑)  สังขารขันธ์

เจตนา  ขยาย  ดวงกสิณ                     เคยได้ยิน   ทำได้  ตามประสงค์
ควบคุมได้  ทำได้  อย่างจำนง             ไม่มั่นคง  ทุกอย่าง  ต่างเปลี่ยนไป

(๔๓๒)  วิญญาณขันธ์
ดวงกสิณ   นิมิต  รู้จักสี                       รู้ว่ามี  สิ่งนั้น   หรือสิ่งไหน
มีรูปร่าง  หน้าตา   เป็นอย่างไร           ก็เพียงใจ   จำได้  หมายยืนยัน
(๔๓๓)  การจำแนกขันธ์เป็นต่างหากจากกัน
การจำแนก   แยกขันธ์  นั้นแสนยาก   เพราะต่างฝาก  อยู่ร่วม  รวมสร้างสรรค์
เพราะทุกขันธ์  นั้นต้อง  อาศัยกัน      ทั้งห้าขันธ์   ยังต้อง  คล้องกันไป
แต่ทุกขันธ์  ทุกอย่าง  นั้นไม่เที่ยง       เกิดแต่เพียง  ตั้งอยู่   แล้วตักษัย
จะตั้งอยู่  รู้สึก  เพียงอึดใจ                  ตั้งอยู่ได้  อึดใจ  แล้วจืดจาง
(๔๓๕)  ขันธ์ที่ควรเห็นขณะเดินจงกรม
เมื่อสติ  รู้ชัด   ลมหายใจ                     ก่อนก้าวไป  ระวัง  ทุกก้าวย่าง
ให้สำรวม  สติ  ทุกทิศทาง                  ก่อนก้าววาง  ก่อนเท้า  ก้าวออกไป
(๔๓๕)  เคล็ดวิชาเห็นขันธ์ในอิริยาบถเดิน
(๔๓๕)  รูปขันธ์

เห็นอาการ  ย่างเท้า  สลับขา               ทุกท่วงท่า   อาการ  ที่เคลื่อนไหว
เมื่อต้องหยุด  ต้องพัก  เพียงอึดใจ      รู้สึกได้  ขณะ  เดินจงกรม
ว่ายกเท้า  วางเท้า   สลับข้าง                ความแตกต่าง   จุดยืน  จุดประสม
มิได้เป็น  จุดเดิม  ดั่งคำคม                  เหมือนดั่งลม  หายใจ  ใช่กลุ่มเดิม
(๔๓๗)  เวทนาขันธ์
เกิดภาวะ  คงที่   แค่เคลื่อนไหว           กวัดแกว่งไกว  เพียงจิต  ที่คอยเสริม
ความรู้สึก  ทั้งหลาย  คล้ายของเดิม     สิ่งที่เพิ่ม  รู้ชัด  เวทนา
ว่าความสุข  ความทุกข์  ต้องมีเหตุ      เปิดดวงเนตร   รู้ชัด  สิ่งเรียกหา
เหตุสุขทุกข์  เพราะใจ  คอยนำพา       ค่อยศึกษา  ค่อยคิด   อย่าติดใจ
(๔๓๗)  สัญญาขันธ์
อย่าสำคัญ  ว่าเรา  เป็นตัวตน              ธาตุรวมพล  ดินน้ำ  ลมและไฟ
แค่สัญญา   เกิดดับ  สลับไป                 สิ่งเกิดใหม่   ก็ดับ  สลับกัน
(๔๓๘)  สังขารขันธ์
เจตนา  เร่งเร้า  เท้ากระทบ                   เมื่อประสบ   ใจกาย  ไม่ตั้งมั่น
กำหนดรู้  อย่างไร  ยิ่งไหวหวั่น           สังขารขันธ์  ต้องหมั่น  สังเกตดู

(๔๓๙)  วิญญาณขันธ์
วิญญาณขันธ์  เกิดเมื่อ  เดินจงกรม      สติข่ม  ประสาน  ฌานหยั่งรู้
ยกเยื้องย่าง   จิตว่าง  ดำรงอยู่              ทั้งตาหู  จมูก  ลิ้นกายใจ
กำหนดรู้  เมื่อต้อง   เท้ากระทบ           เมื่อค้นพบ  รูปรส  เสียงสดใส
วิญญาณขันธ์   รู้ชัด  ความเป็นไป       เกิดดับได้  ปล่อยวาง  อย่างเคยมี
(๔๔๑)  อายตนบรรพ  พุทธพจน์
อายตนะหก  ต้องกระทบ                     มาบรรจบ  กับสิ่ง  ที่บ่งชี้
ตาเห็นรูป  บอกได้  ในทันที                 หูยังดี  ได้ยิน  เสียงใกล้ไกล
มีจมูก  เหม็นหอม  ได้ดมกลิ่น             รสต้องลิ้น   รับได้  ไม่หวั่นไหว
กายสัมผัส   กอดรัด  อายอุ่นไอ            มีแต่ใจ  รับรู้  ธรรมารมณ์
(๔๔๓)  นิยาม
(๔๔๓)  อายตนะ
“อายตน” เป็น  เครื่องรับส่ง                สัมผัสตรง  ทุกคู่  ดูเหมาะสม
ตากับรูป   สอดรับ  กับคำชม               ค่านิยม  ได้รู้  หูได้ยิน 
(๔๔๓)  สังโยชน์
เรียก  “สังโยชน์”  กิเลส   เครื่องผูกมัด สรรพสัตว์   ทั้งหลาย  ไว้หมดสิ้น
ติดอยู่กับ  ความทุกข์  เป็นอาจิณ         ยากจะดิ้น  สลัด  หลุดออกไป
(๔๔๓)  ๑.  สักกายทิฏฐิ
เกิด  “สักกายทิฏฐิ”  เกิดความคิด        ว่ายึดติด   กายนี้  ไม่ไปไหน
ความยึดมั่น  ถือมั่น  ยึดเพราะใจ         ยากละได้   ตราบใด  ยังต้องการ
(๔๔๓)  ๒.  วิจิกิจฉา
เรียก  “วิจิกิจจา”  ความลังเล               ยังหักเห  สงสัย  ไม่พ้นผ่าน
แม้ได้ยิน  ได้ฟัง  ยังฟุ้งซ่าน                 เหมือนผ้าม่าน   กั้นไว้  ไม่เข้าใจ
(๔๔๔)  ๓.  สีลัพพตปรามาส
“สีลัพพตปรามาส”  เชื่อถือ                 แม้แต่ชื่อ  งงงวย   ด้วยสงสัย
ทั้งในศีล  ในธรรม   ย้ำกันไป               หลุดพ้นได้  เมื่อใจ  ไม่ใยดี       
(๔๔๔)  ๔.  กามราคะ
“กามราคะ”  พอใจ  ติดใจกาม             อยากติดตาม   อยากเห็น  อยากเสียดสี
ไม่เห็นหน้า   เพียงวัน  เหมือนร้อยปี   วินาที   แสนนาน  กว่าผ่านไป
(๔๔๔)  ๕.  ปฏิฆะ 
“ปฏิฆะ  กระทบ  แล้วขัดเคือง             ไม่รู้เรื่อง  เหตุผล  มาจากไหน
อาจตีรัน  ฟันแทง   แสร้งสะใจ            ผลที่ได้   ทนทุกข์  เวทนา
“รูปราคะ”  ติดใจ  ในรูปธรรม            ว่าสวยล้ำ  เกินกว่า  ยากจะหา
ปฏิบัติ  เพื่อละ   อวิชชา                       ภาพมายา  สุดท้าย  คงหายไป
(๔๔๔)  ๖.  รูปราคะ
“รูปราคะ”  ความคิด   ยังติดอยู่           หลงเนื้อคู่   หลงคิด  ติดใยไหม
หลงติดรูป  ติดนาม   หลงติดใจ           คอยห่วงใย  ทุกเสี้ยว  วินาที  
(๔๔๕)  ๗.  อรูปราคะ
“อรูปราคะ” หรือ  อรูปฌาน                ไร้ประมาณ  ขอบเขต  เหมือนไม่มี
เป็นความว่าง  โล่งกว้าง  ไร้วิถี             หลงยินดี  จมแช่  เหมือนแพ้ภัย   
(๔๔๕)  ๗.  มานะ
มี  “มานะ”  ถือว่า  ตัวนั้นเก่ง                ชอบอวดเบ่ง  อวดอ้าง  วางท่าใหญ่
ยังยึดมั่น  ถือมั่น  เกินตัวไป                   ยากหาใคร  เก่งกล้า  มาท้าลอง
(๔๔๕)  ๙.  อุทธัจจะ
“อุทธัจจะ”  หมายว่า  ความฟุ้งซ่าน      ความรำคาญ  ทำจิต  ให้หม่อนหมอง
คิดฟุ้งซ่าน    มากมาย  หมายจับต้อง     จึงเศร้าหมอง  ในจิต  คิดทำลาย
(๔๔๕)  ๑๐.  อวิชชา
“อวิชชา”  หมายว่า  ไม่รู้จริง                 ไม่รู้สิ่ง  ที่เกิด   ที่เลือนหาย
ไม่รู้เหตุ  แห่งทุกข์  นั้นมากมาย            ต้องเจ็บอาย    ไม่รู้  สิ่งที่ทำ
เพราะ“สังโยชน์”นั้นเป็น เครื่องผูกรัด  สรรพสัตว์   ทั้งหลาย  จึงถลำ
ต้องติดบ่วง  มัดไว้  หมายจองจำ           เหมือนบ่วงกรรม  สังโยชน์  รัดตรึงใจ
(๔๔๖)  จุดมุ่งหมาย
ความยึดมั่น  เกิดขึ้น  แต่ละครั้ง             ทั้งความหวัง  ความคิด ย่อมเลื่อนไหล
อุปาทาน  มองเห็น  แปรเปลี่ยนไป         ตามแต่ใคร  ครุ่นคิด  ติดรู้มา
จุดมุ่งหมาย  ภายใน  และภายนอก        กระทบบอก   ความหมาย  ที่เรียกหา
ตาเห็นรูป  ตาเป็น  อนัตตา                     สักแต่ว่า  ได้เห็น   หรือเป็นไป           
(๔๔๗)  แนวทางฝึก
ตรงจุดของ  สติ  คมชัดลึก                     ความรู้สึก   กระทบ  เป็นไฉน
อายตนะเมื่อ  ต้องสิ่งใด                          ย่อมรู้ได้  เพราะใจ  เป็นประธาน
รู้ว่าตา  กระทบ  รูปจึงเห็น                     ว่ามันเป็น  อะไร   คอยประสาน
ประสาทส่ง   สิ่งเห็น  สิ่งต้องการ           เพื่อส่งผ่าน  สมอง  แปลความหมาย
รู้ว่าหู  กระทบ  เสียงได้ยิน                     รู้ว่ากลิ่น  จมูก  คอยขยาย
รู้ว่าลิ้น  กระทบ  รสมากมาย                  รู้ว่ากาย  สัมผัส  ต้องสิ่งใด
รู้เย็นร้อน  อ่อนนุ่ม  ยังจดจำ                  รู้นามธรรม  สัมผัส  รู้กายใจ
อายตนะรู้  เป็นคู่ไหน                             ย่อมรู้ได้  สติ  ความทรงจำ             
(๔๔๘)  แนวทางกำหนดรู้สังโยชน์
รู้สังโยชน์   กิเลส   เครื่องร้อยรัด            คอยผูกมัด  กับทุกข์  คอยตอกย้ำ
อายตนะคู่   คอยน้อมนำ                         ตามแต่กรรม  แต่เวร   ที่สร้างมา
(๔๔๙)   ระดับกิเลสอย่างหยาบ
ระดับของ   กิเลส  อย่างราคะ                 อย่างโทสะ   เกิดง่าย  ไม่ต้องหา
ส่วนโมหะ  ฝังลึก  ในกายา                     ปรากกฎมา  เมื่อพูด  พิสูจน์ใจ           
(๔๔๙)  กามราคะ
ความกำหนัด เรื่องกาม หรือความอยาก นั้นมีมาก  ติดกาม  จนหลงใหล
หลับตาเห็น  กำหนัด  เกิดภายใน            คอยโยงใย  ติดพัน  ไม่เว้นวาง
ติดในรูป  ในรส  ในกลิ่นเสียง                 ถ้อยสำเนียง  หมกมุ่น  คอยกีดขวาง
ยากสำเร็จ  ลงได้  ไม่มีทาง                     เพราะทุกอย่าง  ผูกรัด  คอยมัดใจ
แม้มิเคย  ได้เห็น  ยังกระสัน                   ยังบีบคั้น  ใจกาย   สุดทนไหว
ผูกกับเพศ   กับกาม  ทุกข์กันไป             สังโยชน์ใหญ่  คือกาม  ราคะจริง
(๔๕๑)  ปฏิฆะ
“ปฏิฆะ”  ตรงข้าม  กามราคะ                คิดแต่จะ  หลีกหนี  ไม่สุงสิง
เพราะขัดเคือง  ในใจ  ยากอยู่นิ่ง             หากไม่ทิ้ง  จะกลาย  เป็นร้ายไป
เหมือนได้กลิ่น  ที่เหม็น  อยากจะหนี     เจออีกที่  ก็เหม็น  สุดทนไหว
เกิดโมโห  คลุ้มคลั่ง  อึดอัดใจ                 เป็นไปได้   สังโยชน์  นั้นครอบงำ
(๔๕๒)  ระดับกิเลสอย่างละเอียด
ขอเพียงมี  สติ  กำหนดรู้                         ถึงที่อยู่   ความคิด  ก่อนถลำ
ความรู้สึก  ยึดมั่น  หรือจดจำ                 หวังกระทำ  ต่อต้าน  หรือผ่านไป
เมื่อสายตา  กระทบ  ภาพที่เห็น              อาจลอยเด่น  จำได้  ภาพที่ไหน  
เกิดความเห็น  ว่าเป็น  ภาพของใคร       อาจจำได้  ใครถ่าย  ภาพนี้มา 
ได้ยินเสียง  กระทบ  มาที่หู                     กำหนดรู้  สุ่มเสี่ยง  แปล่งวาจา
กำหนดรู้  ว่าใคร  นึกเห็นหน้า                รู้ถึงว่า  นิสัย  เป็นอย่างไร
เมื่อจมูก  กระทบ  กลิ่นอย่างนี้                รู้ทันที  ว่าเป็น  ใครที่ไหน
ระลึกรู้  ได้ว่า  กลิ่นกายใคร                     น่าชื่นใจ  จำได้  กายเพื่อนเรา
ลิ้นรับรส  อาหาร  ในจานสวย                ได้ด้วย  จานนี้  ของเพื่อนเขา
รสอาหาร  แบบนี้   คุ้นเพื่อนเก่า             แต่วัยเยาว์   จำได้  ไม่มีลืม
กายสัมผัส  เบาะนุ่ม  ไม้เนื้อแข็ง            นั่งตัวเกร็ง  จำได้  ใจยังปลื้ม
เคยแวะเวียน  มาหา  ยังดูดดื่ม               เคยหยิบยืม   ของใช้  ไปหลายอัน
ใจกระทบ  นามธรรม  ยิ่งล้ำลึก              ความรู้สึก  จำได้  เหมือนคล้ายฝัน
นานกี่ปี  กี่เดือน  ไม่มีวัน                        ที่ตัวฉัน  จะลืม  คำเตือนเธอ
อายตนะเป็น  อนัตตา                             อุปมา  ตัวตน  ยังพลั้งเผลอ
สิ่งกระทบ  ทั้งหลาย  ที่พบเจอ               ใช่ออเออ  ให้เป็น  เช่นอย่างใจ
จะมาดี  มาร้าย   ไม่ต้องเกี่ยง                  มันจะเสี่ยง  มากมาย  ขนาดไหน
สิ่งกระทบ  เลวร้าย  สักปานใด               ปรุงแต่งให้  เลวร้าย  เท่าทวี
อยู่ที่ใจ  รู้ชัด  สิ่งกระทบ                         อยู่ที่จบ  ลงด้วย  เหตุเท่านี้
สักแต่รู้   แต่ฟัง  ถ้อยวจี                          หรือว่ามี  โต้ตอบ  ตามชอบใจ
(๔๕๗)  โพชฌงคบรรพ  พุทธพจน์
ธรรมในธรรม  คือธรรม  โพชฌงค์เจ็ด   กลเม็ด  แห่งธรรม  กำหนดไว้
มี  “สติ”  คือความ  ระลึกได้                   สำนึกใน  ความคิด  จิตในธรรม
ธัมมวิจยะ”  สืบค้นหา                          หลักวิชา  แก่นธรรม  ที่ลึกล้ำ 
วิริยะ”  พากเพียร   ใฝ่จดจำ                  และน้อมนำ  หลักธรรม  มาใส่ตน
ปัสสัทธิ”  สงบ  กายและจิต                  “ปิติ”  คิด  ฝักใฝ่  และฝึกฝน
สมาธิ”  แน่วแน่  ไม่ยินยล                     ไม่สับสน  ละวาง  “อุเบกขา
เมื่อสติ  ตั้งมั่น  อยู่ในธรรม                     ให้จดจำ  ระลึก  เฝ้าศึกษา
ทั้งตัณหา  ทิฏฐิ  ไม่นำพา                        อนัตตา  เชื่อมั่น  ไม่หวั่นใจ
(๔๖๐)  นิยาม
โพชฌงค์เจ็ด  องค์ธรรม  ตรัสรู้               หากตั้งอยู่  ครองอยู่  ไม่หวั่นไหว
ทั้งมรรคผล  นิพพาน  คงไม่ไกล             อยู่ที่ใคร   จดจำ  ไว้นำทาง
สาธุการ  หากแม้  มีบุญถึง                       ใคร่ขอพึ่ง  พระธรรม   แม้ปลายหาง
จะจดจำ  ศึกษา  ไม่ละวาง                       รู้ว่าห่าง  แต่หวัง  และตั้งใจ            
(๔๖๓)  จุดมุ่งหมาย
จุดมุ่งหมาย  ปลายทาง   แห่งมรรคผล    รู้จักตน  รู้จัก   ถึงนิสัย
อย่าหลงคิด  หลงผิด   หลงเผลอไผล       ตั้งอยู่ใน  หลักธรรม  พุทธองค์
(๔๖๔)  แนวทางฝึก
ถามตัวเอง  เย็นเช้า   เข้าใจไหม               ธรรมข้อใด  ยังค้าง   ยังประสงค์
ยังอยากรู้  อยากเห็น  รีบเจาะจง              ยังจำนง  แยกแยะ   อธิบาย  
ไม่ปล่อยใจ  ฟุ้งซ่าน  จนเหม่อลอย          จะเฝ้าคอย  ศึกษา  มิห่างหาย
ไม่ทิ้งร้าง  ห่างลืม   จนบานปลาย            เพราะสุดท้าย  ไม่เหลือ  แม้เยื้อใย
(๔๖๕)  มีสติเป็นอัตโนมัติ
ความสามารถ  สติ  ระลึกรู้                      กายตั้งอยู่   ได้รู้  ได้อาศัย
จะเปลี่ยนท่า  เปลี่ยนทาง   หรือเปลี่ยนใจ ก็รู้ได้  ว่าเปลี่ยน  เพียงรู้ตาม
ไม่ไปเพ่ง  ไปฝืน  จนกายเกร็ง                 ไม่เสแสร้ง  เพียงแค่  พยายาม
ทุกคำตอบ  นั้นต้อง   มีคำถาม                 อยู่ที่ความ  ตั้งใจ   ให้กับตน 
“มีสติ  รู้ตาม  ที่ปรากฏ”                          มิใช่กด  ให้เกิด  จนสับสน
เมื่อจิตโล่ง  ปลอดโปร่ง  ไม่ร้อนรน          จะวิ่งชน  สติ  แตกกระจาย
(๔๖๗)  มีการพิจารณาสิ่งถูกรู้ด้วยปัญญา
เมื่อสติ  เกิดอัตโนมัติ                                จะเห็นชัด  รู้ชัด  สิ่งทั้งหลาย
สิ่งที่เกิด  ตรงหน้า  อีกมากมาย                สิ่งที่ตาย   ไปแล้ว  ก็มากมี
เพราะทุกอย่าง  ไม่เที่ยง  อนิจจัง              แค่ได้หวัง  ได้รู้  ก็แค่นี้
อย่ายึดมั่น  ถือมั่น   ว่าตัวดี                       อย่าข่มขี่   แบ่งชั้น  วรรณะเลย
ลมหายใจ  เข้าออก  ก็ไม่เที่ยง                   แม้แต่เสียง  ยังเปลี่ยน  ไม่อยู่เฉย
สกปรก   กลิ่นกาย   ไม่คุ้นเคย                  ยากเปรียบเปรย  เปลี่ยนแปลง  ทุกเวลา
(๔๖๘)  มีความเพียรพิจารณาธรรม
สภาวะ  แห่งธรรม  ที่เกิดขึ้น                    ปลุกให้ตื่น  จากสิ่ง  ที่เรียกหา
แม้ขี้เกียจ  ฟุ้งซ่าน  อวิชชา                      รู้ชัดว่า  มันเป็น  เช่นนั้นจริง
ความเพียรนั้น  มิใช่  การทำซ้ำ                แต่การย้ำ  สิ่งเดียว  เหมือนถูกสิง
มันหมายถึง   ตั้งมั่น  ไม่ทอดทิ้ง              ทั่วทุกสิ่ง   ขอบเขต  ของกายใจ
(๔๗๐)  มีความอิ่มใจในการเท่าทันสภาวธรรม
เมื่อความเพียร  เห็นธรรม  เริ่มแกร่งกล้า สิ่งตามมา  อบอุ่น  และสดใส
มิใช่เป็น  เหยื่อล่อ   หวังกำไร                   หรืออยากได้  มรรคผล  จึงทนทำ
สภาวะ  แห่งธรรม  ที่เข้าใกล้                    รู้สึกได้   อยากหยุด  สิ่งซ้ำซ้ำ
ได้เห็นทรัพย์  ภายใน  เป็นกอบกำ            เริ่มอิ่มหนำ  ไม่อยาก  ทะยานไกล
(๔๗๐)  มีความสงบระงับเยือกเย็น
เมื่ออิ่มเอม  เปรมใจ  จนเต็มที่                  ไม่อยากมี  อยากได้  อีกต่อไป
ความสงบ  เยือกเย็น  เกิดภายใน              เบากายใจ  ย่อมเป็น   ธรรมดา
กายขยับ  เท่าที่  อยากขยับ                       ใจตอบรับ  แค่เพียง  ส่งภาษา
จิตอิ่มบุญ  ในธรรม   ที่รู้มา                      ให้เลิกรา  ยั่วยวน  กวนหัวใจ
(๔๗๑)  มีความตั้งมั่น
ความตั้งมั่น  แห่งจิต  สงบเย็น                 ยากกระเซ็น   ซัดส่าย   หรือสั่นไหว
ความปลอดโปร่ง  คงมั่น  อยู่ภายใน         ความเป็นไป  ไร้สิ้น  อุปาทาน
(๔๗๒)  มีความเป็นกลางวางเฉย
จิตตั่งมั่น  วางเฉย  สิ่งที่เกิด                      จะเตลิด   วอดวาย   ไม่ประสาน
จิตตั้งมั่น  วางเฉย   ต่อเหตุการณ์             ปล่อยให้ผ่าน  ผ่านไป  ตามใจมัน
เพียงรับรู้  ปล่อยวาง  เพียงได้เห็น           ร้อนหรือเย็น  ได้รู้   สิ่งแปลผัน
เป็นภาระ  แห่งรูป   นามเท่านั้น               พร้อมยืนยัน  เป็นเพียง  อนัตตา
(๔๗๔)  สัจจบรรพ  พุทธพจน์

(๔๗๔)  ทุกขอริยสัจ  เมื่อเกิดขึ้นแล้ว  เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้
“ทุกข์”  เพราะชาติ  เกิดอายตนะ             ต้องผัสสะ  ต้องเสื่อม  ต้องชรา 
ต้องแก่หง่อม  เสื่อมโทรม  และคร่ำคร่า   ต้องโศกา  เศร้าสร้อย  และรำพัน
ต้องทนความ  ลำบาก  ยากทุกเข็ญ          ต้องคับแค้น   เคืองใจ  ต้องใฝ่ฝัน
กว่าจะถึง  เส้นชัย  กว่าถึงวัน                   สุดท้ายนั้น  ต้องตาย  สลายไป
ความทุกข์นั้น  มากมี  ถิ่นที่เกิด               ถึงจะเริด   สุดท้าย  ได้อาศัย
แค่กองฟอน  ท่อนไม้  และกองไฟ           อายกลิ่นไอ  พระแม่ธรณี
(๔๗๘)  ทุกข์สมุทัยอริยสัจ   เหตุแห่งทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรละ
เหตุแห่งทุกข์  เรียกว่า  สมุทัย                  มูลเหตุใหญ่  ถือเป็น  เครื่องบ่งชี้
อายตนะหลง  ตามวจี                              ทุกครั้งที่   ตัณหา  เกิดคาใจ
อุปาทาน  ปรุงแต่ง  และฟุ้งซ่าน              ยากจะผ่าน  จากหลุม  ที่หลงใหล
เหตุแห่งทุกข์  เพราะจิต  หลงคิดไป        แล้วไม่ได้  อย่างใจ  ที่ต้องการ 
(๔๘๐)  ทุกข์นิโรธอริยสัจ   ความดับทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง หรือทำให้เกิดมีขึ้น
ความดับทุกข์  ปล่อยวาง  และสละ         ตัณหาจะ  มลาย  ต้องหักหาญ
ตัดให้สิ้น  ไม่เหลือ  แม้วิญญาณ              มาล้างผลาญ  ตอกย้ำ   ให้ช้ำใจ
ตัวตัณหา  ความอยาก  ยากจะถาม          ทั้งรูปนาม   ตัดออก  จากนิสัย
จะสวยเด่น  หอมเหม็น  ยอมปล่อยใจ     ดับสิ่งใด  ดับได้  ให้รีบทำ
(๔๘๒)  ทุกข์นิโรธคามินีปฏปทาอริยสัจ

ความดับทุกข์  องค์แปด  เรียกว่ามรรค    อุปสรรค  มากมี  และลึกล้ำ                    
คอยเคี่ยวเข็ญ  ศึกษา  และจดจำ              คอยน้อมนำ  ฝนฝึก  ใช่นึกเอา
คำว่า 
มรรค”  คือทาง ที่ถูกต้อง             หนทางส่อง เส้นทาง แต่ก่อนเก่า
จุดมุ่งหมาย ปลายทาง   ชาวพุทธเรา       คือน้อมเข้า  เรียนรู้  อย่างจริงจัง
(๔๗๖)  นิยาม
ผู้ไม่หลง  ในขันธ์  อุปาทาน                     ย่อมก้าวผ่าน  ภาพเก่า   แต่หนหลัง
ไม่เวียนว่าย   วกวน   ในภวังค์                 ไม่คิดหวัง   ในสิ่ง  ยังไม่มี
ทุกข์เพราะเกิด  เพราะแก่  และพลัดพลาด  ทุกข์เพราะอยาก   เพราะหวัง  เกินหน้าที่
เหตุแห่งทุกข์  ตัณหา   เพลินยินดี            เฝ้ายวนยี   ยั่วใจ  ไม่เว้นวัน 
ความดับทุกข์  คือดับ   ตัวตัณหา             ตัวนำพา   ให้เกิด   ความสุขสันต์
เพราะความสุข  ตัณหา  ทุกข์อนันต์        ของคู่กัน  ถึงวัน  ที่จากจร
ปฏิบัติ  ให้ถึง  ความดับทุกข์                    ดับความสุข   ของคู่  อุทาหรณ์
อริยสัจสี่   ยิ่งกว่าพร                                ยิ่งมองย้อน  ยิ่งเห็น  เป็นความจริง
(๔๘๙)  จุดม่งหมาย
เมื่อเห็นจิต   ตั้งมั่น   ฌานรู้เห็น               ทุกข์เกิดเป็น   ที่ตั้ง   ของทุกสิ่ง
มีแต่ทุกข์  เกิดดับ   ไม่อยู่นิ่ง                    ทุกข์คอยวิ่ง  เวียนหา  ล่าถอยไป
(๔๙๑)  แนวทางฝึก

ความดับทุกข์   มรรคแปด  ปฏิบัติ           กำหนดชัด  แนวทาง   ที่โปร่งใส
จุดมุ่งหมาย ปลายทาง พร้อมก้าวไป        สู่เส้นชัย   ฝนฝึก ใช่นึกเอา
หนึ่ง 
สัมมาทิฏฐิ”  ความเห็นชอบ         สิ่งประกอบ ปรุงแต่ง อย่าได้เขลา
ทั้ง กิเลส ตัณหา อย่าดูเบา                        มันจะเข้า ฝังใน อุปาทาน
ให้สับสน มืดมล จนเห็นผิด                     ให้เราติด ยึดมั่น แล้วสังหาร
ตัดสินใจ สิ่งใด คิดให้นาน                        ล่วงทุกข์ผ่าน พ้นได้ เมื่อภัยมี
ดำริชอบ 
สัมมาสังกัปปะ”                     คิดก่อนละ สามอย่าง ต้องหลีกหนี
ออกจากกามออกจาก ความยินดี         ทุกอย่างที่ มิใช่ เป็นของเรา
ไม่เบียดเบียน” “ไม่คิด พยาบาท”          ไม่ขี้ขลาด ยิ่งยึด ยิ่งอับเฉา
เพราะโทสะ จากมูล เรื่องก่อนเก่า  
          ดึงให้เข้า สู่โลก อเวจี
สาม 
สัมมาวาจา”  พูดจาชอบ                ส่วนประกอบ พูดเท็จไม่ถูกที่
ไม่พูดหยาบ” “ส่อเสียดไร้ไมตรี          พูดเสียดสี  เพ้อเจ้อน่ารำคาญ
การงานชอบ 
สัมมากัมมันโต”               ชอบคุยโม้ ทำตัว เดรัจฉาน
จี้ปล้นฆ่า เกะกะ อันธพาล                        เรื่องระราน มุ่งร้าย ต้องไม่มี         
เลี้ยงชีพชอบ 
สัมมาอาชีโว”                   มิใช่โล้ สำเภา ไม่เป็นที่
สุจริต ซื้อสัตย์ ถือว่าดี                              ไม่กดขี่   เหยียดย่ำ ซ้ำเติมใคร
ใช้สติ ปัญญา และแรงกาย                         มิค้าขาย สิ่งร้าย สิ่งเหลวไหล
รู้หน้าที่ รู้ชัด และจริงใจ                            ยึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา     
พากเพียรชอบ
สัมมาวายาโม”                ใช่คุยโม้ ตามจิต ปรารถนา
เพียรป้องกัน กิเลส สิ่งชั่วช้า                     มิให้มา แตะต้อง หรือกล้ำกลาย
เพียรละชั่ว กิเลส อย่างเต็มที่                     สร้างความดี เป็นเครื่อง กำบังกาย
เพียรพอกพูน ความดี มีให้หาย                 มิให้ตาย ไปก่อน กาลเวลา
เจ็ด 
สัมมาสติ”  ระลึกชอบ                     การประกอบ รู้จัก รู้รักษา
มีสติ กำจัด อภิชฌา                                   ตัดตัณหา มิให้ เข้าครองตน
ให้รู้กาย ในกาย ว่าไม่เที่ยง                         มันเป็นเพียง ปรุงแต่ง อย่าสับสน
ระลึกไว้ ไม่เที่ยง ทุกตัวคน                        ก้าวหลุดพ้น กิเลส อุปาทาน
ตั้งมั่นชอบ 
สัมมาสมาธิ”                        เหมือนหนึ่งผลิ หลุดออก จากสถาน
มีสติ ตั้งมั่น อยู่ในฌาน                              มิใช่พาน ติดเพลิน อวิชชา
กุศลจิต ตั้งมั่น อารมณ์เดียว                      มิข้องเกี่ยว ฟุ้งซ่าน สิ่งเบื้องหน้า
อนาคต อดีต กาลเวลา                               เร่งค้นหา  “สติปัฏฐานสี่”
(๔๙๔)  อานิสังกถา  พุทธพจน์
“อานิสังกถา”  ผู้เจริญ                               ย่อมเพลิดเพลิน  ในสิ่ง   ที่ตนมี
เพียงเจ็ดวัน   เจ็ดเดือน   หรือเจ็ดปี          สมดั่งที่   ตั้งใจ  ปรารถนา
ความบริสุทธิ์   ทางนี้   มีทางเดี่ยว            ที่ข้องเกี่ยว  ท่านได้  คิดค้นหา
ล่วงความโศก  ดับสูญ  อวิชชา                  ทุกข์เบื้องหน้า  ดับหาย  ไม่เหลือใย
(๔๙๖)  บรรดาศักดิ์แห่งการเข้าถึงความไม่มีทุกข์
บรรดาศักดิ์   มากมี   ไม่อยากกล่าว           เพราะอยากเข้า  เรียนรู้  สิ่งโปร่งใส
ความสงบ  ดับสิ้น   ความพึงใจ                 เพราะมิใช่  เป็นสิ่ง   ที่ต้องการ
(๔๙๙)  ปรากฏการณ์บรรลุมรรคผล
มีความเพียร  สติ  คอยศึกษา                     สิ่งผ่านมา  ทุกอย่าง  สอดประสาน
โพชฌงค์เจ็ด  บรรลุ  ประสบการณ์           เมื่อก้าวผ่าน  แนวทาง    พุทธองค์
(๕๐๓)  ความรู้สึกในตัวตนของอริยบุคคล
ข้อขัดแย้ง  สับสน  และสงสัย                    ก่อนก้าวไป  ทุกอย่าง  ต้องไม่หลง
เรื่องชั้นยศ  ชื่อเสียง  ต้องปลดปลง           มิให้คง  ค้างอยู่  ในจิตใจ
(๕๐๔)  อานิสงส์แห่งการเป็นโสดาบันบุคคล
อานิสงส์  จะเป็น  เช่นไรนั้น                     ปล่อยให้มัน  ตอบเอง   ข้อสงสัย
เพราะเมื่อผ่าน  แนวทาง  ที่ถูกไป              เรื่องห่วงใย   สนใจ  คงไม่มี
(๕๐๖)  ความเป็นนาบุญนาบาปของโสดาบันบุคคล
จะเป็นเนื้อนาบุญ  หรือนาบาป                  เท่าที่ทราบ   ไม่สน  เรื่องศักดิ์ศรี
ไม่อยากรู้  ไม่หวัง  ไม่ยินดี                        คือสิ่งที่  ต้องการ  ผ่านเลยไป
(๕๐๗)  การเจริญสติของพระอริยบุคคล
แม้ยังไม่  บรรลุ   ถึงมรรคผล                    ยังดิ้นรน  ศึกษา  ข้อสงสัย
จะทบทวน  แนวทาง  อย่างตั้งใจ               ด้วยมั่นใน  คำสอน  ศาสดา
จะเห็นกาย   ในกาย   ให้จบสิ้น                  จะโบยบิน  หิวโหย  สิ่งเรียกหา
เวทนา   อยู่ใน   เวทนา                               จะนำพา  พากเพียร   ไม่เปลี่ยนใจ
จะเห็นจิต  ในจิต   อย่างลึกซึ้ง                   จะเจาะถึง  ความจริง   ว่าอยู่ไหน
จะเห็นธรรม  ในธรรม  ทุกบทไป              จะฝักใฝ่   เรียนรู้  ไม่ดูเบา
(๕๑๐)  พุทธพจน์ในพระธรรมบท
ละราคะ  โทสะ  โมหะได้                            รู้เห็นใน   ความจริง  ทั้งเราเขา    
ไม่ยึดมั่น  ถือมั่น   เรื่องก่อนเก่า                 ไม่ยึดเอา   อดีต   ติดตัวไป
เลิกใฝ่ฝัน  ฟุ้งซ่าน  อนาคต    
                    ทุกสิ่งหมด   เปลี่ยนแปลง  ตามวิสัย
จิตมันดิ้น  ปล่อยมัน  ดิ้นต่อไป      
           ตามรู้ได้  ฝึกตาม  ค่อยถามมัน
อีกไม่นาน   ร่างนี้  ก็ดับสูญ                        เลิกอาดุร   ทุกอย่าง   ล้วนแปลผัน
เมื่อความตาย  มาถึง   ก็จบกัน                    อย่าใฝ่ฝัน  ให้ยาก  ลำบากเลย

สิ้นสุดเขียนบทร้อยกรอง  วันที่  ๑๕  ตุลาคม  ๒๕๖๑  เวลา  ๐๘๐๐  น.
รวมเวลาทั้งสิ้น  ๘๖  วัน
นายสมนึก  ธนการ 

อ่านทบทวน และแก้ไขปรับปรุง
วันที่  ๑๖ ตุลาคม  ๒๕๖๑
  เวลา    ๑๐.๕๓ น.
วันที่  ๑๙ ตุลาคม  ๒๕๖๑
  เวลา    ๐๘.๐๐ น.
วันที่  ๒๑  ตุลาคม  ๒๕๖๑
  เวลา    ๐๙.๑๐ น.
วันที่  ๒๑  ตุลาคม  ๒๕๖๑
  เวลา    ๑๖.๕๒ น.

                                             เด็กนิโคร
                                         w – nikro.com





ทางสามแพร่ง

ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๓
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๔
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนท่ี ๓๐
พุทธศาสนาThe Have I Heard ความนำ เพื่อร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑ พระสูติกาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒ ลักษณะมหาบุรุษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓ เทวฑูตทั้ง ๔
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔ เสด็จออกผนวช
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕ พิจารณาอาหารในบาตร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๖ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๗ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๘ ทางสายกลาง หนทางแห่งการตรัสรู้
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๙ นางสุชาดา กับข้าวมธุปายาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๐ ทรงชนะพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๑ ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๒ ธิดาพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๓ เสวยวิมุตติสุข
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๔ ดอกบัวสี่เหล่า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๕ ปฐมเทศนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๖ อุบาสิกาคู่แรก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๗ รากเหง้าแห่งอกุศลและกุศล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๘ กามคุณ ๕
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๙ โปรดชฎิลสามพี่น้อง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๐ เวฬุวัน วัดแรกในพุทธศานา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๑ ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๒ วิธีแก้ง่วงของพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๓ วันจาตุรงคสันนิบาต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๔ เสด็จโปรดพระราชบิดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๕ ฝนโบกขรพรรษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๖ โปรดพระนางพิมพาและราหุล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๗ ไม่มีสิ่งใดรัดตรึงใจบุรุษเท่าสตรี
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๘ พึงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๙ ความไม่เที่ยงของสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๐ พระอานนท์ พระพุทธอุปัฏฐาก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๑ ประกาศนียกรรมพระเทวฑัต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๒ พระเทวฑัต ผู้ทำสังฆเภท
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๓ พระเทวฑัต ถูกแผ่นดินสูบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๔ พระเจ้าอชาติศัตรู ผู้สำนึกบาป
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๕ พระเจ้าสุทโธทนะ บรรลุพระอรหันต์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๖ ครุธรรม ๘ ประการ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๗ เสด็จโปรดพุทธมารดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๘ มาคันทิยะพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๙ โปรดเวรัญชพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๐ พญาช้าง "ปาลิไลยกะ"
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๑ ธรรมวินัยจะเศร้าหมองหรือรุ่งเรือง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๒ อหิงสกะหรือองคุลีมาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๓ ท้าวผกาพรหม ผู้เห็นผิดเป็นชอบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๔ ทรงแสดงนิมิตโอภาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๕ พญาวัสวดีมาร ทูลขอให้ปลงอายุสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๖ "สุกรมัทวะ" อาหารมื้อสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๗ "ปุกกุสะ" ถวายผ้าสิงคิวรรณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๘ สถานที่ระลึกถึงพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๙ "สุภัททะ" พระสาวกรูปสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๐ โอวาทสุดท้ายก่อนดับขันธ์ปรินิพาน
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๑ พิธีถวายพระเพลิงและจัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนที่ ๔๙
มุมอาเซียน
ครอบครัวอบอุ่น ๓
ครอบครัวอบอุ่น ๒
ครอบครัวอบอุ่น ๑



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
โรงเรียนวัดนิโครธาราม,นิโครธาราม,นิโคร,เด็กนิโคร,ครูนิโคร,หนุ่มนิโคร,สาวนิโคร,ชาวนิโคร,พี่เสือ,เจ้าตัวน้อย,สมนึก,โก้เจ้า,จามจุรี wnikro@gmail.com