ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ลิ้งเพื่อหาประสบการณ์
dot
bulletค้นหากับ google
bulletเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
bulletเว็บไซต์ที่น่าสนใจ
bulletโรงเรียนวัดนิโครธาราม
bulletกระดานถามตอบ
bulletระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
bulletค้นหาระเบียบของทางราชการ
bulletรวมคำสั่งของ สพฐ.
bulletเส้นทางสู่ ครูชำนาญการพิเศษ
bulletดูแผนที่ทางอากาศ (ชัดมาก)
bulletไม่เชื่ออย่าลบหลู่
bulletภาพตรงข้ามของเด็กนิโคร
bulletร่วมสร้างสานตำนานรัก
bulletประกาศสอบราคา
bulletค่าใช้จ่ายในการไปราชการ
bulletมุมอาเซียนของเด็กนิโคร
bulletสุขภาพช่องปาก เด็กทับปุดรักฟัน
bulletบทเรียนวิชาภาษาไทย
bulletตลาดนัดนักเรียน
bulletเสียงครวญจากตัวเลขไทย
bulletพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ
bulletโรงเรียนทับปุดวิทยา
bulletรวมวีดีโอกิจกรรมต่างๆ
bulletโรงเรียนวิถึพุทธ
bulletพี่พลอยสอนศิลป์ Show it off
bulletSAR รายงานคุณภาพการศึกษา
bulletจามจุรีสาร
bulletเทศบาลตำบลทับปุด
bulletค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาฯ
bulletบทอาขยาน ของเด็กนิโครฯ
bulletโครงการอาหารกลางวัน
bulletครูพี่เลี้ยงเด็กพิการเรียนร่วม




มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๖

 
                 เรียบเรียงบทกลอนโดย  นายสมนึก  ธนการ  

ตอนที่  ๖  กายานุปัสสนา  หมวดกาย  (ปฏิกูลมนสิการบรรพ  เห็นกายโดยความเป็นของสกปรก
(๙๔)  ปฏิกูลมนสิการบรรพ
(๙๔)  พุทธพจน์

      พุทธพจน์  แห่งพระ  พุทธเจ้า        ตรัสกับเหล่า  ภิกษุ  อย่างฉะฉาน
แต่พื้นเท้า  ปลายผม  ทุกประการ         แค่มองผ่าน  ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
เนื้อ เอ็น ตับ กระดูก ม้าม  หัวใจ           อีกลำไส้ อาหาร ทั้งก่อนหลัง    
ทั้งปอด ไต เนื้อเยื้อ พังผืดยัง                ทุกอย่างตั้ง ปรุงแต่ง  ดั่งวจี
อีกน้ำมูก  น้ำลาย เป็นของเหลว            เหงื่อ มันเปลว หนอง เลือด และน้ำดี
น้ำมันข้น เสมหะ ไขข้อมี                      ต่างหน้าที่ ยึดเกาะ หล่อเลี้ยงกัน             
ทั้งน้ำมูตร น้ำตา สิ่งที่เห็น                     ล้วนเน่าเหม็น  เปรี้ยวเค็ม  เสียทั้งนั้น
เหมือนถุงไถ้  ห่อหุ้ม  สองปากกั้น         ที่อัดอั้น  เต็มด้วย  ธัญญาหาร
ทั้งถั่วเขียว  ข้าวโพด  แป้งสาลี              ทุกอย่างที่  เข้าไป  ร่วมประสาน
แม้ถุงไถ้  แก้ออกได้  คงได้การ             นัยน์ตาผ่าน  มองเห็น  เป็นอะไร?
อีกกายนี้  ร่างนี้  มีเนื้อหนัง                   คอยกำบัง  ปกปิด  อยู่อาศัย
พิจารณา  เห็นกาย  ขึ้นเมื่อใด               รู้ว่าใช่  รู้ชัด  อนัตตา
(๙๕)  นิยาม
      “ปฏิกูล”  คือสิ่ง  ไม่สะอาด            น่าขยาด  ปิดบัง  เหมือนรักษา
มีเนื้อหนัง  หุ้มห่อ  พอเยียวยา             มิรู้ว่า  ข้างใน  เป็นเช่นไร
ผิวภายนอก  นุ่นมวล  ชวนลุ่มหลง      ยากจะปลง  สดสวย  สีสดใส
เครื่องประทิ่น  ตบแต่ง  โป๊ะเข้าไป       สิ่งที่ไม่  ว่างาม  ล้ำเลิศจริง 
(๙๖)  จุดมุ่งหมาย
      เพื่อให้รู้  เห็นกาย  วิปลาส              ไม่สะอาด  ไม่งาม  ล้ำเลิศยิ่ง
แท้โสโครก  หมักหมม  น่าขว้างทิ้ง      หลากหลายสิ่ง  ควรรู้  และเข้าใจ
ปฏิกูล  บทนี้   มีเพื่อละ                        “กามราคะ”  ร่วมเสพ  ร่วมอาศัย
เพียงชั่วครู่  ชั่วคราว  ตลอดไป            ถ้าจะให้  ถึงเป้า  ปฏิกูล          
(๙๖)  ความจำเป็นในการละกาม
      จำเป็นหรือ  สละ  ละจากกาม ?     เป็นคำถาม  คำตอบ  อาจเป็นศูนย์
เพื่อพ้นทุกข์  หวังสุข  ทวีคูณ              เพื่อเพิ่มพูน  หลุดพ้น  จากภวังค์
เราเกิดมา  พร้อมกาม  เครื่องร้อยรัด   ยากสลัด  ตัดใจ  เพราะใคร่หวัง
กินเกมกาม  เกิดก่อ   เพิ่มพลัง             คอยดึงรั้ง  ฝังแช่  ไม่แปลไป
หากเป้าหมาย  สูงสุด  หลุดจากทุกข์    แม้กองสุข  ต้องตัด  ชัดแค่ไหน
ละความอยาก  ตัณหา  ลงเมื่อใด          หนทางไกล  ก็ใกล้  ให้ละวาง
ละความอยาก  ในกาม  บำเพ็ญเพียร    ละความเพี้ยน  ในกาย  ให้สะสาง
ละความคิด  วุ่นวาย  ลงเสียบ้าง           หาความต่าง  จากจิต  ที่ร้อนรน
การเสพกาม  ประดุจ  เป็นโรคเรื้อน     เปรียบเสมือน  มีหนอน  อยู่สับสน
ยิ่งแกะเกา  ยิ่งแสบ  ยิ่งกังวล                ยิ่งทุกข์ทน  เพิ่มพูน  เป็นทวี    
ถอนความอยาก  จากเสพ  ลดแล้วละ   ค่อยสละ  ละเลิก  มิใช่หนี
ยิ่งรู้ชัด  เห็นชัด  ขึ้นทุกที                     ว่ากามนี้  ต้นเหตุ  อวิชชา
(๙๙)  ความจำเป็นต้องพิจารณากายเป็นของโสโครก
      ความฟุ้งซ่าน  พลุกพล่าน  ในดวงจิต ทั่วทุกทิศ   คอยดัน  แรงหนักหนา
เพราะแรงขับ  ทางเพศ  ทางกามา        คอยห่วงหา  ห่วงหวง  บ่วงแห่งกรรม                              
ว่ากายนี้  เพศนี้  มีแต่เกิด                      แท้หุ่นเชิด  ยึดมั่น  คอยตอกย้ำ
พึงพอใจ  โน้มเอียง  อยากกระทำ         อยากล่วงล้ำ  ขอบเขต  แห่งกามา
ความนุ่มนิ่ม  สะสวย  อยากสัมผัส       อยากเยียดยัด  เคล้าคลึง  กลึงกับหน้า
จากกลิ่นกาย  เหม็นเหงื่อ  เอือมระอา   เจรจา  ขี้ฟัน  เหม็นบรรลัย
กลิ่นจากเพศ  คาวฟุ้ง  ทั้งขี้เยี่ยว           กลิ่นเหม็นเปรี้ยว  โชยมา  สู้ไม่ไหว
เข้าจมูก  เข้าปาก  ยากหายใจ                ทั้งกลิ่นไอ  กลิ่นศพ  ที่อบอวน
แปลกที่เรา  นอนกอด  กันอยู่ได้           หนังปิดไว้  ย้อมใจ  ให้หอมหวน
เกิดกำหนัด  ชัดเจน  สิ่งเย้ายวน           อยากกลับหวน  ศึกษา  หาความจริง
“ปฏิกูลมนสิการบรรพ”                       กลับเลือกสรร  ความเน่า  ที่แช่นิ่ง
ออกมาแฉ  ให้เห็น  สิ้นทุกสิ่ง               เหมือนหมอนอิง  อบอุ่น  นุ่นสำลี
สมถะ   ภิกษุ  เจริญแล้ว                       ยังไม่แคล้ว   ข้องแวะ  น่าบัดสี
หลงเสวย   ประโยชน์  ความยินดี        ต้องหลีกลี้   ราคะ   พร้อมละวาง 
ความกำหนัด  กลัดกลุ่ม  มารุมจิต        ความย้อนคิด  นิวรณ์  มาขัดขวาง
เฝ้าหมกมุ่น  ครุ่นคิด  มิเว้นวาง            หาแนวทาง   หาหนาม  มาซ้ำเติม
(๑๐๒)  ลักษณะของจิตที่ละกามตามพุทธวิธี
      ตั้งสติ  และสัมปชัญญะ                  สมถะ  ค้ำจุน  เป็นแรงเสริม
ทั้งความเห็น  ทิฏฐิ ทุนประเดิม           ลดละเพิ่ม   คงที่  ไม่หนีพล่าน
ตัดสินใจ  หักหาญ  ปฏิบัติ                    เห็นเด่นชัด  ถึงจิต  ที่ฟุ้งซ่าน
เพราะตัณหา  ราคะ  คอยระราน           คอยหักหาญ  ด้วยจิต  ที่ร้อนรน
ทั้งที่กาย  เน่าเหม็น  น่ารังเกียจ             ยังไม่เกลียด  หวนคิด  แล้วสับสน
หากตัดได้  คลายได้  หายกังวน             ตัวเป็นคน  ถุงไถ้  เนื้อในมี
“รู้เห็นจริง”  ไม่ต้อง  คิดให้มาก            แค่ความอยาก  เรื่องร้าย  ไม่บัดสี
ฉุด ข่มขื่น  หวังพร่า  พรหมจารี           คอยข่มขี่  ฆ่ากัน  ให้บันลัย
แค่เนื้อหนัง  บางบาง  ที่ปกปิด              ยังหวนคิด  กลางแคม  อยากถูไถ
แค่หัวนม  ก้อนน้อย  แค่ก้อนไฝ            ยังทำใจ  กำหนัด  ให้พลุกพล่าน
อยากได้ดู  ได้รู้  ได้จับต้อง                    อยากได้ลอง  อยากใคร่  ให้หักหาญ
ปล่อยความคิด  ให้หลง  ตามต้องการ   ยิ่งเนิ่นนาน  ยิ่งหลง  ไม่ปลงใจ
(๑๐๔)  แนวการฝึก
      ปฏิกูลมนสิการบรรพ                      ลองคัดสรร  ร่างกาย  ที่สวยใส
ลองฝึกผ่าน  บางสิ่ง  จากด้านใน           หลุดออกไป  ที่เห็น  เป็นรูปธรรม
ลมหายใจ  เป็นสิ่ง  ละเอียดอ่อน            แต่ซับซ้อน  และยัง  คอยตอกย้ำ
ทั้งกลิ่นอาย  กลิ่นไอ  ยังจดจำ               ทั้งถ้อยคำ  ลมปาก  ฝากออกมา
แต่มิใช่  รังเกียจ  หรือเดียดฉันท์           แค่รู้มัน  ไม่งาม  ตามประสา
ปล่องให้ว่าง  วางไว้  ไม่บูชา                 คิดเสียว่า  เป็นหนึ่ง  ในอุบาย
ถอยออกมา  มองดู  ไม่คลุกคลี             หรือคิดหนี  เตลิด  ให้สูญหาย
หรือคิดพราก  ชีวิต  ให้มลาย               มันมิใช่  หนทาง  พุทธองค์
(๑๐๖)  การมนสิการด้วยสามัญจิต  จินตนาการ ความสามารถในการสร้างภาพในสมอง
      สามัญจิต  แค่คิด  แค่นึกอยู่            อาจล่วงรู้  มากมาย  หรือลืมหลง
เมื่อสมอง  สร้างภาพ พร้อมฟันธง      ผัสสะส่ง  เกื้อกูล  กันและกัน
(๑๐๗)  คิดเปรียบเทียบ
      คิดเปรียบเทียบ  น้อมนำ  อสุภะ     ให้ลดละ  สังเวช  ในรูปขันธ์
ว่าไม่เที่ยง  แก่กาย  ลงทุกวัน                เนื้อหนังนั้น  มีแต่  จะหย่อนยาน
ผมเคยดก  เคยดำ   เป็นหงอกขาว        เรี่ยวแรงเรา  หย่อนไป  ตามสังขาร
ทุกเรื่องราว  เป็นจริง  ใช่นิทาน             เปรียบเทียบผ่าน  รูปขันธ์  ด้านหน้าตา
(๑๑๑)  คิดจินตนาการ  ความสามารถในการสร้างภาพในสมอง
      เมื่อสมอง  สร้างภาพ  ความเป็นจริง  คิดถึงสิ่ง  ที่ผ่าน  และข้างหน้า
ที่เคยเกิด  เคยดับ  ตลอดมา                   ตระหนักว่า  จะเกิด  ดับต่อไป
(๑๑๓)  คิดถึงปัจจุบันผัสสะ
(๑๑๔)  ผม

      พึงเห็นกาย  นี้แหละ  แต่พื้นเท้า      ปลายผมเรา  ลงมา  ยิ่งอ่อนไหว
อสุภะ  ที่เห็น  ทั้งนอกใน                       ล้วนแต่ไม่  สะอาด พร้อมยืนยัน 
อย่างเช่นผม  ต้องใช้  แชมพูสระ           อสุภะ  รังแค  คราบน้ำมัน
ทั้งกลิ่นเหงื่อ  กลิ่นสาบ  แถมยังคัน       สระทุกวัน  ยังเห็น  ความเป็นไป
ในอาหาร  เกิดมี  เส้นผมตก                   สกปรก   ปรุงแต่ง   จิตหวั่นไหว
มันผะอืดผะอม  สุดข่มใจ                      อาจคลื่นไส้  คลื่นเหียน  อาเจียนจาม
(๑๑๔)  ขน
      ทั้งขนหนวด  รักแร้  และขนเพชร   ยิ่งคดเค็ด  หยิกหยอย   ยิ่งหยาบหยาม
ยิ่งครุ่นคิด  ยิ่งติด  ยิ่งคุกคาม                 ยิ่งเข็ดขาม  ยิ่งยาก  ฝากเยื่อใย
(๑๑๕)  เล็บ
      ที่ซอกเล็บ  มากมี  อสุภะ                 ล้วนขยะ   เน่าเหม็น  สุดทนไหว
ยามตัดออก  ย่อมเห็น  ความเป็นไป      มันมิใช่  ของเรา  อนัตตา
(๑๑๕)  ฟัน
      กลิ่นในปาก  มากมี  สุดคลื่นเหียน   แทบอาเจียน  นอนใกล้  ไม่หรรษา
แทบกระอัก  คลื่นเหียน  สุดพรรณนา   ต้องเยียวยา  แปรงฟัน  อมยาอม
(๑๑๕)  หนัง
      หนังที่ห่อ  เรือนร่าง  อย่างที่เห็น     ช่างโดดเด่น  นิ่มนวล  และสวยสม
ยิ่งแต่งตึง  นุ่มนิ่ม   อยากเชยชม            อยากดอมดม  ลูบไล้  ใคร่นำพา
ต้องอาบน้ำ  ต้องหา   สบู่ถู                     แค่เพียงครู่  เหงื่อไคล  มากหนักหนา
ทั้งเหนียวเหนอะ  ส่งกลิ่น  คาวออกมา  ประดุจว่า  หมักหมม  อยู่ข้างใน
ทั้งฝีหนอง  พุพอง  ที่ผิวหนัง                 น้ำเหลืองขัง  เจ็บปวด  สุดทนไหว
ทั้งเน่าเหม็น  กินโป๊ะ  ทาเข้าไป              ถมเท่าไหร่  ก็ยัง  จะลุกลาม
น้ำเหลืองไหล  ถึงไหน  ลามถึงนั้น         ทุกข์ที่มัน  เจ็บปวด  ถึงหาบหาม
อนิจจัง  ทุกอย่าง  ไม่เห็นงาม                 ทุกโมงยาม  ยิ่งเห็น  ยิ่งเข็ญไจ
(๑๑๖)  การมนสิการด้วยเจโตสมาธิ สมาธิที่นำจิตให้หลุดพ้นจากการครอบงำปรุงแต่งของอารมณ์ทั้งหลาย
      จิตหลุดพ้น  เจโตสมาธิ                    เหมือนหนึ่งปริ  จากกาย  ที่อาศัย
สิ่งปรุงแต่ง  หลากหลาย  หลุดพ้นไป     หลุดพ้นไกล  อารมณ์  ที่ครอบงำ
ความตั้งมั่น  แห่งจิต  อยู่กับที่                ตั้งใจดี  มุ่งมั่น  ในพระธรรม
ลมหายใจ  เข้าออก  ยิ่งลึกล้ำ                  ฝึกประจำ  ฝึกทำ  เสมอมา
(๑๑๗)  ทัศนสมมาบัติ
      ไม่ประมาท  สติ  อยู่กับตัว               ไม่เมามัว  มุ่งมั่น  ปรารถนา 
เผากิเลส  เครื่องกั้น  เครื่องนำพา           เรียกได้ว่า  ให้เห็น  ความเป็นไป
เห็นอาการ  ทั้งสิ้น  สามสิบสอง             แค่เพ่งมอง  ตัวเอง  ยังสงสัย
เห็นกระดูก  ก้าวล่วง  ถึงเนื้อใน             ความยิ่งใหญ่  แห่งกรรม  ก้าวตามทัน
ทั้งที่อยู่  ในร่าง  ในกายนี้                       และทั้งที่  หลุดลอย  เหมือนคล้ายฝัน
ปฏิกูลมนสิการบรรพ                            ยิ่งเชื่อมั่น  ล้วนไม่  สะอาดเลย
(๑๑๙)  ปัจจัยที่เกื้อต่อการรู้แสงและเห็นรูป
      เพียงได้พิศ  อาการ  สามสิบสอง       อยากให้ลอง  นึกคิด  คำเฉลย
ค่อยคลายความ  คิดพล่าน  อย่างคุ้นเคย  ค่อยเปรียบเปรย  ให้เห็น  ความเป็นไป
สมาธิ  ตั้งมั่น  การรับรู้                             เพ่งพิศดู  กองลม  ที่เคลื่อนไหว
เห็นหน้าท้อง  ขยับ  เมื่อหายใจ                ราบรื่นได้  ไม่ขัด  ตัดทางลม
นอนราบลง  ยืนตรง  ตามวิสัย                 ความเป็นไป  ไม่เกร็ง  ไม่ขื่นขม
ให้สบาย  ผ่อนคลาย  จากทุกปม               เดินจงกรม  ก็เป็น  เช่นเดียวกัน
ไม่ต้องคิด  หาคำ  บริกรรม                       ไม่ต้องทำ  อวดรู้  อวดกระสัน
เพียงถอยห่าง  จากร่าง  มาเท่านั้น             สังเกตมัน  ทุกสิ่ง  ขยับไหว
เห็นหน้าท้อง   กองลม  เคลื่อนขยับ          ไม่ต้องจับ  กองลม  ที่เลื่อนไหล
เพียงสังเกต  ให้เห็น  ความเป็นไป            สักอึดใจ  แค่กึ่ง  ครึ่งนาที
อาจเห็นแสง  แปลบปลาบ  วาบขึ้นบ้าง    ความแตกต่าง  เมื่อเห็น  สิ่งบ่งชี้
อย่าไปคว้า  ไปหวัง  ไปยินดี                     สิ่งเหล่านี้  เป็นเพียง  อุปาทาน
อย่าตื่นเต้น  ตั้งจิต  ให้วางเฉย                  ให้ปล่อยเลย  ตามเลย  อย่างอาจหาญ
คิดว่าร่าง  เป็นหุ่น  ไร้วิญญาณ                 ให้ปล่อยผ่าน  ปล่อยเลย  ตามเลยไป
จิตสงบ  ความคิด  อุเบกขา                       เหมือนลืมตา  ขจัด  ม่านบางไส
อวัยวะ  ที่เห็น  เป็นอย่างไร                       ก็เพียงให้  ได้เห็น  อย่าเน้นมัน
ยี่สิบสาม  วันดี  เดือนสิงหา                       ได้รู้ว่า  หัวใจ  มันกระสัน
เต้น ตุบ  ตุบ  ตุบ  ตุบ  เป็นรางวัล             ตอนที่ฉัน  ตั้งมั่น  ในเจโต
ยี่สิบสาม  เวลา  หลายนาที                        เหมือนคนตรี  จังหวะ  ใช่ยะโส
ที่ได้รู้  ได้ยิน  ใช่คุยโว                               ใกล้พุทโธ  แนวทาง  พุทธองค์ 
เมืองกายา  นคร   ที่ได้ไป                          เพียงแค่ได้  ครั้งแรก  ก็ลืมหลง
อยากจะไป  อีกครั้ง  บอกตามตรง            กุศลส่ง  คงได้  ไปอีกครา
(๑๒๒)  พุทธวิธีรักษาการเห็นรูป
      เหตุแห่งภาพ  นิมิต  เกิดแล้วดับ         ต้องยอมรับ  เรายัง  ไม่ประสา
“ความลังเลสงสัย”  ที่เข้ามา                     รู้ตัวว่า  เกิดจาก  “ความเผลอใจ”   
“ความง่วงเหงาซึมเซา”  แม้เศษเสี้ยว       “ความหวาดเสียว”  นำพา  ยิ่งหลงใหล
“ความตื่นเต้น”  ยิ่งพา  ยิ่งตกไกล             ความห่วงใย  “ความเพียร  เคร่งครัดเกิน”
“ภาวะหยาบ”  เพราะจิต  ไม่ปลอดโปร่ง   ยังไม่โล่ง  “ความเพียร  ยังขัดเขิน”
เพราะ  “ตัณหา” กระตุ้น  จึงหลงเพลิน    หรือบังเอิญ   “สำคัญ   มันผิดไป”
หรือเพราะเพ่ง  เล็งรูป  เลยเสียศูนย์”        ไม่เกื้อกูล  สติ  จึงหวั่นไหว
อะไรหนอ  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย                 “วิตก” ใช่  ตรองตรึก  นึกอารมณ์
อีก  “วิจารณ์”  ความตรอง  สิ่งพบเห็น     ว่าดีเด่น  ว่าเลว  ไม่เหมาะสม
สมาธิ  สะดุด  หลุดคำคม                           จึงต้องล้ม  ต้องหลุด  ไม่ผุดเลย
(๑๒๘)  เคล็ดวิชาอากาสกสิณ  
      “ภาวะหยาบ”  พร่ามัว  ไม่แจ่มใส       ภาวะใจ  ขุ่นมัว  ไม่เปิดเผย
เพราะโลภะ  โทสะ   โมหะเกย                   จึงทำเฉย  เนือยนิ่ง  ไม่แกว่งไกว
กรรมฐาน  เป็นงาน  สมถะ                       ช่วยลดละ  ขัดเกลา  จิตพิสัย
ด้วย  “กสิณ”  วัตถุ  เครื่องจูงใจ                ผูกอยู่ใน  อากาศ  รูปธรรม
เรียก “กสิณ”  หมายว่า  เพ่งอารมณ์          ให้จับลม  ให้ได้  ใคร่น้อมนำ
ให้ติดตา  ตรึงใจ  จนดื่มด่ำ                        ฝึกจดจำ  หลับตา  ตรึงตราใจ
เอา  “อากาส”  ไปผูก  กับ “กสิณ”             เพ่งถึงถิ่น  อารมณ์  ที่อ่อนไหว
รู้ว่านิ่ง  ฟุ้งซ่าน   ปล่อยผ่านไป                 เมื่อจับได้  ขยาย  มันขึ้นมา
(๑๓๑)  วิธีฝึกอากาสกสิณขั้นต้น
     เพ่งสิ่งเห็น  ฝึกจำ  จากที่เห็น              มิใช่เค้น  ฝึกจำ  จากสายตา
พยายาม  ตรึกความ  ให้รู้ว่า                      สีที่ทา  สีขาว  สีโปร่งใส
หลับตาลง   ยังเห็น  เป็นสีขาว                  จับเรื่องราว  สีขาว  ให้เคลื่อนไหว
หลัก  “อากาสกสิณ”  ก็เป็นไป                  จับเอาไว้  ช่องว่าง  มิหวังคลาย
(๑๓๒)  ๑.  ฝึกสายตาให้ตั้งตรงไม่หลุกหลิก
      นั่งตัวตรง  คอตั้ง  หวังนิ่งรู้                เพ่งตาดู   นิ้วชี้  สุดแขนซ้าย
เพ่งตาดู  มั่นคง  มิกลับกลาย                    มิให้หาย  มองไกล  ใจมั่นคง
(๑๓๓)  ๒.  สำรวจคลื่นความคิด
      เพ่งกสิณ  ให้จิต  ปักจุดเดียว              มิให้เที่ยว  ซอกแซก  จนลืมหลง
เพ่งให้นาน  ให้มั่น  เพ่งให้ตรง                 เพ่งแล้วส่ง  ให้ไกล  สุดปลายฟ้า
(๑๓๔)   ๓.  สร้างกรอบช่องว่างด้วยสองมือ
      ผ่อนกายใจ  สบาย  ไม่ต้องเกร็ง         แล้วค่อยเล็ง  ช่องว่าง  มือซ้ายขวา
ทั้งนิ้วโป้ง  นิ้วชี้   แตะข้างหน้า                เพ่งสายตา  มองผ่าน  นั้นแสนไกล
(๑๓๔)  ๔.  สำเนียกรู้ช่องว่างระหว่างกรอบมือ
      หลับตาลง  จดจำ  สิ่งที่ว่าง                จากต้นทาง  สืบต่อ  เพื่ออาศัย
ความรู้สึก  ช่องว่าง  เกิดที่ใจ                    มองข้างใน  กายา  รู้ว่ามี
(๑๓๕)  ๕.  ฝึกขยายขอบเขตช่องว่าง
      ลองลัดเลาะ  สืบเสาะ  แสวงหา          ลองนำพา  ลัดเลาะ  ตามวิถี
ที่เป็นโพรง  ช่องว่าง  ทางบ่งชี้                 ในกายนี้  มากมี  ที่จะไป
(๑๓๖)   ๖.  สลับเดินจงกรมช่วย
      ลุกขึ้นเดิน  จงกรม  ปล่อยความนิ่ง    เริ่มปล่อยทิ้ง  เข้าสู่  ความสดใส
สงบบ้าง  ปล่อยบ้าง  อย่าฝืนใจ                เพื่อมิให้  เบื่อหน่าย  ในอารมณ์
(๑๓๗)  วิธีฝึกอากาสกสิณชั้นกลาง
      รู้เสมอ  ความว่าง”  เขตจำกัด            รู้แน่ชัด  ความนิ่ง  อย่างเหมาะสม
หน่วงอยู่ได้  นิ่งนาน  เดินจงกรม            กับกองลม  ช่องว่าง  หนทางเดิน
(๑๓๗)  ๑.  กำหนดความว่างระดับห้อง
       ลองทอดตา  เพ่งมอง  ผนังห้อง        สายตาจ้อง  แน่วนิ่ง  อย่าห่างเหิน
หลับตาลง  ยังเห็น  ใช่บังเอิญ                  อยากเชื้อเชิญ  หากจำ  ถนัดตา
ลองย่อส่วน  ขยาย  หมายที่เห็น              เอาให้เป็น  ตามใจ  ปรารถนา
ต้องไม่เกร็ง  ไม่เครียด  เพียงนำพา         ที่ผ่านมา  ถือว่า  เดินถูกทาง
(๑๓๘)  ๒.  กำหนดแผ่จิตไปตามทิศต่างๆ
      กำหนดทิศ  เบื้องซ้าย  ย้ายเบื้องขวา  จากข้างหน้า  มาสู่  ทิศแนวขวาง
ขึ้นข้างบน  ลงสู่  ทิศเบื้องล่าง                ทุกทิศต่าง  สอดรับ  กับวจี 
(๑๓๙)  ๓.  กำหนดความว่างระดับสุดขอบฟ้า
      แผ่ความกว้าง  ออกไป  สุดขอบฟ้า   ไกลยิ่งกว่า  เวิ้งว้าง  สุดวิถี
สติรู้  ตั้งมั่น  ยังอยู่ดี                               ไร้สิ่งที่  ดูดซับ  ให้เปลี่ยนไป
รู้ช่องว่าง  คมชัด  บริสุทธิ์                      เปรียบประดุด  ไร้สิ้น  สิ่งสงสัย
ปิติสุข  ก่อเกิด  ขึ้นภายใน                      รู้สึกได้  ฝ่ายรูป  และฝ่ายนาม
(๑๔๑)  วิธีฝึกอากาสกสิณชั้นสูง
      สิ่งถูกรู้ ถูกดู  และถูกเห็น                 มิใช่เป็น  ตัวจิต  ต้องหาบหาม
ปิติสุข  เกิดได้  เมื่อถึงยาม                     ทุกคำถาม  ลองนึก  ฝึกกับตน
“อากาสานัญจายตน”                            เกิดผัสสะ  “ตัวรู้”  เหตุและผล
ว่าช่องว่าง  เปลี่ยนได้  ใช่เล่นกล           ใคร่ยินยล  ใคร่เห็น  ความเป็นไป
สิ่งที่เห็น  เป็นเพียง  รู้ทางรูป                ใจถูกสูบ  ดับสูญ  สิ้นสงสัย
เพราะอากาศ  นั้นว่าง  สุดฟ้าไกล          รู้สึกได้  เห็นได้  ด้วยสายตา
(๑๔๒)  ๑.  เลิกสนใจความว่างอันประมาณขอบเขตได้ด้วยวัตถุและทิศทางทั้งปวง
      อากาสธาตุ  จัดเป็น  รูปอย่างหนึ่ง   ยังทราบถึง  ขอบเขต  ที่รักษา
ทั้งดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  สำคัญว่า                “จำรูป”  มา  ให้เห็น  ความเป็นไป
(๑๔๒)  ๒. วางจิตให้พ้นจากความกระทบแม้ทางนามธรรม
      วางสติ  ให้อยู่  กับความว่าง             สลัดทาง  จากสิ่ง  มาอาศัย
ไร้ทุกข์สุข  ความคิด  อารมณ์ใด            ปลดปล่อยใจ  ให้พ้น  นามธรรม
(๑๔๓)  ๓.  กำหนด  “รู้”  ให้เสมอ  “ว่าง”  อย่างปราศจากประมาณ
      เมื่อความว่าง  เปิดไว้  ไม่จำกัด        ทั้งสลัด  รูปนาม  ที่ตอกย้ำ
สลัดสิ่ง  กระทบ  ให้จดจำ                     สลัดซ้ำ  ทุกอย่าง  ขวางทางใจ
(๑๔๔)  วิธีใช้อากาสกสิณรู้กายภายใน
      เมื่อจิตหน่วง  ความว่าง  เอาไว้นาน  ถือว่าผ่าน  แนวทาง  ประยุกต์ใช้
อุปกรณ์  วิเศษ  ที่ฝากไว้                       ป้องมือให้  ช่องว่าง  สอดประสาน
(๑๔๔)  วิธีที่  ๑  ช่องว่างหรือความเป็นโพรงในร่างกาย
      นั่งหรือนอน  ปิดตา  แล้วขบฟัน    ลิ้นอย่าดัน  ไปชน  ถึงเพดาน
รู้สึกเห็น  เป็นโพรง   โล่งทางผ่าน        ยิ่งยาวนาน  ยิ่งเห็น  ความเป็นโพรง           
(๑๔๕)  วิธีที่  ๒  กำหนดช่องว่างในวงแหวน
      ให้กำหนด  วงแหวน  ล้อมรอบกาย  ตามสบาย  รอบกาย  นั้นปลอดโปร่ง
เลื่อนขึ้นได้  ลงได้   รอบกายโล่ง          ดุจห้องโถง  โล่งกว้าง   รอบร่างกาย
(๑๔๗)  การรู้ปฏิกูลโดยความเป็นวิปัสสนา
      ปฏิกูล  ในกาย  หมายเกิดดับ          หากจะนับ  ตัวตน  ไร้ความหมาย
ยิ่งยึดมั่น  ยิ่งคิด  ยิ่งน่าอาย                  แม้กลิ่นกาย  ก็ล้วน  อนิจจัง
ว่าล้างแล้ว  ขัดแล้ว  จนสะอาด            ช่างผิดคาด  เดี๋ยวเดียว  ก็มาฝัง
ทั้งขี้ฟัน  ขี้ไคล  ขี้มากจัง                     อาบทุกครั้ง  ขัดถู  แค่ดูดี
อาหารใหม่  ส่งผ่าน  มันก็เก่า               หมักเหม็นเน่า  มากมาย  ในกายนี้
กายในกาย  ทยอย  เพิ่มทวี                   แล้วเกิดมี  ให้เห็น  ไม่เว้นวัน

                                     เด็กนิโคร
                                         w – nikro.com




ทางสามแพร่ง

ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๓
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๔
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๒
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๓
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๔
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๕
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๗
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๘
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๐
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๑
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๒
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๓
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๔
มหาสติปัฏบานสูตร ตอนที่ ๑๕
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๖
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๗
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนท่ี ๓๐
พุทธศาสนาThe Have I Heard ความนำ เพื่อร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑ พระสูติกาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒ ลักษณะมหาบุรุษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓ เทวฑูตทั้ง ๔
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔ เสด็จออกผนวช
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕ พิจารณาอาหารในบาตร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๖ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๗ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๘ ทางสายกลาง หนทางแห่งการตรัสรู้
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๙ นางสุชาดา กับข้าวมธุปายาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๐ ทรงชนะพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๑ ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๒ ธิดาพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๓ เสวยวิมุตติสุข
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๔ ดอกบัวสี่เหล่า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๕ ปฐมเทศนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๖ อุบาสิกาคู่แรก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๗ รากเหง้าแห่งอกุศลและกุศล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๘ กามคุณ ๕
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๙ โปรดชฎิลสามพี่น้อง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๐ เวฬุวัน วัดแรกในพุทธศานา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๑ ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๒ วิธีแก้ง่วงของพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๓ วันจาตุรงคสันนิบาต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๔ เสด็จโปรดพระราชบิดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๕ ฝนโบกขรพรรษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๖ โปรดพระนางพิมพาและราหุล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๗ ไม่มีสิ่งใดรัดตรึงใจบุรุษเท่าสตรี
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๘ พึงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๙ ความไม่เที่ยงของสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๐ พระอานนท์ พระพุทธอุปัฏฐาก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๑ ประกาศนียกรรมพระเทวฑัต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๒ พระเทวฑัต ผู้ทำสังฆเภท
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๓ พระเทวฑัต ถูกแผ่นดินสูบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๔ พระเจ้าอชาติศัตรู ผู้สำนึกบาป
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๕ พระเจ้าสุทโธทนะ บรรลุพระอรหันต์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๖ ครุธรรม ๘ ประการ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๗ เสด็จโปรดพุทธมารดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๘ มาคันทิยะพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๙ โปรดเวรัญชพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๐ พญาช้าง "ปาลิไลยกะ"
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๑ ธรรมวินัยจะเศร้าหมองหรือรุ่งเรือง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๒ อหิงสกะหรือองคุลีมาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๓ ท้าวผกาพรหม ผู้เห็นผิดเป็นชอบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๔ ทรงแสดงนิมิตโอภาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๕ พญาวัสวดีมาร ทูลขอให้ปลงอายุสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๖ "สุกรมัทวะ" อาหารมื้อสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๗ "ปุกกุสะ" ถวายผ้าสิงคิวรรณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๘ สถานที่ระลึกถึงพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๙ "สุภัททะ" พระสาวกรูปสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๐ โอวาทสุดท้ายก่อนดับขันธ์ปรินิพาน
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๑ พิธีถวายพระเพลิงและจัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนที่ ๔๙
มุมอาเซียน
ครอบครัวอบอุ่น ๓
ครอบครัวอบอุ่น ๒
ครอบครัวอบอุ่น ๑



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
โรงเรียนวัดนิโครธาราม,นิโครธาราม,นิโคร,เด็กนิโคร,ครูนิโคร,หนุ่มนิโคร,สาวนิโคร,ชาวนิโคร,พี่เสือ,เจ้าตัวน้อย,สมนึก,โก้เจ้า,จามจุรี wnikro@gmail.com