ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ลิ้งเพื่อหาประสบการณ์
dot
bulletค้นหากับ google
bulletเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
bulletเว็บไซต์ที่น่าสนใจ
bulletโรงเรียนวัดนิโครธาราม
bulletกระดานถามตอบ
bulletระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
bulletค้นหาระเบียบของทางราชการ
bulletรวมคำสั่งของ สพฐ.
bulletเส้นทางสู่ ครูชำนาญการพิเศษ
bulletดูแผนที่ทางอากาศ (ชัดมาก)
bulletไม่เชื่ออย่าลบหลู่
bulletภาพตรงข้ามของเด็กนิโคร
bulletร่วมสร้างสานตำนานรัก
bulletประกาศสอบราคา
bulletค่าใช้จ่ายในการไปราชการ
bulletมุมอาเซียนของเด็กนิโคร
bulletสุขภาพช่องปาก เด็กทับปุดรักฟัน
bulletบทเรียนวิชาภาษาไทย
bulletตลาดนัดนักเรียน
bulletเสียงครวญจากตัวเลขไทย
bulletพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ
bulletโรงเรียนทับปุดวิทยา
bulletรวมวีดีโอกิจกรรมต่างๆ
bulletโรงเรียนวิถึพุทธ
bulletพี่พลอยสอนศิลป์ Show it off
bulletSAR รายงานคุณภาพการศึกษา
bulletจามจุรีสาร
bulletเทศบาลตำบลทับปุด
bulletค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาฯ
bulletบทอาขยาน ของเด็กนิโครฯ
bulletโครงการอาหารกลางวัน
bulletครูพี่เลี้ยงเด็กพิการเรียนร่วม




มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๒

 
                 เรียบเรียงบทกลอนโดย  นายสมนึก  ธนการ  

ตอนที่  ๑๒  ธรรมานุปัสสนา  หมวดสภาวธรรม  (นีวรณบรรพ  กำจัดตัวการที่ทำให้ขาดสติ)
(๒๙๒)  ธรรมานุปัสสนา
(๒๙๕)  นีวรณบรรพ  พุทธพจน์  และนิยาม

      ธรรมในธรรม   เครื่องกั้น  “นิวรณ์ห้า”  รู้ชัดว่า   ยินดี  “พอใจกาม” 
พยาบาท” เคียดแค้น พูดหยาบหยาม   กำหนดยาม  รู้สึก  “จิตหดหู่
จิตฟุ้งซ่าน”   “สงสัย  ใคร่อยากเห็น”   ยังติดแน่น  ฝังใจ  ใคร่อยากรู้
ไร้ตัณหา   ทิฏฐิ   คิดต่อสู้                      ยังฝังอยู่  ติดแน่น  ค่อยเป็นไป
(๒๙๘)  จุดมุ่งหมาย
      “นิวรณ์”  คือ  เครื่องกั้น  ขวางทางจิต  มิให้คิด  ก้าวหน้า  ไปถึงไหน
เรื่องเศร้าหมอง  บั่นทอน  ทั้งกายใจ     ปิดมิให้  ได้เห็น  ความเป็นจริง
(๒๙๙)  แนวทางฝึก
      เพราะนิวรณ์   มันฝัง   อยู่ในจิต      ความนึกคิด  หลงใหล  ในบางสิ่ง
มีทั้งปล่อย  ทั้งห้าม  ทั้งแช่นิ่ง               หรือต้องทิ้ง  ให้ไกล  ไปจากมัน                           
(๓๐๐)  เหตุให้เกิดกามฉันทะและวิธีละ  เครื่องหมายโดยความเป็นของไม่ปฏิกูล (เป็นของงาม) เช่น รูปที่ได้เห็นด้วยตา เสียงที่ได้ฟังด้วยหู
      กามฉันทะ  พอใจ  ในนิมิต             จากความคิด  เป็นลาง  เหมือนอย่างฝัน
ยังไม่เกิด  ก็เกิด  ขึ้นโดยพลัน               แล้วสร้างสรรค์  ให้เห็น  ความเป็นไป 
“สุภะ”  คือ  ความงาม  จากนิมิต          อยากแนบชิด  กิเลส  เริ่มหวั่นไหว
เพราะความสวย  ความงาม  ยั่วยวนใจ ยิ่งหลงใหล  ลุ่มหลง  บ่งชี้ชัด
(๓๐๑)  ความหมายของกาม
      “วัตถุกาม”   ทั้งห้า  กามคุณ           จะคอยลุ้น  กลิ่นเสียง  รส สัมผัส
เกิดความรัก  ความใคร่  ความกำหนัด  ล้วนถูกจัด  อยู่ใน   วัตถุกาม
ความรู้สึก   นึกคิด  เป็นกิเลส                ใช่เรื่องเพศ  เรื่องเดียว  ที่หยาบหยาม 
แม้กลิ่นเสียง  ไม่เห็น  แม้รูปนาม          แม้เพียงความ  คิดนึก   ตรึกตรองเอา 
(๓๐๒)  ยอดสุดของกาม
      ความพอใจ  ในกาม   เฉพาะตัว       ความเมามัว  ในกาม  หนักหรือเบา
ยิ่งวิตก  ยิ่งเห็น  เหมือนดั่งเงา               อยู่ที่เรา  อย่างเดียว  คอยเกี้ยวพา
(๓๐๔)  การรู้ราคะโดยความเป็นอนิจจัง
      ทั้งผิวพรรณ  ผุดผ่อง  เป็นยองใย   ดูสดใส  สะสวย   สะดุดตา   
พิศทางไหน  ก็สวย   ดั่งนางฟ้า            ห่างเวลา   ไม่นาน  ผิวกร้านไป
ตาดำขลับ   กลับกลาย  เป็นฝ่ามัว         ผมบนหัว   เคยดำ  กลับขาวไส
ร่างสูงโปร่ง  ประเปรียว  เดินว่องไว     ต้องหาไม้  ค้ำยัน  หวั่นล้มลง
อนิจจัง  สังขาร  นั้นไม่เที่ยง                 เวลาเพียง  ไม่นาน  ที่ตามส่ง
แต่สุดท้าย   ชีวิต   ก็ปลิดปลง               สิ่งที่คง  เหลือไว้   แทบไม่มี
(๓๐๕)  กรรมฐาน  ๕  พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง  ให้เห็นตามเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่าย
      ในพระธรรม   วินัย   ก่อนรับผ้า     อุปัชฌาย์  สอนสั่ง  และบ่งชี้
กรรมฐาน  ทั้งห้า  คิดให้ดี                    ว่าผมนี้  ขนนี้   เล็บ  ฟัน  หนัง 
ท่องกลับไป  กลับมา  สาธยาย              อธิบาย  ให้เห็น  ซึ่งความหลัง
ตั้งสติ   แน่วแน่  และจริงจัง                 ตั้งใจฟัง  คำสอน   อุปัชฌาย์
“หนังศีรษะ”  ปกคลุม  ด้วยเส้นผม    มันผสม   เหนียวหนืด  ต้องรักษา
ถ้าไม่สระ  ไม่ล้าง  สักเวลา                   จะรู้ว่า  มันเหม็น   เป็นอื่นไป
ความรู้สึก  โสโครก   สกปรก               ยากหยิบยก  เส้นผม   ที่ตกใส่
แม้อาหาร  อร่อย  กร่อยทันใด              ยอมตัดใจ  ไม่กิน   แถมนินทา
ขนจมูก  ขนคิ้ว    ขนรักแร้                  ไม่เว้นแต่  ขนแขน  ขนง่ามขา
ในซอกเล็บ  เหม็นกลิ่น  ที่ติดมา          ต้องรักษา   ต้องตัด   ขว้างทิ้งไป
ในซอกฟัน  ขี้ฟัน  มันเหม็นบูด           ยากพิสูจน์   เหม็นกลิ่น  สุดทนไหว
ต้องแปรงฟัน  สีฟัน   หมั่นห่วงใย       ลืมเมื่อไหร่  กลิ่นปาก  ยากเกี้ยวพา
และที่สุด  ผิวหนัง   ที่ห่อหุ้ม                มากด้วยกลุ่ม  ขุมขน  มากหนักหนา
ทั้งน้ำเหงื่อ  น้ำไคล  ไหลออกมา          แป้งที่ทา  ประทิ่น  โป๊ะเข้าไป
รวมพลัง  ทวี  เป็นสองเท่า                   นานนานเข้า หมักหมม  สุดทนไหว
เมื่อรู้ชัด  ยิ่งรู้  ยิ่งเข้าใจ                        สัมผัสได้   สุดซึ้ง   อุปาทาน
หากสติ  กำลัง   ยังอ่อนอยู่                   กำหนดดู  สังเกต  ถึงแก่นสาร
การนึกถึง  สติ   กรรมฐาน                   ระลึกผ่าน  ผมขน  เล็บฟันหนัง 
(๓๐๘)  เหตุให้เกิดความพยาบาทและวิธีละ
      “ปฏิฆนิมิต”  หงุดหงิดใจ              ทำอะไร   ขัดใจ  เสียทุกครั้ง
ความคับแค้น  เคืองจิต  เป็นที่ตั้ง         สิ่งที่หวัง  ไม่เป็น  เช่นตั้งใจ
เพียงเจริญ  เมตตา  ภาวนา                  กระแสพา  นำส่ง  สุขสดใส
กระแสน้ำ  จากห้วง  ทะเลใหญ่            ท่วมทับให้   จิตใจ  ได้เย็นลง
(๓๐๙)  ความแตกต่างระหว่าง  “โกรธ”  กับ  “พยาบาท”
      ความโกรธนั้น หมายถึง ความขุ่นเคือง เหตุเกี่ยวเนื่อง  ผัสสะ  ที่ลุ่มหลง
พยาบาท  แค้นใจ  ไม่ยอมปลง             คอยสาปส่ง   เคียดแค้น  และชิงชัง
(๓๑๐)  การรู้ความพยาบาทโดยความเป็นอนิจจัง
พยาบาท  อึดอัด  เหมือนกลัดหนอง    ให้จิตหมอง  เดือดร้อน  เหมือนถูกขัง
พยาบาท  แท้จริง  แค่ความหลัง          เกิดแล้งฝัง  นอนแช่  แผ่พังพาน
จะนั่งนอน  อย่างไร  ก็หมองคล้ำ        หน้ามืดดำ  กลัดกลุ้ม  ไม่อาจหาญ
แก้ไม่ได้   ปล่อยไป   ให้พ้นผ่าน         เรื่องวันวาร  ลืมเถอะ  เลิกฝังใจ
เพราะที่กลุ้ม  เรากลุ้ม  อยู่คนเดียว     เราห่อเหี่ยว   เพื่อนเขา  เที่ยวถึงไหน
หน้าระรื่น  ชื่นบาน  อยู่กับใคร           เรื่องอะไร   ทุกข์ใจ   อนิจจัง 
(๓๑๑)  การแผ่เมตตา
      แผ่เมตตา  ตัดไฟ   แต่ต้นลม         ยากจะข่ม  ระงับ  กับความหลัง
อนิจจา  ทุกอย่าง   ไม่จีรัง
                   สิ่งเคยพลั้ง  เคยพลาด   ขออภัย
หากเวรกรรม  เคยก่อ  เคยกินแหนง   เคยคลางแคลง  ต่อกัน  แต่ปางไหน
อโหสิ  ต่อกรรม   ทั้งกายใจ                  สิ่งมุ่งร้าย  จงคลาย  หายจากกัน
อานิสงส์  ของการ  แผ่เมตตา             เขาเล่าว่า  มีคุณ  มากอนันต์
หลับเป็นสุข   ตื่นสุข  ทุกคืนวัน         ไม่หลับฝัน  ลามก  สิ่งไม่ดี
เป็นที่รัก   ของเพื่อน   ทั้งมนุษย์        และที่สุด  ถึงแม้  แต่ภูตผี

ไฟ  ยาพิษ  ศาสตรา  ไม่ราวี               เพราะจิตนี้  ตั้งมั่น  ไม่หวั่นใจ
แผ่เมตตา  เลิกรา  การอาฆาต             เพราะมิอาจ   งอกเงย  เป็นดีได้
แผ่เมตตา  เลิกร้าง   ห่างกันไป           หน้าผ่องใส  เพราะจิต  คิดสิ่งดี
(๓๑๒)  การฝึกเจริญเมตตาโดยอาศัยจิตสามัญ
      “การอดกลั้น”  ข่มใจ  เพียงหยุดคิด   เพียงปกปิด  เอาไว้   เพียงแค่นี้
วันหนึ่งอาจ  ระเบิด  ขึ้นสักที             สิ่งเหล่านี้  ลำบาก  ยากทำใจ
“อภัยทาน”  อภัย  ไม่จำกัด                ที่แน่ชัด  ทุกอย่าง  ไม่สงสัย
ส่วนจะทำ  หรือเพียง  แค่คิดไป         หรือเพียงให้  ฝึกรู้  ดูง่ายดาย
ลองสำรวจ  ตัวเรา  ด้วยตระหนัก      ว่าเรารัก  มักโกรธ  หรือมักง่าย
ชอบผูกโกรธ  ผูกจิต  คิดมากมาย      ชอบเบื่อหน่าย  หรือเป็น  เช่นไรกัน
“เมตตาจิต”  ละคิด  การจองเวร        เพื่อเบี่ยงแบบ   ผูกติด  ความคิดฝัน
ยังเสียเปรียบ  ผูกจิต   คิดผูกพัน        อยากมีวัน  อภัย  ใคร่ยินยอม
เปรียบเหมือนเหรียญ  ด้านหัว  คือเมตตา   พลิกกลับมา  ด้านก้อย  ใช่ของหอม
พยาบาท   ผูกจิต   คิดตรมตรอม       เราต้องพร้อม   เลือกหัว   หรือก้อยดี
(๓๑๖)  การเจริญเมตตาโดยอาศัยสมาธิจิต
      พยาบาท  เหมือนโรค  เหมือนเราป่วย  อยากจะช่วย  พยุง   ร่างกายนี้
มันเคียดแค้น  ชิงชัง   ชั่วตาปี            ยากจะมี   ความสุข   เหมือนผู้คน 
ยอมสละ   ละเสีย   พยาบาท              ละให้ขาด   ตัดใจ   ใคร่เห็นผล
รู้ว่ายาก   ละยาก   จากใจตน              ยอมจำนน  อภัย  ใช้เมตตา
แม้อึดอัด   ขัดใจ   ในครั้งแรก            สิ่งที่แปลก   ความสุข   จะถามหา
ใจจะโปร่ง  สบาย   ด้วยศรัทธา          อยากให้มา  ลองทำ   แม้จำใจ      
ดำเนินจิต  สู่การ   แผ่เมตตา               สำรวจว่า  จิตนั้น  เป็นไฉน  
พยาบาท  ฟุ้งซ่าน   อยู่หรือไม่           รู้แก่ใจ  ให้ละ  ความต้องการ
ธรรมชาติ  ของจิต  อิสระ                  เมื่อได้ละ  ละได้  ทุกข์พ้นผ่าน
เกิดความสุข  ความคิด  จิตเบิกบาน   แม้มินาน  ก็เห็น   ความเป็นไป
เรื่องกระแส  แผ่จิต   ทิศแตกต่าง       ยังไม่ว่าง  ฝึกฝน  หรือไฉน
แค่ได้รู้  ได้เห็น  เพราะอะไร              แค่ละได้   คลายโกรธ   ถือว่าดี
(๓๒๓)  เหตุเกิดและทางละความง่วงเหงาซึมเซา
      เพราะขี้เกียจ  เกียจคร้าน  หรือมึนเมา   จึงง่วงเหงา  ซึมเซา   ไม่เป็นที่
ความพากเพียร บากบั่น หากมันมี     ความยินดี  ตั้งใจ  ไม่ง่วงเลย
(๓๒๓)  ความแตกต่างระหว่าง  “หดหู่” กับ “ง่วงเหงาซึมเซา”
      ความหดหู่  มิใช่  ความง่วงเหงา  เป็นความเศร้า  อาลัย  ไม่อยากเผย
ความท้อแท้ ถดถอย ยากเปรียบเปรย  ไม่อยากเอ่ย   เจ่าจุก  ทุกข์ทวี
ความง่วงเหงา  ซึมเซา   ก็แค่ง่วง      มันหนักหน่วง  อยากนอน  เสียเต็มที
หมดพยศ  หมดยาง  หมดดีกรี         นั่งอยู่ดี  ล้มพับ   หลับลืมตัว
อนิจจัง   สติ  ยังไม่เที่ยง                   หวังแต่เพียง   รู้ชัด   ว่าหางหัว
มันหนักหนัก หน่วงหน่วง อย่างน่ากลัว  ตาเริ่มมัว   หรี่หรี่   มีประจำ
(๓๒๕)  พุทโธบายแก้ง่วงขณะบำเพ็ญภาวนา
      ตั้งสติ   ให้มั่น   กำหนดรู้            หากเอาอยู่  เบาใส  ใจชื่นฉ่ำ                            
หากไม่คลาย ทบทวน เนื้อในธรรม   คอยกล่าวย้ำ   ตรึกตรอง  มองเนื้อใน
เมื่อสิ่งใด  เป็นทุกข์  ควรตามเห็น    ว่ามันเป็น  ตัวตน   ที่ตรงไหน
เมื่อไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เพราะอะไร   เจ็บที่ใจ  ใครเจ็บ   หันมามอง
หัวข้อธรรม  มากมาย   ให้ข้อคิด     ความกลัวผิด  ทำจิต   ให้หม่นหมอง                 
เมื่อไม่กลัว  หาญกล้า   ท้าให้ลอง     ความจริงต้อง  เป็นจริง   ทุกสิ่งไป
หากยังง่วง เมื่ออ่าน  ต้องเปล่งเสียง  อ่านสำเนียง  เสนาะ  ไพเราะไว้
ทั้งบทสวด  บทท่อง   ลองบทใหม่   หากยังไม่   แสยง   แยงช่องหู
เอามือลูบ  แขนขา   ทั่วร่างกาย        ยังไม่คลาย  หรือไม่   สำนึกรู้
ลุกขึ้นยืน   กวักน้ำ   ล้างหน้าดู         ยังไม่สู้  แหงนดู  ทั่วทุกทิศ
กลุ่มเมฆดาว  แพรวพราว  สว่างจ้า  แหงนดูฟ้า  เปิดใจ  ไม่มืดมิด
ยังสว่าง   กลางวัน   สำคัญผิด          คอยข่มจิต  ข่มใจ   ทอดสายตา
ทำแล้วเครียด   กล้ามเนื้อ ถือว่าเพ่ง  อย่าไปเกร็ง   แค่มอง  ตามประสา
ทำให้ว่าง  แค่คิด   สมมติว่า              ระวังอย่า   ไปเกร็ง   เขม็งเกลียว
หากยังละ  ไม่ได้  เดินจงกรม           กำหนดลม  หายใจ   ตาไม่เหลียว
หูจมูก  ลิ้นกาย  ไม่ข้องเกี่ยว            เดินอย่างเดียว  เก็บใจ  ไว้กับลม
พึงสำเร็จสีหไสยาเสีย                      หากยังเพลีย  ทุกอย่าง  ไม่เห็นสม
ตั้งสติ   รู้ตัว    ไม่แช่จม                   สติข่ม  พร้อมตื่น  ลุกขึ้นมา                           
(๓๓๔)  เหตุให้เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจและวิธีละ
      ไม่สงบ  จิตใจ  ยังฟุ้งซ่าน        ความรำคาญ  ในกาม  ยังถามหา
กระเพื่อมไหว มากน้อย ค่อยนำพา  แล้วแต่ว่า  คิดเห็น  เป็นอย่างไร
(๓๓๕)  รู้จักลักษณะความฟุ้งซ่าน
      ความฟุ้งซ่าน กระพือ พลุ่งพล่านแรง   เหมือนดั่งแสง  เจิดจ้า  ที่สาดใส่
ถามตัวเอง  ฟุ้งซ่าน   อยู่หรือไม่      หากว่าใช่  แค่รู้  ก็เบาลง
แต่ที่ยาก   คือใจ  เราไม่รู้                  เฝ้าจมอยู่  เพราะใจ  ยังลุ่มหลง 
คอยกระพือ   พลุ่งพล่าน  เพิ่มแรงส่ง    ยากจะปลง  ลงได้  ในเวลา
เรื่องจะเปรียบ  จะเทียบ  ทำได้ยาก  ยิ่งฟุ้งมาก  ต้องปล่อย  อย่าคอยหา
เมื่อความฟุ้ง  มันหาย  ค่อยศึกษา    แล้วนำพา  มาเทียบ  เปรียบเปรยกัน
(๓๓๖)  ทำทานรักษาศีลแบบอุกฤษฏ์
      ตราบใดที่   นิวรณ์   ยังเกาะกุม  ยังต้องกลุ้ม  เพราะใจ ยังใฝ่ฝัน
ตัดนิวรณ์   ไม่ได้  ตามไม่ทัน           ต้องแบ่งปัน  ต้องให้  อภัยทาน 
เพราะการให้  จะช่วย  ให้เราสุข       ไม่เจ่าจุก   เก็บตัว  ให้ฟุ้งซ่าน
ความตระหนี่ ความโลภ ความต้องการ    สืบสันดาน  ตัณหา พาถึงตาย
รักษาศีล  ถือศีล  อย่างเคร่งครัด       เพื่อขจัด  ความโลภ  ให้หนีหาย
ไม่ฆ่าสัตว์   หรือแม้  คิดทำร้าย        ให้ละอาย  ลักทรัพย์  คนอื่นเขา
ไม่พูดเท็จ  พูดหยาบ  เรื่องไม่จริง    ให้ละทิ้ง  นิสัย  เรื่องก่อนเก่า
ห้ามผิดลูก  ผิดเมีย  พรากผู้เยาว์       ของมึนเมา   ห้ามขาด   เช่นสุรา
แม้กิเลส  ยั่วยวน   ชวนให้คิด           ไม่หลงผิด  ไม่เสาะ  แสวงหา
กระแสสุข  สะอาด  จะเข้ามา            รู้รักษา  ไม่พลาด   อาจพ้นภัย
รักษาศีล  ทำทาน  แบบอุกฤษฏ์        ทุ่มชีวิต  เป็นทาน   ไม่หวั่นไหว
วิบากกรรม  มากมาย  ค่อยหายไป    เมื่อจิตใจ  ปลอดโปร่ง  โล่งตื่นรู้    
(๓๔๐)  อาศัยสัปปายะ ๗ สิ่งที่เหมาะ  เกื้อกูล สนับสนุนในการบำเพ็ญภาวนา
      “สัปปายะ”  หมายถึง  สิ่งเกื้อกูล ช่วยเพิ่มพูน  ตั้งมั่น  ให้คงอยู่
แปลง่ายง่าย  สบาย   ให้ฮึดสู้             เพื่อกอบกู้   คงอยู่   กำลังใจ
(๓๔๐)  ๑.  อาวาสสัปปายะ ที่อยู่ซึ่งเหมาะกัน เช่น ไม่พลุกพล่านจอแจ
      ที่อาศัย  อาวาส  ไม่พลุกพล่าน    ไม่จุ้นจ้าน  จอแจ  จนเกินไป
สงบเงียบ  วิเวก  ขึ้นภายใน               นกต้นไม้  กลิ่นไอ  และอายดิน
(๓๔๒)  ๒.  โคจรสัปปายะ ที่หาอาหาร ที่เที่ยวบิณฑบาตที่เหมาะดี มีหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีอาหารบริบูรณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป
      ธรรมชาติ  สงัด  เงียบสงบ          อาจค้นพบ   สิ่งใหม่  อยู่ไม่สิ้น
ทางโคจร  เดินทาง  หาทรัพย์สิน       หาของกิน   ไม่ไกล  จากสถาน 
(๓๔๒)  ๓.  ภัสสสัปปายะ การพูดคุยที่เหมาะกัน พูดคุยเล่าขานกันแต่พอประมาณ
      การพูดคุย  ภัสสะ   อาจมีบ้าง      เพื่อเป็นทาง   เติมต่อ  แรงบันดาล
มิใช่ฟุ้ง  จนเฟ้อ  เพ้อเกินการ             ขอให้ผ่าน  เมื่อรู้  และเข้าใจ
(๓๔๓)  ๔.  ปุคคลสัปปายะ บุคคลที่ถูกกันเหมาะกัน ผู้ทรงภูมิปัญญาเป็นที่ปรึกษา
      ผู้เกี่ยวข้อง  บุคคล  ล้วนมากมี     คอยยินดี   นอบน้อม  จิตผ่องใส
การตอบโต้  มีบ้าง  หวังเปลี่ยนไป     อย่าไถล  นอกเรื่อง   เปลืองเวลา
(๓๔๔)  ๕.  โภชนสัปปายะ อาหารที่ถูกกับร่างกาย เกื้อกูลต่อสุขภาพ กินไม่ยาก
      โภชนะ  อาหาร  ที่เหมาะสม        อย่าชื่นชม  อร่อย  แล้วเสาะหา
เพียงประทัง  ความหิว  เพื่อเป็นยา    เพื่อรักษา  ร่างกาย  ให้มีแรง
(๓๔๔)  ๖.  อุตุสัปปายะ ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป
      ระดับของ  ความร้อน  และความเย็น อย่าให้เป็น  ปัญหา   มาแทรกแซง
สมาธิ   มั่นคง  และแข็งแกร่ง             ต้องไม่แกว่ง  เพราะเหตุ  ความร้อนเย็น
(๓๔๕)  ๗.  อิริยาปถสัปปายะ อิริยาบถที่เหมาะกัน บางคนถูกกับจงกรม บางคนถูกกับนั่ง ตลอดจนมีการเคลื่อนไหวที่พอดี
      ลักษณะ  ท่าทาง  การเคลื่อนไหว  ต้องเป็นไป   คล่องแคล่ว  อย่างที่เห็น
หากกระวน  กระวาย  กระซ่านเซ็น   ถือว่าเป็น  ความฟุ้ง  ปรุงแต่งใจ
กำหนดรู้  ลงสู่  ที่อึดอัด                     กำหนดชัด  จี้ลง   ตรงจุดไหน
กำหนดเหตุ  ความเห็น  เหตุเป็นไป   แล้วเลื่อนไหล  หรือว่าง เบาทั้งตัว  
เวทนา  ที่เปลี่ยน  จากความทุกข์       เป็นความสุข  สงบ  ไม่หมองมัว
สัปปายะ”   ทั้งเจ็ด  ไม่ครบทั่ว        มิต้องกลัว  ตัวแปร  อยู่ที่ใจ
(๓๔๗)  หยุดตั้งสติระหว่างทำงานหรือพูดคุย
      ก่อนจะทำ  ย้ำคิด   ตั้งสติ            สมาธิ  ฝึกฝน  เป็นนิสัย
ความพลั้งเผลอ  กิเลส พาพลาดไป    อย่าลืมให้  สติ  คอยนำทาง
(๓๔๙)  ใช้ความคิดล้างความคิด
      ล้างความคิด  ล้างจิต  ที่อุบาทว์   ล้างให้ขาด  ความคิด  ติดเป็นหาง
ความฟุ้งซ่าน  รำคาญ   ทุกสิ่งอย่าง   ให้เบาบาง  สิ้นเชื้อ  สิ้นเยื่อใย
สิ่งไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  อนัตตา            รู้เพียงว่า  เกิดมา  ต้องตักษัย
แล้วยังคิด   ยังเถียง  กันทำไม            แค่ฟังได้   ปล่อยเขา  อย่าเอาความ
(๓๕๐)  สังเกตอาการตกค้างของต้นเหตุความฟุ้ง
       เรื่องเลวร้าย  เข้ามา  ในชีวิต         เราเคยคิด  เคยเห็น   ตั้งคำถาม
เคยดีดดิ้น  ทางร้าย   แทบตายตาม     เคยหยาบหยาม  ตนเอง   มามากมาย
เพียงถ้อยคำ   สั้นสั้น   ยังหวั่นจิต       เป็นความผิด   มหันต์  โทษมากหลาย
ความรู้สึก  มืดบอด  แทบวางวาย        เรื่องเลวร้าย   ผ่านมา  แล้วผ่านไป
ต้องเป็นหนี้  เป็นสิน  เที่ยวหาทรัพย์   ต้องหยิบจับ  โน้นนี้  หวังอาศัย
แต่ยิ่งคิด  ยิ่งทำ   ยิ่งช้ำใจ                     หวังอะไร  ผิดหวัง  ทุกครั้งมา
รู้สึกได้  อะไร  ก็ไม่เที่ยง                      มีความเสี่ยง  ให้เรา  ต้องรักษา
เพราะคิดผิด  พูดผิด  หวังเยียวยา       เหมือนขายผ้า  เอาหน้า  ให้รอดตาย
ให้เวลา  เยียวยา  รักษาแผล                 ค่อยค่อยแก้   ความฟุ้ง   ก็จะหาย
เพราะทุกอย่าง  มีดี  ต้องมีร้าย            ต้องคลี่คลาย  ไปได้  ทางมันมี
ถามตัวเอง  ยังอยู่  ในใจไหม ?            คิดอย่างไร?  กับสิ่ง  ที่บ่งชี้
ธรรมชาติ  ของใจ  จะช่วยคลี่             สัจจะนี้   แน่นอน  อนัตตา
(๓๕๒)  ล้างเสียงเพลงจากหัว
      ความรำคาญ  ฟุ้งซ่าน   ในสิ่งใด   เมื่อเกิดได้  หายได้  ธรรมดา
เพียงถูกรู้  ถูกเห็น  ถูกนำพา               จะหายหน้า  คลี่คลาย  สบายใจ
(๓๕๔)  ล้างความคิดลบหลู่พระรัตนตรัย
      อย่าหลงกล  หลงคิด  หลงมุ่งร้าย  หลงทำลาย  ความเชื่อ  ที่ยิ่งใหญ่
ต้องยอมรับ  ความจริง  สิ่งเป็นไป      หนักเพียงใด  ตั้งจิต   คิดไตร่ตรอง
อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา                       ย่อมรู้ว่า  เป็นจริง   ไม่มีสอง
เพราะร่างนี้  กายนี้  จิตครอบครอง     ยังจับต้อง   คิดเห็น  ว่าเป็นจริง                                             
(๓๕๕)  ใช้ความรำคาญเป็นเครื่องภาวนา
      ความฟุ้งซ่าน  รำคาญ  ในตัณหา   เมื่อคิดว่า  ไม่ชอบ  เสียสักสิ่ง
ทั้งกลิ่นควัน สุ่มเสียง เพื่อนชายหญิง  ทั้งที่นิ่ง  ไหวหวั่น   รำคาญใจ
จำใจทน   ฝืนทน  เปิดใจรับ                ลองไปจับ  ไร้ซึ่ง  สิ่งสงสัย
เวทนา  จับต้อง  จึงเป็นไป                  เบาบางได้  รู้ชัด   ตัดอารมณ์
อนิจจัง  ทุกอย่าง  มันไม่เที่ยง             มันเป็นเพียง  ปรุงแต่ง   ของประสม
ทุกข์ไม่ทุกข์  เกิดแต่   ไปนิยม             จึงต้องก้ม  น้อมรับ  กับมันไป 
(๓๕๗)  สวดมนต์
      สำรวจกาย  วาจา  ใจให้พร้อม       ค่อยนอบน้อม  พระรัตนตรัย
ตั้งนะโม  บูชา   ด้วยหัวใจ                   สังเกตได้  ความฟุ้ง  จะค่อยคลาย
(๓๕๙)  บริกรรมพุทโธ
      บริกรรม  พุทโธ  เป็นที่พึ่ง            อีกอย่างหนึ่ง  ช่วยให้  ความฟุ้งหาย
จุดประสงค์  ที่แท้  ของอุบาย              จิตซัดส่าย  ฟุ้งซ่าน  นั้นรวมตัว
(๓๖๒)  เหตุให้เกิดความลังเลสงสัยและวิธีละ
      ความลังเล  สงสัย   ในใจคิด          ถูกหรือผิด  งงอยู่   จนปวดหัว
มองให้ชัด  มั่นใจ  อย่าไปกลัว             มิใช่ชั่ว  ไม่รู้  ถามครูเอา
เชื่อในเหตุ  ในผล  ในข้อคิด                ถูกหรือผิด  แค่เพียง  เชื่อตามเขา
อนิจจัง  เรียกกัน  แต่ก่อนเก่า              เหนื่อยใจเปล่า  เถียงกัน  ฟันไม่ลง
(๓๖๓)  ๑.  ความสงสัยในพระรัตนตรัย
      พุทธรูป  เป็นเพียง   ปฏิมา                  เราบูชา   มิใช่  เพราะลุ่มหลง
เพราะเลื่อมใส  ศรัทธา  พุทธองค์         เพื่อเสริมส่ง  พระธรรม  ให้กว้างไกล
สิ่งศักดิ์สิทธิ์  มิใช่  ที่อิฐปูน                   เราเทิดทูล  ทุ่มเท  เพราะเลื่อมใส
ทุกข์ทั้งหลาย  เกิดแต่  เหตุทางใจ         เหตุหมดไป  ความทุกข์  ก็มลาย
เหตุทางใจ  เกิดแต่  เพราะครุ่นคิด        เฝ้านิมิต   ปรุงแต่ง  มิห่างหาย
อุปาทาน  ความคิด  จนบานปลาย        แต่สุดท้าย  เป็นเพียง  อนิจจัง                                   
(๓๖๖)  ๒.  ความสงสัยในวิธีการปฏิบัติและผลการปฏิบัติ
      เพราะอะไร  สงสัย  ยังไม่หาย        คงเวียนว่าย   เข้ามา  สู่กรงขัง
ตอบไม่ได้  คลายยาก  เสียทุกครั้ง        มันยังฝัง   ตั้งอยู่  ให้เว้นวาย
(๓๖๖)  สงสัยว่าทำมาถูกทางหรือเปล่า
      ข้อกังขา  อย่างนี้  มีขึ้นบ่อย           แล้วก็พลอย  สงสัย  อยู่ไม่หาย
เดินถูกทาง  แน่หรือ  เป็นวัวควาย       เดินตามท้าย   ตามตูด  เขาเรื่อยไป   
แม้เพียงธรรม  ควรหรือ  ถือว่าเที่ยง   จะเป็นเพียง  ตัวตน  ของตนไม่
กิริยา  ท่าทาง  ยังสงสัย                       หรือเพียงใจ  ปรุงแต่ง  แล้วขยาย
หรือเพียงลม  หายใจ  ที่เข้าออก          เฝ้าแค่บอก  ธาตุหก  สาธยาย
ว่ามีสิ่ง  โสโครก  ในเรือนกาย              ดีหรือร้าย  สุดแต่  เวทนา
เพราะ โลภะ  โทสะ  และโมหะ           สภาวะ  แห่งธรรม  ที่เรียกหา
พึงมั่นใจ  ในสิ่ง  ที่ทำมา                      ถือได้ว่า  ถูกทาง  แล้วแน่นอน
(๓๗๑)  สงสัยว่าเห็นไตรลักษณ์จริงหรือไม่
      อนิจจัง  เป็นจริง  สิ่งเปลี่ยนไป      คงมิใช่  อยู่ได้   เพราะคำสอน
เหตุแห่งทุกข์  เพราะใจ  ที่เว้าวอน       เหตุครั้งก่อน  ฝังใจ  อยู่เรื่อยมา
อนัตตา  ตัวตน  ใช่ของตน                   เรื่องหลุดพ้น  จากกรรม  ยากนักหนา
เพียงหยุดคิด หยุดเขียน หยุดพรรณนา   ให้เวลา  ผ่อนคลาย  เงียบหายไป
(๓๗๓)  สงสัยว่าทำไมจิตตกอยู่เรื่อย
      เพราะจิตเรา  มันเป็น  อนัตตา       ยากนำพา  ควบคุม  บังคับได้
เมื่อจะเกิด  ต้องเกิด  อย่าหวั่นใจ          “นับหนึ่งใหม่”  ทุกครั้ง  ที่ร้างลา
(๓๗๔)  วิปัสสนูปกิเลส  ๑๐ อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา เป็นธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้วิปัสสนาอ่อนๆ ถือเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งวิปัสสนา ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางไม่ให้ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ
      วิปัสสนานุปกิเลส                           ผลจากเหตุ  เกิดจาก  ที่เรียกหา
เป็นเครื่องล่อ  ให้ก้าว  เพื่อนำพา          เพื่อเยียวยา  เกื้อกูล  หนุนนำไป
ขอเพียงแต่  กำหนด  สติรู้                     เพื่อนำสู่  แนวทาง  ที่โปร่งใส
เพียรศึกษา  ทุกข้อ  ด้วยตั้งใจ               หวังเพียงให้  หลุดหาย  คลายนิวรณ์
(๓๗๖)  ๑.  โอกาส  แสงสว่างที่ปรากฏเป็นธรรมารมณ์ในใจ
      แสงสว่าง  ปรากฏ  ดุจสัญญา         ประหนึ่งว่า  เป็นแสง  แห่งคำสอน
ผุดสว่าง  ขึ้นอย่าง  อนาทร                  เป็นกลุ่มก้อน  ฐานสี่  มีปัจจัย
เป็นโอกาส  ให้เกิด  การสืบต่อ              เป็นข้าวห่อ  ให้พก  ตุนเอาไว้
“อสุภะ”  ซากเนื้อ  ทั้งนอกใน               เมื่อตักษัย  เน่าเปื่อย  ย่อยสลาย
หรือเห็นแสง  สุกใส  ในนิมิต                อย่าไปคิด  ปรุงแต่ง   เพื่อขยาย
อนิจจัง  ตัวตน  เมื่อต้องตาย                อาจละอาย  บาปกรรม  ที่ทำมา
อย่าไปลุ่ม  ไปหลง  พงหญ้ารก             อย่าไปตก  ยึดมั่น   เที่ยวเสาะหา
แม้หลับอยู่  ยังเห็น  เหมือนลืมตา         รู้เพียงว่า  ปัญญา  เกิดแล้วจริง
เหมือนดวงตา  เห็นธรรม  เกิดขึ้นแล้ว  เหมือนดวงแก้ว  เกิดฌาน  สงบนิ่ง
แสงสว่าง  วิชชา  อีกหลายสิ่ง                อย่าเพิ่งทิ้ง  ฝึกจิต  คิดเรื่อยไป
อย่าหลงตัว  หลงตน  ว่ารู้แล้ว               อาจกินแห้ว  แน่นอน  ไม่สงสัย
ยังยึดมั่น  ถือมั่น  เต็มหัวใจ                   ยังห่างไกล  หนทาง  บรรลุธรรม
(๓๗๙)  ๒.  ปีติ  ความอิ่มใจ
      ความอิ่มใจ  เบิกบาน   คือ”ปิติ”       เหมือนมะลิ  ส่งกลิ่น  หอมลึกล้ำ
ความวิเวก  ความว่าง  ยังดื่มด่ำ              ยังตอกย้ำ  ให้เห็น  สิ่งเปลี่ยนไป
(๓๘๐)  ๓.  ปัสสัทธิ  ความสงบเย็น
      “ปัสสัทธิ”  สงบ  กายและจิต           หยุดความคิด  ฟุ้งซ่าน  หรือเผลอไผล
เกิดความว่าง  สงบ  ขึ้นภายใน               ทุกอย่างไร้  ตัวตน  อนัตตา
เป็นเพียงธาตุ  ดินน้ำ  ไฟและลม            ประสม  ให้เกิด  สิ่งเรียกหา
เหมือนภายนอก  ทั่วไป  ไร้มารยา          รู้เพียงว่า  ปรุงแต่ง  ทั้งกายใจ            
(๓๘๑)  ๔.  สุข  ความสุขสบายใจ
      ความสบาย  ทางกาย  และทางจิต     ความนึกคิด  ความสุข  ความสดใส
เป็นความสุข  ที่เกิด  ขึ้นภายใน              ระลึกได้   ว่าสุข  เวทนา            
(๓๘๒)  ๕.  ญาณ  ความรู้ ความหยั่งรู้ กำหนดรู้ได้ด้วยอำนาจการทำสมาธิและวิปัสสนา
      เรียกว่า  “ญาณ” ความรู้  ความหยั่งรู้ เข้าไปดู  ไปเห็น   ไปศึกษา
สักแต่ธาตุ  คือธาตุ  ธรรมดา                   พร้อมกันมา  ประชุม  เป็นเรือนกาย
มีวิญญาณ  เข้าครอง  มีดวงจิต               มีความคิด  รู้ชัด  จึงซัดส่าย
มีสุขบ้าง  ทุกข์บ้าง  อยู่ประปราย           สิ่งทั้งหลาย  หลากล้วน  อนิจจัง
วิบากกรรม  ครั้งก่อน  ยังแอบอิง            กิเลสนิ่ง  ยังแช่  เหมือนถูกฝัง
เพื่อจะหลุด  จะถอน  จากภวังค์              สร้างความหวัง  หยั่งรู้  ความเป็นจริง
สักแต่รู้  ว่าเกิด  แล้วก็ดับ                         เป็นความลับ  ตัวตน  อีกหนึ่งสิ่ง
เพราะมิใช่  ตัวตน  ของตนจริง               แค่แอบอิง  สร้างภาพ  หยาบมารยา  
(๓๘๓)  ๖.  อธิโมกข์  ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ
      “อธิโมกข์” น้อมใจ ว่าจริงแล้ว          คงไม่แคล้ว  ปลงใจ  ศรัทธากล้า
อัศจรรย์  นิมิต  ที่เกิดมา                         หลงเชื่อว่า  เป็นจริง  เสมอไป
ความหลุดพ้น  จากทุกข์  น้อมนำจิต      แค่นิมิต  ปรุงแต่ง  อย่าเผลอไผล
สภาวะ  นิมิต  เกิดที่ใจ                            รู้สึกได้  ปรุงได้  เสมอมา
ธรรมชาติ  เมื่อเห็น  การเกิดดับ             นิ่งใจรับ  ไม่คิด  จะเสาะหา
ยังยึดมั่น  ถือมั่น  ทุกเวลา                      ยากนำพา  ปล่อยวาง  อย่างตั้งใจ 
(๓๘๕)  ๗.  ปัคคาหะ  ความเพียรที่พอดี
      “ปัคคาหะ”  ความเพียร  ที่พอดี       ทำแค่นี้   พอดี  หรือแค่ไหน
เพราะเหน็ดเหนื่อย หักโหม มากเกินไป ว่างเมื่อไร  ค่อยทำ  เหมือนอำพราง
กำหนดรู้  เมื่อไหร่  ควรจะปล่อย           อย่ารอคอย  ปัญหา  ควรสะสาง
กำหนดรู้  สติ  ให้เป็นกลาง                    อย่าปล่อยวาง  เพราะอาจ  ขาดตอนไป
ลักษณะ  ความเพียร  ที่พอดี                  รู้สึกมี  ความสุข  มากแค่ไหน
เพ่งดูกาย  ดูจิต  ที่เคลื่อนไหว                มรรคผลใด  อย่าหวัง  ว่าต้องมี
เวทนา  เห็นธรรม  ความหยั่งรู้              กำหนดดู  ให้เห็น  เพื่อบ่งชี้
หากยังยึด  ยังหวัง  ยังยินดี                    เพียงแค่นี้  ไม่ซึ่ง  กึ่งแก่นธรรม
(๓๘๖)  ๘.  อุปัฏฐาก   สติแก่กล้า สติชัด
      “อุปัฏฐาก”  แก่กล้า  และมั่นคง       กุศลส่ง  ไปตาม  สิ่งชี้นำ
ไม่ยึดมั่น  ถือมั่น  สิ่งตอกย้ำ                  ไม่กลายกล้ำ  ทุกอย่าง  พลั้งผิดไป
อิสระ  แท้จริง  จากความคิด                  เมื่อดวงจิต  ปล่อยวาง  ว่างลงได้
ปลอดจากทุกข์  จากสุข  แม้อึดใจ          ปล่อยวางให้  เป็นไป  ตามแก่นธรรม
(๓๘๗)  ๙.  อุเบกขา  ความมีจิตเป็นกลาง
      การวางจิต  เป็นกลาง  “อุเบกขา”     หมายความว่า  ไม่หลง  สิ่งลึกล้ำ
สัมผัสรู้  ว่าใจ  คอยตอกย้ำ                    ไม่ปล่อยนำ  ให้จิต  คิดไปเอง
น้ำจะหก  ฝนตก  พื้นจะเปียก               ใจมันเรียก  หวั่นไหว  ให้กลัวเกรง
เพียงนิมิต  ลองใจ  ใช่ข่มเหง                อย่ารีบเร่ง  ร่ำร้อง  ลองใจกัน
(๓๘๘)  ๑๐.  นิกันติ  ความพอใจ ติดใจ
      “นิกันตี”  ติดใจ  พึงพอใจ              ร้องว่าใช่  สิ่งนี้  แหละที่ฝัน 
เพราะตรงใจ  นิสัย  จึงยืนยัน               บอกว่ามัน  ใช่แน่  เที่ยงแท้เลย
เพราะหลงรูป  หลงกลิ่น  ถ้อยสำเนียง เพียงยินเสียง  รู้ชัด  คำเฉลย
เพราะความหลง  อัตตา  จนคุ้นเคย     เพียงเปรียบเปรย  ให้เห็น  เป็นแนวทาง
อย่าไปคิด  ไปฝัน  ว่ามันต้อง               อย่าไปมอง  ให้เห็น  เป็นตัวอย่าง
อย่าอยากรู้  อยากเห็น  สิ่งฝ้าฟาง         เมื่อฟ้าจาง  ค่อยเห็น  ความเป็นจริง  
(๓๘๙)  แนวทางแก้ผลข้างเคียงจากการภาวนา
      เมื่อจิตรวม  เป็นหนึ่ง   จึงอาจเห็น อาจโดดเด่น   ขึ้นบ้าง  ในบางสิ่ง
หรืออาจไม่  เห็นเลย  ยังแช่นิ่ง            ไม่ไหวติง  ลุ่มหลง  ให้ปลงใจ
เป้าหมายแห่ง  สติ  ปัฏฐานสี่               หวังสิ่งที่  ทำจิต  ให้ผ่องใส
เกิดความว่าง  โปร่งโล่ง  ทั้งนอกใน      มิหวังให้  ได้เห็น  เป็นชิ้นอัน
(๓๙๐)  ความเครียด
      ยิ่งเพ่งแรง  ความเครียด  จักถามหา ยิ่งแรงกล้า  ความเครียด  มันกระสัน
ปล่อยให้ว่าง  วางลง  ตามใจมัน           ยิ่งมุ่งมั่น  โลภะ  จะครอบครอง
(๓๙๓)  อาการตาแข็งค้างนอนไม่หลับ
      หากตื่นตัว  เกินไป  กายจะเกร็ง     จิตจะแข็ง  ตาค้าง   เหมือนถูกของ
ควรผ่อนคลาย  ใจกาย  มิให้พร่อง       และจะต้อง  ยอมรับ  กับความจริง
(๓๙๔)  เหน็บชาและอาการเคลื่อนไหวไม่ได้
      เมื่อนั่งนาน  อาจเกิด  เป็นเหน็บชา  เข่าแข้งขา  เป็นเหน็บ   เมื่อนั่งนิ่ง
เดินจงกรม  เสียบ้าง   จะดียิ่ง              อีกหนึ่งสิ่ง  ต้องทำ  สลับกัน
ต้องยืดเส้น  ยืดสาย  ให้คลายเส้น        เพราะว่าเอ็น  มันยึด  ไม่สุขสันต์
ต้องเดินบ้าง  นั่งบ้าง  เพื่อยืนยัน         เหน็บชานั้น  เกิดได้  ก็คลายไป
(๓๙๕)  ความคัน
      อาการคัน  ยุบยิบ  เหมือนแมลง    มันคอยแย่ง  ความสุข  ให้สงสัย
เกิดทุกครั้ง  เกิดบ่อย  เพราะอะไร       หรือว่าใช่  ผลกรรม  ที่ทำมา
หรือเพราะศีล  มันขาด  ไม่เต็มร้อย    เคยเกิดบ่อย  หรือเพราะ  วาสนา
ชดใช้กรรม  เลยคิด  แผ่เมตตา            ดูเหมือนว่า  เบาบาง  ห่างหายไป
(๓๙๖)  ตกภวังค์บ่อย
      สมาธิ  ทุกครั้ง  มักโงกง่วง            ยังเป็นห่วง   ภวังค์  พลั้งเผลอไผล
บ่อยครั้งที่  เคลิ้มหลับ  น่าตกใจ          ตั้งต้นใหม่  ม่อยหลับ  เกือบทุกที
ความอ่อนเพลีย  ทานศีล  ไม่มั่นคง    แรงหนุนส่ง  กำลัง  ไม่คงที่
ออกกำลัง  ร่างกาย  ไม่พอดี                สติมี  ฝึกฝน  ทนทำไป
(๓๙๘)  เกิดนิมิตสมาธิให้ส่งจิตออกนอก
      เกิดนิมิต  เกิดเห็น  เป็นแสงบ้าง    เกิดเป็นร่าง  ภาพสวย  หรืออ่อนไหว
รู้สึกหอม  หรือเหม็น  ขึ้นจับใจ           เสียงร้องไห้  ครวญคราง  อย่างน่ากลัว
บริกรรมนิมิต”  เห็นชั่วคราว            แล้วเรื่องราว  ทุกอย่าง  หายจากหัว
อุคคหนิมิต”  ไม่พร่ามัว                     เห็นชัดทั่ว  ตามแช่  แม้หลับตา
ปฏิภาคนิมิต”     เหมือนตาเห็น         แถมโดดเด่น  แปรเปลี่ยน  ดั่งเรียกหา
ย่อขยาย  ทำได้  ทุกเวลา                      ประหนึ่งว่า  ถอดมา  จากของจริง   
ในขอบเขต  กายใจ  อสุภะ                   ลักษณะ  น้อมนำ  เห็นบางสิ่ง
ยิ่งเพ่งพิศ  ยิ่งรู้ ข้ออ้างอิง                     เห็นชัดยิ่ง  ธาตุสี่  ในเรือนกาย
เพื่อถอดถอน  กิเลส  ความพ้นทุกข์     ที่ยังขลุก  ฝังอยู่  มิรู้หาย
ภาพยังติด  ตั้งมั่น  ไม่เว้นวาย              “นิวรณ์”  ร้าย  ฝังติด  ยังคิดไกล
ตัดนิวรณ์  ไม่หาย  ธรรมไม่เกิด           ยังเตลิด  ลุ่มหลง  อย่าสงสัย
กามฉันทะ หมายว่า  ความพอใจ          ความหลงใหล  ใฝ่ฝัน กามโลกีย์
พยาบาท  จองเวร  ถูกลงทัณฑ์             ยังห้ำหั่น  ใจอยู่  สู้หรือหนี
ทรมาน   ใจกาย   ชั่วตาปี                      มลทินนี้  ยากที่  จะลืมเลือน
ความลังเล  ท้อแท้  หมดกำลัง               ความผิดหวัง  เลวร้าย  ไม่มีเหมือน
ความซัดส่าย  ขลาดกลัว  สติเตือน       มาแวะเยือน  ทุกครั้ง  เหมือนอย่างเคย
(๔๐๑)  อาการหมุน
      อาการหมุน  ประหลาด  อาจเกิดได้  แค่อึดใจ  ไม่นาน  ก็นิ่งเฉย
ต้องทำใจ  ทุกครั้ง  หวังผ่านเลย            ไม่อยากเผย  ให้เห็น  ความเป็นไป
(๔๐๒)  อาการเหมือนลอย

      อาการเบา  ลอยขึ้น  อย่างชัดเจน    อาจลอยเด่น  ลอยขึ้น  จนสงสัย
แต่ความจริง  ก็เป็น  แค่อึดใจ               ว่าเหาะได้  ลอยได้  อะไรกัน             
(๔๐๓)  กายโยกโคลงหรือเคลื่อนไหวเอง
      กายโยกโคลง  เคลื่อนไหว  ก็อาจมี  ในการที่  เพ่งเกร็ง  เหมือนคล้ายฝัน
มันจะเกิด  ให้เกิด  ตามใจมัน                ยิ่งยืนยัน  ว่าเป็น  อนัตตา
เพราะตัวเรา  ของเรา  ใช่ของเรา          บังคับเอา  ไม่ได้  แม้ท่วงท่า
จะได้รู้  ได้เห็น  ความเป็นมา               เจตนา  แห่งเหตุ  และปัจจัย 
(๔๐๔)  เกิดกระแสพลังโคจร
      เกิดกระแส  โคจร  ย้อนพลัง           มิยับยั้ง  วิ่งพล่าน  ให้หวั่นไหว
เกิดกระแส  แปลบปลาบ  ขึ้นภายใน     อย่าเพิ่งใช้  หรือปล่อย  แค่คอยดู
(๔๐๕)  จิตดิ้นเหมือนจะแยกออกจากกาย
      เหมือนว่าจิต  ดีดดิ้น  ออกจากร่าง   กลัวพลาดพลั้ง  ยิ่งกลัว  ยิ่งอดสู
อุเบกขา  วางเฉย  กำหนดรู้                   หรือคิดอยู่  ถอดจิต  ออกจากกาย
อย่าเพิ่งคิด  เพิ่งทำ  กำลังน้อย              อย่าเพิ่งปล่อย  แค่คิด  ก็ใจหาย
ไม่ต้องกลัว  หรือหวั่น  อันตราย           เพราะบั่นปลาย  แห่งจิต  อนิจจัง

                                             เด็กนิโคร
                                         w – nikro.com




ทางสามแพร่ง

ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๓
ศึกษาธรรมอย่างถูกวิธี ๔
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๒
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๓
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๔
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๕
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๖
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๗
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๘
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๐
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๑
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๓
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๔
มหาสติปัฏบานสูตร ตอนที่ ๑๕
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๖
มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑๗
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนท่ี ๓๐
พุทธศาสนาThe Have I Heard ความนำ เพื่อร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑ พระสูติกาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒ ลักษณะมหาบุรุษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓ เทวฑูตทั้ง ๔
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔ เสด็จออกผนวช
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕ พิจารณาอาหารในบาตร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๖ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๗ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๘ ทางสายกลาง หนทางแห่งการตรัสรู้
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๙ นางสุชาดา กับข้าวมธุปายาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๐ ทรงชนะพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๑ ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๒ ธิดาพญามาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๓ เสวยวิมุตติสุข
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๔ ดอกบัวสี่เหล่า
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๕ ปฐมเทศนา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๖ อุบาสิกาคู่แรก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๗ รากเหง้าแห่งอกุศลและกุศล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๘ กามคุณ ๕
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๑๙ โปรดชฎิลสามพี่น้อง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๐ เวฬุวัน วัดแรกในพุทธศานา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๑ ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๒ วิธีแก้ง่วงของพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๓ วันจาตุรงคสันนิบาต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๔ เสด็จโปรดพระราชบิดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๕ ฝนโบกขรพรรษ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๖ โปรดพระนางพิมพาและราหุล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๗ ไม่มีสิ่งใดรัดตรึงใจบุรุษเท่าสตรี
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๘ พึงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๒๙ ความไม่เที่ยงของสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๐ พระอานนท์ พระพุทธอุปัฏฐาก
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๑ ประกาศนียกรรมพระเทวฑัต
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๒ พระเทวฑัต ผู้ทำสังฆเภท
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๓ พระเทวฑัต ถูกแผ่นดินสูบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๔ พระเจ้าอชาติศัตรู ผู้สำนึกบาป
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๕ พระเจ้าสุทโธทนะ บรรลุพระอรหันต์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๖ ครุธรรม ๘ ประการ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๗ เสด็จโปรดพุทธมารดา
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๘ มาคันทิยะพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๓๙ โปรดเวรัญชพราหมณ์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๐ พญาช้าง "ปาลิไลยกะ"
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๑ ธรรมวินัยจะเศร้าหมองหรือรุ่งเรือง
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๒ อหิงสกะหรือองคุลีมาล
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๓ ท้าวผกาพรหม ผู้เห็นผิดเป็นชอบ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๔ ทรงแสดงนิมิตโอภาส
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๕ พญาวัสวดีมาร ทูลขอให้ปลงอายุสังขาร
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๖ "สุกรมัทวะ" อาหารมื้อสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๗ "ปุกกุสะ" ถวายผ้าสิงคิวรรณ
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๘ สถานที่ระลึกถึงพระพุทธองค์
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๔๙ "สุภัททะ" พระสาวกรูปสุดท้าย
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๐ โอวาทสุดท้ายก่อนดับขันธ์ปรินิพาน
พุทธศาสนาThe Have I Heard ๕๑ พิธีถวายพระเพลิงและจัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ตอนที่ ๔๙
มุมอาเซียน
ครอบครัวอบอุ่น ๓
ครอบครัวอบอุ่น ๒
ครอบครัวอบอุ่น ๑



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
โรงเรียนวัดนิโครธาราม,นิโครธาราม,นิโคร,เด็กนิโคร,ครูนิโคร,หนุ่มนิโคร,สาวนิโคร,ชาวนิโคร,พี่เสือ,เจ้าตัวน้อย,สมนึก,โก้เจ้า,จามจุรี wnikro@gmail.com