ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ลิ้งเพื่อหาประสบการณ์
dot
bulletค้นหากับ google
bulletเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
bulletเว็บไซต์ที่น่าสนใจ
bulletโรงเรียนวัดนิโครธาราม
bulletกระดานถามตอบ
bulletระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
bulletค้นหาระเบียบของทางราชการ
bulletรวมคำสั่งของ สพฐ.
bulletเส้นทางสู่ ครูชำนาญการพิเศษ
bulletดูแผนที่ทางอากาศ (ชัดมาก)
bulletไม่เชื่ออย่าลบหลู่
bulletภาพตรงข้ามของเด็กนิโคร
bulletร่วมสร้างสานตำนานรัก
bulletประกาศสอบราคา
bulletค่าใช้จ่ายในการไปราชการ
bulletมุมอาเซียนของเด็กนิโคร
bulletสุขภาพช่องปาก เด็กทับปุดรักฟัน
bulletบทเรียนวิชาภาษาไทย
bulletตลาดนัดนักเรียน
bulletเสียงครวญจากตัวเลขไทย
bulletพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ
bulletโรงเรียนทับปุดวิทยา
bulletรวมวีดีโอกิจกรรมต่างๆ
bulletโรงเรียนวิถึพุทธ
bulletพี่พลอยสอนศิลป์ Show it off
bulletSAR รายงานคุณภาพการศึกษา
bulletจามจุรีสาร
bulletเทศบาลตำบลทับปุด
bulletค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาฯ
bulletบทอาขยาน ของเด็กนิโครฯ
bulletโครงการอาหารกลางวัน
bulletครูพี่เลี้ยงเด็กพิการเรียนร่วม




นักเขียนน้อย article

            นักเขียนน้อย ของ คุณครูสมนึก ธนการ เป็นหนึ่งในโครงการ
“รักการเขียน” รักการผลักดันพลังสมองออกมาเป็นชิ้นงานที่มีคุณภาพ
ด้วยเชื่อมั่นว่า  เด็กทุกคนมีความคิด มีความรู้สึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี มีความ
ฝัน มีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้น   ที่พร้อมจะรับ ความคิด ความรู้สึกของเด็กได้
หรือไม่หรือคิดแต่จะตีกรอบให้เด็กๆ เพียงอย่างเดียว
    
           ลองอ่านความรู้สึก ของเจ้าตัวน้อย “นักเขียนน้อย ของคุณครู
สมนึก ธนการ” แล้วพิจารณาอย่างช้าๆ ท่านจะพบกับความจริง ที่เกิด
จากใจของเจ้าตัวน้อย ที่ไร้มายา ไร้การประชดประชัน ไร้การเติมแต่ง
ที่เห็นแก่ตัว แล้วลองกลับไปรับฟังความคิดของลูกๆ ของแล้วท่าน 
แล้วท่านจะพบกับความรักที่ยิ่งใหญ่ ที่มีความไม่เข้าใจมาเป็นม่าน
ปิดบังความจริงมานาน
                                        คุณครูสมนึก ธนการ
   
            โปรดพิจารณาอย่างช้าๆ  อย่าด่วนตัดสินใจโดยไม่ยั้งคิด
...............................................................................................................
                                   ๑. กระโปรงตัวแรกของฉัน
                                               
                                   เด็กหญิงสกาวรัตน์ คงรักษา
                                  วันอังคารที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๙
            นานมาแล้ว เมื่อก่อนที่ฉันอยู่ ป. ๑ ฉันเป็นคนที่ซุ่มซ่ามมากและ
เมื่อก่อนเท่าที่ ฉันจำความได้    ฉันจะชอบเล่นกับเพื่อนผู้ชาย  โดยเฉพาะ
เพื่อนที่ชื่อ  หมี,ปาน เป็นเพื่อนสนิทมาตั้งแต่เด็ก และคุณแม่เห็นฉันชอบ
เล่นกับเพื่อนผู้ชาย แม่เลยนึกว่าฉันเป็น “ทอม” เลยซื้อกระโปรงให้ฉันใส่
กระโปรงตัวนั้นมันมีสีแดง วันที่แม่ซื้อให้เป็นวันสารท เดือน ๑๐ ฉันได้ใส่
กระโปรงตัวนั้นและหมุนให้แม่ดู ด้วยความเห่อของใหม่
           นอกจากกระโปรงที่ใส่ในวันสารทแล้ว มันยังมีกระโปรงที่ใส่ห้อง
อนุบาลอีก ฉันว่า ถ้าฉันใส่กระโปรงตัวที่คุณแม่ซื้อให้มาโรงเรียน เพื่อนๆ
คงจะตลกดิฉันไม่น้อย พอวันสารทฉันใส่กระโปรงตัวนี้ไป ฉันรู้สึกว่ามีคน
มอง แต่ฉันก็ทำเป็นไม่สนใจ แต่พอฉันเดินขึ้นบันใดไปหาแม่ กระโปรงตัว
นี้มันดันไปเกี่ยวกับประตูวัด เสียงั้น ฉันร้องให้ คุณแม่ก็มาดึงกระโปรงที่เกี่ยว
อยู่กับตะขอออกให้ ดิฉันยิ้มด้วยน้ำตา แม่ก็อุ้มฉันเข้าไปไหว้พระด้วย พอฉัน
หยุดร้องให้  ฉันก็ไปซนตามประสาเด็ก ฉันเดินไป เดินมา จนพี่ของฉันปวดหัว
และพี่ของฉันรีบวิ่งลงบันใดและบอกฉันว่าให้ลงมาช้าๆ และพี่บอกว่าจะ
ถ่ายรูปเก็บไว้ ให้ฉันเดินแบบ นางนพมาศ และฉันก็เดินตามที่พี่ฉันบอก
โดยเดินลงมาจากบันใดอย่างช้าๆ แต่บังเอิญว่าฉันเดินไม่ดู  ตาม้า ตาเรือ
เดินไม่ดูขั้นบันใด แต่กลับเอาตาไปมองกล้องและโบกมือ ทำให้ลื่นล้มตก
บันใดอย่างไม่ทันระวัง ก้นของฉันไปกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง แม่ของฉัน
ก็ลงมาดูอีก ปรากฏว่า ก้นของฉันที่ติดอยู่กับพื้น มันลุกขึ้นไม่ได้ แม่ของฉัน
ก็อุ้มขึ้นไปนบเก้าอี้และเปิดกระโปรงตัวนั้นขึ้น ปรากฏว่าก้นของฉันเป็นสีเขียว
และฉันก็นั่งนิ่งๆได้
            ฉันคิดว่า ที่ฉันตกบันใดในคราวนั้น ไม่ได้เป็นเพราะตัวฉัน มันน่า
จะเป็นเพราะกระโปรง ตัวที่ฉันใส่มากกว่า เพราะถ้าฉันใส่กางเกงไปวัดวันนั้น
ฉันคงไม่ตกบันใด ตอนที่ฉันเป็นเด็กฉันจะไม่โทษตัวเองว่าผิด จะโทษสิ่งรอบ
ข้างอยู่ตลอด
                                                  ๒. แม่ของฉัน
                                               

                                      เด็กหญิงวัชราภรณ์ บุญรักษ์
                                    วันอังคารที่ ๑๑ ธนวาคม ๒๕๔๙
            วันนั้น เป็นวันเกิดของดิฉัน ดิฉันประทับใจแม่มาก เพราะแม่อุตส่าห์
เอาเงินที่แม่ขายยางพาราได้ แม่ก็เอาเงินนั้นไปซื้อขนมเค็กให้ ดิฉันก็ขอบ
คุณแม่มาก ดิฉันก็ร้องให้ ดิฉันก็กอดแม่ พอเราจัดงานวันเกิดเสร็จเรียบร้อย
แล้ว แม่ก็มีของขวัญให้ดิฉัน ดิฉันดีใจมากที่ดิฉันมีแม่ใจดี ดิฉันก็ได้ของ
ขวัญอีกครั้ง ทุกปีดิฉันไม่เคยได้ของขวัญเลย แต่ปีนี้แม่บอกว่าจะจัดงาน
วันเกิดให้อีกครั้ง
            ดิฉันประทับใจแม่มาก ดิฉันไม่อยากได้ของขวัญ ไม่อยากให้แม่
จัดงานวันเกิดของดิฉันเลย ดิฉันไม่อยากได้ของที่แม่ซื้อให้เลย เพราะว่า
มันต้องเสียเงินมาก ดิฉันไม่อยากให้แม่ซื้อ

                                                    ๓. ก๋งของฉัน
                                              
                                         เด็กหญิงพิมพิน บางอวด
                                    วันอังคารที่ ๑๑ ธนวาคม ๒๕๔๙
            สิ่งที่ดิฉันประทับใจ คือท่านเป็นคนที่รักฉันมาก เพราะถ้าฉันร้องไห้
ท่านจะเข้ามาปลอบ ฉันชอบว่าท่านจนท่านเสียใจ แต่ท่านไม่เคยโกรธฉัน
            มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันไปงานแต่งของญาติ ท่านตักกับข้าวให้ฉัน และฉัน
ว่าท่าน ท่านก็คงเสียใจ ท่านบอกว่า ไม่มีใครตักข้าวให้ฉัน ท่านก็เลยตักให้
และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ฉันเป็นฝีที่ขาจนเดินไม่ถนัด คืนหนึ่ง ก๋งของฉันรีดฝี
ออกให้ฉัน เจ็บมากๆ พอฝีออกหมด ฉันก็ยังร้องให้อยู่ ท่านเข้ามาปลอบ
เข้ามากอด ท่านบอกว่า หายแล้วลูก อย่าร้องนะ
            ต่อไปนี้ ฉันขอสัญญาว่า ฉันจะทำความดีเพื่อท่าน ไม่ว่าท่าน ไม่ทำ
ให้ท่านเสียใจเพราะฉันอีก ฉันจะรักและเคารพก๋งของฉัน ให้ดีเหมือนที่ฉัน
รักพ่อ 
                                                  ๔. แม่ของฉัน
                                            
                                       เด็กหญิงจารุวรรณ ทองเจิม
                                      วันอังคารที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๙
            ดิฉันมีความประทับใจต่อแม่ คือ แม่นั้นเลี้ยงดิฉันมา แม่อุตส่าห์
อุ้มท้องเรามาตั้ง ๙ เดือน เวลาแม่คลอดแม่ก็ได้รับความเจ็บปวดมาก แม่
ของดิฉันไปทำงานที่อื่นไม่ได้อยู่กับดิฉัน เวลาเศร้า แม่ก็คอยทำให้เรา
หายเศร้า เวลาเราไม่สบาย แม่ก็พาเราไปหาหมอ คอยดูแลเรา เช็ดตัวให้เรา
แม่นั้นให้ความรักแก่เรา โดยไม่ดูหน้าตาว่าเป็นอย่างไร แม่นั้นไม่เคยพูด
ว่าเกลียดเราหรือรำคาญเรา แม่สั่งสอนให้เราเป็นคนดีมีความรู้ แม่เลี้ยงเรา
มาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แม้เราอาจจะทำให้แม่เสียใจ ทำให้แม่อับอาย
แต่แม่ก็ไม่เคยโกรธ เกลียดเรา แม่นั้นให้เรากินนมบริสุทธิ์ แม่นั้นยอมอด
แทนลูกได้ ลูกบางคนคิดว่าแม่ไม่รัก แต่แท้จริงแล้ว แม่นั้นรักเราเสมอ แม่
นั้นมีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ ขนาดผืนฟ้ามหาสมุทรยังเทียบไม่ได้
            หากเราจะบอกรักแม่ จะไหว้แม่ จะกอดแม่ ก็ให้รีบๆทำก่อนที่มัน
จะสายเกินไป เพราะเราไม่รู้หรอกว่าแม่จะจากเราไปเมื่อไหร่ อาจอีกไม่นาน
หรืออีกนานก็ได้ หากท่านดูแลเรา เราก็ควรดูแลท่าน เป็นลูกที่ดีของท่าน
เชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน ไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ตั้งใจเรียน แล้วท่านก็จะ
ภูมิใจในตัวของเรา

                                            ๕. พ่อของผม
                                         
                                 เด็กชายเกียรติศักดิ์ กล่ำมาศ
                                วันอังคารที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙
             พ่อของผม ประทับใจตอน พ่อพาผมไปเที่ยวที่ชายทะเล ตอนนั้น
ผมรู้สึกว่าสนุกมาก และพ่อก็พาผมไปกินขนม แล้วพ่อก็เลี้ยงส้มตำ ไก่ย่าง
และข้าวผัดปู เวลาผมจะไป เที่ยวที่ไหนกับเพื่อนๆ พ่อผมก็ให้ไปเที่ยวกับเพื่อน
ตอนนั้นผมประทับใจมาก พ่อพาผมไปเที่ยวห้างอีกด้วย ผมซื้อของต่างๆมาก
มาย ตอนนั้นผมไปกรุงเทพมหานครกับคุณครู พ่อผมก็ให้ผมไป เพื่อให้ผมไป
ทัศนศึกษากับเพื่อนๆและคุณครู ตอนนั้นผมสนุกมาก ผมเพื่อนๆ และคุณครูไป
พักที่โรงแรมของคุรุสภา ผมได้นอนกับเพื่อนสามคน คุณครูภิษณี  ณ  สงขลา 
เป็นคุณครูคุมกลุ่มผมและเพื่อนๆ มี เด็กชายศฑาหัตถ์ ปั้นทอง  เด็กชายจักรี
แสงจันทร์ และผมด้วย ตอนนั้นผมสนุกมากยิ่งขึ้น
           ตอนนั้นผมรู้สึกสนุกและก็มันมาก ตอนกลับบ้านผมก็เล่นกับเพื่อนๆ
เมื่อถุงบ้านผมง่วงนอนมาก เพราะตอนกลับบ้านผมมัวแต่เล่นกับเพื่อนๆและทำ
ให้ผมนอนไม่กี่ชั่วโมง ผมซึ้อของมาฝากพ่อ แม่ น้องและญาติพี่น้องอีกหลาย
คนด้วย 
                                        ๖.   หน้าแตกที่ริมคลอง
                                               
                                      เด็กหญิงพิมใจ ป้องญาติ
                                  วันอังคารที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙
                ในวันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา วันที่คุณครูให้หนูและ
เพื่อนไปที่ห้องสมุด เพื่อไปทำงาน “รักการอ่าน” พอถึงเวลา ๑๒.๐๐ น. พักกินข้าว
คุณครูจะไปเยี่ยมบ้านของเพื่อนๆ หนูกับศิริโสภา ว่าจะไม่ไปเยี่ยมบ้านของเพื่อนๆ
เบญจมาศ อมิตา ก็เห็นด้วย หนูบอกเบญจมาศว่า เราไปเยี่ยมบ้านเบญจมาศนะ เรา
ทั้ง ๔ คน จึงตกลงว่าจะไปบ้านเบญจามาศ
                พอถึงบ้านเบญจมาศ เราทั้ง ๔ ก็คิดว่าจะทำอะไรดี เบญจมาศ ออกความ
เห็นว่า ไปเล่นน้ำคลอง เราทั้ง ๔ เลยเปลี่ยนผ้า ขี่รถเล่น ออกไปที่ริมคลอง แต่…?
ยังไม่ทันได้เล่น เพราะมีบังขายผ้าอยู่บนสะพาน เบญจมาศ ว่า บังอยู่ไม่ควรเล่น
เราเลยไปเล่นที่ศูนย์พัฒนาแรงงาน เพราะมี รปภ. อยู่ แต่…ยังไม่ทันถึงก็แวะที่ร้าน
ขายก้วยเตี๋ยว ตอนที่นั่งกินก้วยเตี๋ยว เบญจมาศ กับหนูได้เล่าเรื่องตลกมาก ทำให้
หนูพ่นเส้นก้วยเตี๋ยวออกมา ทำให้เพื่อนๆ หัวเราะกัน หนูเลยหัวเราตามเพื่อนๆ และ
ก่อนจะกลับไปยังน้ำคลอง หนูได้ให้อมิตาจ่ายเงินให้ก่อนแล้วเราก็กลับไปยังน้ำคลอง
บังคนนั้นไปแล้ว เราเลยลงเล่นน้ำกัน ก่อนเล่นน้ำ เบญจมาศ ได้เอามีดมาตั้งไว้
ริมน้ำคลอง เพราะเบญจมาศ กลัวเราทั้งสี่เล่นน้ำกันตามแบบฉบับหนังเรื่องไกรทอง
เล่นไปเล่นมา รู้สึกเบื่อ หนูจึงคิดอะไรบ้าๆ ออกมา ลองขึ้นมาจากน้ำ แล้วมาเต้น
เพลงโดเรมอน พร้อมกับท่าประกอบเพลง เพื่อเพลงมีอยู่ว่า “สุดอ้างว้าง สะเต็บ
ชีวิต ตดดังปิด โดเรมอนเป็นลม โดเรมี ควักขี้เต่ามาดม…..” เพลงยังไม่ทันจบ
เบญจมาศก็หัวเราะ พร้อมชี้นิ้ว พอหนูเงยขึ้นไปเห็นเด็กๆ ประมาณ ๓ คน มองดู
ด้วยความตะลึง เพราะแต่ละท่าเต้นมันแสนทุเรทมากๆ น้องๆเขาจ้างมาที่หนู หัวเราะ
กันทุกคน หนูอายมาก วิ่งเข้าไปที่ใต้สะพาน อาจจนจะมุดหัวลงดิน ไม่กล้าออกมา
จากสะพาน เพราะน้องเขาเห็นแล้วมันน่าเกลียด เบญจมาศ หัวเราะไม่ยอมหยุด หนู
วิ่งไปกอดศิริโสภา ด้วยความอาย แล้วไปกอดจนศิริโสภาตกน้ำเลย อมิตา เลยวิ่งหนี
หนูเพราะกลัว
              หนูหนีกลับบ้าน ก่อนกลับหนูบอกทุกคนว่า กลับได้แล้ว ทุกคนเลยกลับกัน
ก่อนกลับหนูได้เอากุญแจรถของอมิตา เพราะหนูเป็นคนขับ อมิตาว่าเขาจะขับเอง
ตอนกลับได้ขี้ทับงู หนูบอกให้อมิตาหยุด หนูจะไปดูงู อมิตตาไม่อยากดู เบิ้นรถ หนู
เกือบตกจากรถเลย เบญจมาศ หัวเราะจนไปถึงบ้าน เบญจมาศ เปลี่ยนผ้าแล้วก็
กลับบ้านก่อน เพราะเจองูอีกตัว แต่ ตัวนี้มันเป็นงูเห่า กำลังนอนอยูเราตกใจกัน
มาก แต่ก็กลับถึงบ้านได้โดยปลอดภัย จบแล้วจ้าาาาาาาาาา
         เที่ยวครั้งนี้แสนดีช่างสนุก               ช่างแสนสุขจริงเราวันเสาร์นี้
อยากจะเที่ยวอย่างนี้ทุกทุกปี                    สนุกดีคุ้มจังพลังเรา

                                     ๗.  ป้าขายแก้วละ ๑๐ บาท
                                              

                                      เด็กหญิงอมิตตา สวนรักษา
                                    วันอาทิตน์ที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๙
           เมื่อวันพุธที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ลุงเต้มารับฉันและน้องๆที่โรงเรียน
เพื่อกลับบ้าน ลุงเต้ก็ได้ไปรับพี่ๆฉัน ที่โรงเรียนทับปุดวิทยา แต่ตอนนั้น เขายัง
เข้าแถวไม่เสร็จ ฉันกับจูจู้ เราไปซื้อชาไข่มุกมากิน และจะไปบอกกับจูจู้ว่าฉัน
เลี้ยงเอง จูจู้กับฉันก็สั่งคนละแก้ว และฉันได้จ่ายเงินไปกับป้าไปแล้ว ๑๐ บาท
จูจู้กำลังจะเดินไปขึ้นรถ พี่ๆเข้ามาซึ้อชาไข่มุกกินกัน แล้วป้าได้ถามฉันว่าเงิน
๑๐ บาทของใคร ฉันบอกว่าของฉันกับของจูจู้ ป้าก็บอกว่า ป้าขายแก้วละ ๑๐
บาท
          ฉันกับจูจู้อายมาก แล้วฉันได้เรียกจูจู้มาจ่ายตังค์ จนพี่ๆ เขาหัวเราะกัน
ฉันกับจูจู้จึงรีบวิ่ง
ไปขึ้นรถ

                                          ๘.  เปลือกกล้วย
                                        
                                  เด็กหญิงเกศราภรณ์ แสงศรี
                                   วันพุธที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๙
          เมื่อตอนฉันอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ฉันอยู่ที่บ้าน โดยไปแกล้งเพื่อน
ยายของฉันกำลังเอากล้วยมาให้ฉันกิน ฉับกับเพื่อนกินกล้วยหมดทั้งหวี อร่อย
มากๆ ฉันกับเพื่อนนึกว่าจะเล่นอะไรดี นึกไปนึกมาก็เล่นซ่อนแอบกัน ช่วยเพื่อนๆ
มาเล่นสนุกมากๆเหลือเกิน พอเล่นเสร็จก็ยังนึกว่าจะเล่นอะไรดีอีก นึกว่าจะวิ่งแข่ง
         ขณะฉันกับเพื่อนๆนั่งพักเหนื่อย ยายของฉันก็เอากล้วยมาให้อีก หวีที่สอง
กินอิ่มมากๆ เปลือกกล้วยที่ฉันกับเพื่อนกินกันทั้งหวี ขว้างไม่เป็นที่เป็นทาง แล้ว
เอาเปลือกกล้วยไปวางไว้ที่เขาจะเดินมา ฉันกับเพื่อนค่อยๆดูว่าจะลื่นล้มไหม
พอดีฉันอยากจะดื่มน้ำ ฉันก็ไป ฉันเดินไม่ระวัง ตัวเองเลยลื่นล้มกับเปลือกกล้วย
ที่หวังจะแกล้งเพื่อน หัวโนเจ็บมากๆ ร้องให้ด้วย ฉันร้องให้ไม่หยุดเพราะเจ็บมากๆ
เพื่อนๆที่เราเล่นด้วยกันยืนหัวเราะ เขาสมน้ำหน้าฉัน
        เพื่อนๆ เขาบอกกับฉันว่า นั้นแหละชอบแกล้งเพื่อนนั่นแหละเวรกรรมตามสนอง
แต่ตอนนี้ที่ฉันยังชอบแกล้งเพื่อนที่อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ห้อง ๒   

                                    ๙.  เรื่อง เต้นกำลังมัน
                                      
                                
เด็กหญิงอารียา จันทร์เพ็ญ
                             วันเสาร์ที่  ๒๓  ธันวาคม  ๒๕๔๙
        คือเรื่องที่ฉันอยู่ที่ห้องพละกับเพื่อนๆ ดิฉันเล่นร้องเพลงกับเพื่อนเพราะฉันเกิด
สนุก พอร้องเพลงเล่น อมิตตาร้อง ฉันเต้นอยู่อย่างสนุก คุณครูอมรเข้ามา  ฉันยืน
หันหลังเลยไม่เห็นคุณครูอมร ฉันก็เต้นเรื่อยๆอมิตตา กับ อริยา ก็หัวเราะดิฉัน ฉัน
เลยสงสัยว่าเขาหัวเราะทำไม  ฉันเลยหันหลังไปดูดิฉันเลยเห็น คุณครูอมร ฉัน
ตกใจมาก คุณครูอมรก็เลยยิ้มและหัวเราะดิฉัน
        ดิฉันเลยชวน อมิตตา และ อาริยาหนีไป อมิตตาและอริยาสองคนก็หัวเราะดิฉัน
จนดิฉันอายไม่รู้จะพูดอย่างไร

                                      ๑๐.   เรื่อง ลืมรูดซิบ
                                        
                                     
เด็กชายกนกพล ชูเวชะ
                               วันเสาร์ที่  ๒๓  ธันวาคม  ๒๕๔๙
         ตอนที่ผมกับเพื่อนๆ อยู่ที่โรงเรียน ตอนนั้นพวกเราชอบเเต่งรถพวกเราก็ซื้อสมุด
แต่งรถมา ตอนผมไม่ค่อยรู้เรื่องพอ ไอ้แบ็ตเขาทายให้ผมตอบที่นี่เเหละผมไม่รู้ว่านี่คือ
อะไรผมตอบเพื่อนๆก็หัวเราะเพื่อนๆทำให้ผมหน้าแตกต่อหน้าสาวๆก็โห่ผมหน้าแตกจน
ไม่รู้จะทำอะไรไม่ถูก 
         พอมาอีกวันหนึ่งผมกับเพื่อนๆไปจีบสาวๆ พอไปถึงก็นั่งยอกกัน พอเพื่อนมันมา
กระซิบว่า  ยังไม่ได้ใส่กระดุมกางเกงยีนส์เลย สาวๆโห่ผมทำอะไรไม่ถูกหน้าแตกหมอ
ไม่รับเย็บ
        เพื่อนบอกแบบนี้ก็ไม่อยู่เพราะอายสาวๆที่ไม่ได้ใส่กระดุมกางเกงยีนส์เลยหลังจาก
นั้นเราก็ไปเที่ยวกันต่อ

                                       ๑๑.  เรื่องยายของฉัน
                                              
                                  เด็กหญิงศิริโสภา ศิริโสภณ
                              วันเสาร์ที่  ๒๓  ธันวาคม  ๒๕๔๙
         ทุกๆวันในหนึ่งสัปดาห์ คุณยายของฉัน จะต้องเป็นผู้สอนการบ้านให้กับฉันเมื่อ
ไหร่ที่ท่านสอนฉันแล้ว ฉันไม่เข้าใจสักที คุณยายก็จะดุว่าโง่จริงๆ ฉันไม่โกรธหรอกนะ
แต่ฉันจะมองให้มันน่าตลกไปดีกว่า เมื่อสอนกันนานไป ฉันก็ไม่ยอมเข้าใจสักที เพราะ
มันยากมากสำหรับฉัน คุณยายท่านก็คงหมั่นไส้ ว่าทำไมหลายคนนี้ ถึงได้สอนยากสอน
เย็นขนาดนี้ ท่านจึงตบหัวฉันไปหนึ่งโป๊ะ แต่ฉันก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธออกมานะเพียง
นึกน้อยใจนิดๆว่าทำไมถึงทำหลานสาวตัวเองได้ เมื่อเสร็จออกจากการสอนการบ้าน
คุณยายก็ไปทำกับข้าวในครัวฉันจึงตามไปดูอย่างห่างๆ
         คุณยายก็ถามฉันว่า เมื่อตะกี้ที่คุณยายตีลูก เจ็บไหม ฉันอึ้งไปสักครู่ แล้วก็ตอบว่า
ไม่เจ็บหรอกค่ะ ในขณะนั้นฉันก็รู้สึกดีใจกับคำถามของคุณยาย มันทำให้ฉันรู้สึกได้ว่า
ท่านรัก และห่วงไย ฉันมากขนาดไหน คุณยายของฉันมีนิสัย ใจน้อย ขี้งอน โมโหง่าย
(ถ้าเจอกับคนที่ไม่รู้จักหรือพูดจาไม่ดี) ฉันต้องคอยเอาใจ และง้องอนอยู่เป็นประจำค่ะ
แม้ว่าท่านจะขี้งอนไปนิดหนึ่ง แต่ท่านก็ใจดี น่ารัก มีเมตตาต่อผู้อื่นด้วย ในความรู้สึก
ของฉันคนนี้ ท่านเป็นคนดี
        มีอยู่วันหนึ่ง ฉันได้บอกกับคุณยายว่า ช่วยหาฉลากสิ่งของต่างๆมาให้ฉันหน่อย เพื่อ
ทำรายงานวิชาวิทยาศาสตร์ คุณยายก็ตอบว่า ไม่ช่วยหรอก งานของใครก็ทำเอาเอง พอ
ตกถึงตอนเย็นเลิกเรียนฉันกลับถึงบ้าน ฉันก็ได้เห็นภาพที่น่าประทับใจ มากสำหรับฉัน ก็คือ
มีฉลากสิ่งของต่างๆมากมายทิ้งอยู่ มันทำให้ฉันดีใจที่สุด คุณยายก็เอ๋ยถามฉันว่า ฉลาก
ที่ยายหามาให้นั้นใช้งานได้ไหม ฉันเองก็มั่วยุ่งอยู่แต่ดีใจ ทั้งที่ความจริงฉันหามาได้ครบ
ตามที่ต้องการแล้ว เพียงแต่ฉันอยากที่จะพิสูจน์ว่า คุณยายจะช่วยฉันหรือไม่เท่านั้นเอง
ฉันก็ได้คิดได้ว่า การที่คุณยายเขาดุด่า ทุบตี สั่งสอนไม่ได้หมายความว่า ท่านไม่รักฉัน
แต่ท่านทำไปเพราะต้องการให้ฉันนั้นเป็นคนเก่ง เป็นคนดี ช่วยเหลือตัวเอง และเพื่อที่
จะเติบโตอยู่ในสังคมได้อย่างงดงามมากว่าค่ะ
         ในความรู้สึกของฉันๆ รักยาย เปรียบเสมือนแม่คนหนึ่งของฉันเลยเชียวล่ะ ฉันก็
จะไม่ลืมบุญคุณที่ท่านเลี้ยงดูแลฉันมาตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบครึ่ง คุณยายสั่งสอนฉัน
ทุกอย่างในทางที่ดี ฉันได้บ้าง แต่บางครั้งก็ลืมคำสอนบ้าง ก็พยายามจะเป็นคนดีของ
ฉันของยายให้มากที่สุดแหละค่ะ ท่านเป็นคุณยายคนเก่ง คนดี ของฉันเสมอและตลอด
ไปค่ะ
         รักคุณยายมากๆ ค่ะ
                                              ๑๒.   เรื่อง อาของผม
                                                
                                               
เด็กชายกนกพล ชูเวชะ
                              วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
          อาของผมนี่เขาเป็นคนที่เรียบร้อย เขาชอบเจ้ากี้เจ้าการ เขาชอบด่าลูกๆของเขา
รวมทั้งตัวผมด้วย
          ตอนผมไปอยู่ที่บ้านอา  ผมก็เรียนอยู่ที่จังหวัดตรัง  ตอนนั้นผมอยู่ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๔ พอกลับมาจากโรงเรียนอาก็จะตรวจหนังสือ ว่ามีการบ้านอะไรบ้าง ถ้ามี  อาก็จะ
ให้ทำ ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ต้องไปเล่น ต้องทำให้เสร็จก่อนจึงจะไปเล่นได้ พอทำการบ้านเสร็จ
ก็ไปอาบน้ำ กินข้าว เวลาจะไปดูละครช่อง ๗ สี เขาก็ไม่ให้ดู พออ่านหนังสือเสร็จ  อา
ก็ให้เข้านอนเลย อาของผมนี้เขาเป็นคนเรียบร้อยถ้าเขาไม่เป็นคนเรียบร้อยแล้วเขาจะมา
นั่งเราทำการบ้านและดูเราอ่านหนังสือ อาทำให้ผมได้มีประสบการณ์ในการเรียน ก็เป็น
เพราะท่านทำให้ผมเรียน เขียน อ่าน ได้จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ นี้
          พอปิดเทอมผมก็จะไปหาท่านทุกที พ่อผมไปหา  อาก็จะให้เงินผมมากินขนมกับ
ลูกของอาผมกับลูกของอาสนิทกันมากเราอยู่รุ่นเดียวกัน เวลาผมไปไหนมาไหน เราก็
จะไปด้วยกัน บางทีผมไปถึงผมไม่ใช้อยู่กับพ่อแม่ อาพาผมไปอยู่ที่บ้านของแกจนกว่า
จะกลับบ้านก็ไปหาพ่อ เหมือนกับอาเป็นพ่อคนที่สอง ของผม และเเฟนของอา ก็ซักผ้า
ให้ผมทำกับข้าวให้ผมกินก็เหมือนกันกับแม่คนที่สอง ของผมเหมือนกัน
          อาคนนี้จึงทำให้ผมรักมาก รักอารักเกือบเท่ากับที่ผมรักพ่อแม่ของผมถึงตอนนี้
ผมกับอาก็ยังรักกันอยู่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
                                                ๑๓.  
เรื่อง พ่อของฉัน
                                                  
                                             
เด็กชายอนิรุจน์ งานสม
                                        วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
          ผมประทับใจพ่อ เพราะพ่อของผมได้ชวนผมไปอาบน้ำตกดีใจที่ผมได้ไปอาบน้ำตก
พ่อผมมีความสนุก และผมก็มีความสนุกในครอบครัว ผมมีความสนุกกันทุกคนเลย ได้กิน
ตั้งหลายอย่าง  พ่อผมก็ดีใจที่ครอบครัวมีความสุข แต่ผมก็กินไม่มากแต่แม่กับน้องก็กินไก่
หมด พ่อผมเกือบไม่ได้กิน แต่พ่อก็ไม่เสียใจที่พ่อผมเกือบไม่ได้กิน แต่ผมกับพ่อกลับดีใจ
ที่ครอบครัวมีความสนุกกัน แต่มีความสบายใจมากขึ้น พ่อผมถามผมว่าสนุกไหม ผมก็บอก
ว่าผมมีความสนุกมากเลยครับพ่อ พ่อผมก็บอกผมว่าคราวหลังพ่อจะพาไปเที่ยวอีก และจะ
พาไปเที่ยวหลายๆที่ เช่น ทะเลหาดป่าตอง หาดในยาง เขาหลัก และหาดปากเม็ง แต่ผมก็
อยากไปเที่ยวอีกที่หนึ่ง นั้นคือ ถ้ำลอด เขาตาปู ครับ
                                                  ๑๔.   
เรื่อง แม่ของฉัน
                                                      
                                               
เด็กชายวรรณุรัตน์ ธนการ
                                         วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
          แม่ของผมนั้นถึงจะโทรมแต่แม่ก็มีน้ำใจให้กับเรามากๆ เวลาอยากได้อะไรแม่ก็ซื้อ
ให้ผมหมด เวลาผมจะไปไหนเขาก็จะพาผมไปเสมอ หากเรานั้นจะไปไหนจะไปไหนเรา
ก็ยังมีแม่อยู่ทุกเวลา 
          แม่ยอมเพื่อเราเสมอ แม่รักเราเหมือนผีเสื้อตัวหนึ่งที่บินเร่ร่อนอยู่บนต้นไม้ถึงแม่
ผมจะเล่นหวยเขาก็ได้ให้เงินเราไปโรงเรียนอยู่เสมอพอเวลาเปิดเทอมเขานั้นรีบหาเงิน
เพื่อซื้อกางเกง ถุงเท้า รองเท้าใหม่ๆ ให้เราเข้ากับคนอื่นให้ได้ แม่ยอมทำงานเหน็ดเหนื่อย
หาเงินซื้อหนังสือเรียนให้เรา  เรานั้นก็ไม่คิดว่าแม่ของเราท้องเรามาท่านยอมทรมาน
ท้องที่เราอยู่ในท้องตอนเล็กๆ ผมไม่รู้ว่าแม่เป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าท่านยอม
เพื่อเรามามาก แต่เรานั้นไม่เคยคิดว่าเขานั้นเป็นแม่เรา เรานั้นดื้อดึงกับท่านพอท่านสิ้น
เราจะอยู่อย่างไร เราไม่เคยคิดอย่างนั้น แม่ผมนั้นเริ่มคิดได้ว่า เรานั้นทรมานมากมาก
แล้วถ้าเราเป็นท่านเราจะยอมทรมานเหมือนท่านไหม
         แต่เล็กจนโตแม่นั้นต้องถนอมเรามา  แต่ทำไม เราจึงดื้อดึงกับท่านอย่างนี้ ท่าน
มีบุญคุณกับเรามาก แต่ทำไมเรานั้นไม่คิดบุญคุณที่ท่านเลี้ยงเรามาตั้งแต่เล็กจนโตนี้
คือความประทับใจของผมอย่างยิ่ง
                                                 ๑๕. 
เรื่อง คุณแม่ของผม
                                                      
                                             
เด็กชายจีรพงษ์ จงละเอียด
                                   วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
         คุณแม่ของผมเป็นคนที่รักผมมาก คุณแม่ของผมเป็นคนนี้เป็นคนที่มีความเข้าใจ
ผมมากที่สุด คุณแม่ของผมเป็นคนที่รู้ว่าผมชอบสิ่งไหน รู้ว่าผมไม่ชอบสิ่งหนึ่ง คุณแม่
ของผมหัดให้ผมทำอะไรต่อมิอะไรที่ผมทำได้หลายอย่าง เพราะคุณแม่ของผมสอน
         คุณแม่ของผมคนนี้เป็นคุณแม่ที่ใจดี คุณแม่ของผมคนนี้เป็นคนที่ผมรักมากที่สุด
จนบอกไม่ถูก มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนนั้นผมตามแม่ของผมขึ้นไปที่แม่ตัดยางพ่อกับแม่ของ
ผมตั้งมืดไว้ที่ก้อนหินผมวิ่งไปที่แม่ผมก็ได้วิ่งสดุดมีดตัดยางที่พ่อกับแม่ผมตั้งเอาไว้จน
เลือดของผมไหลออกมาไม่หยุด จนขาของผมเป็นแผลใหญ่มาก คุณแม่ของผมก็ให้ผม
ขึ้นขี่คอแล้วก็พาลงไปที่บ้านแล้วก็ให้ผมนอนแล้วแม่ก็ไปซื้อยามาทำแผลให้ผมแล้วก็
ให้กินยา เป็นตอนที่ผมรักแม่มากที่สุดหลังจากนั้นแม่ก็ให้ผมนอนพักและแม่ก็ขึ้นไปเก็บ
ยางต่อ
          ความรักเหนือสิ่งอื่นใด  นี่คือความรู้สึกที่ผมนั้นอยากบอกคุณแม่ของผมว่า
รักแม่ที่สุดเลย
                                                      ๑๖. 
เรื่อง แม่ของฉัน
                                                      
                                                 เด็กหญิงวีราภรณ์ ทองกอบ
                                     วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
          เพราะแม่เป็นคนที่ทำอาหารให้เรากิน ซักผ้าให้ และรีดผ้าให้ ตั้งแต่ที่ทุกคนเกิดมา
แม่และพ่อเป็นคนที่ทำให้เราทุกอย่าง  อย่างเช่น อาบน้ำ ซักผ้า ดูแลเราให้เรามีความสุข
และเป็นคนที่ให้เงินเรามาโรงเรียน
          เพื่อนทุกคนควรรู้ว่าน้ำนมหยดที่แม่ให้เราดื่มกินไม่มีอะไรที่จะทดแทนน้ำนมที่แม่
ให้เรามาเปรียบเสมือนเลือดที่แม่ให้เราดื่มกิน และเวลาเราอยากได้อะไร แม่ก็ซื้อให้ เรา
จะขออะไรแม่ก็ให้เราทุกอย่าง แม้ชีวิตแม่ก็ให้พวกเราได้
           ฉันอยากให้เพื่อนๆ รู้ว่าเราควรทำอะไรสักอย่างก่อนที่พ่อและแม่จะจากพวกเราไป
ไม่มีใครรู้ว่าแม่และพ่อจะจากพวกเราไปตอนไหนเวลาไหน วันที่เท่าไหร่ และถ้าใคร
กำหนดชีวิตตัวเองได้ ฉันคิดว่าคนนั้นจะมีบุญบารมีมากๆ
                                                     ๑๗. 
เรื่อง พ่อของฉัน
                                                       
                                                เด็กหญิงณัฐกานต์  คุ้มอินทร์
                                      วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
        
เมื่อวันนั้นหนูประทับใจมากที่คุณพ่อของฉันไปทำงานแล้วตอนบ่ายคุณพ่อกลับมา
บ้าน คุณพ่อบอกว่ามีงานทำแล้ว หนูประทับใจมาก เพราะคุณพ่อบอกว่าคุณพ่อมีงานทำ
แล้วลูก หนูมีความประทับใจมากที่สุดและคุณพ่อบอกว่าวันนี้คุณพ่อมีงานทำและมีเพื่อน
มากด้วยคุณพ่อบอกว่าวันนั้นคุณพ่อไปทำงานดิฉัน บอกคุณพ่อว่ามีงานทำ และคุณพ่อ
ไปทำงานที่ใหม่และมีใครบ้าง และตอนบ่ายดิฉันประทับใจมากที่คุณพ่อมีงานทำ และ
คุณพ่อกลับมาถึงบ้านและหนูถามว่า  คุณพ่อร้อนไหมคุณพ่อบอกว่าไม่ร้อนเพราะคุณพ่อ
บอกว่าคุณพ่อร้อนเพราะคุณพ่อมีความสุขมาก และวันนั้นหนูประทับใจมากที่คุณพ่อมี
ความสุขมาก และประทับใจมากที่คุณพ่อมีงานทำ
                                               
๑๘.  เรื่อง พ่อของผม
                                                 
                                           เด็กชายยุรนันท์ จันทร์เพ็ชร์
                                   วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
              พ่อผมเป็นคนที่ดื้อดึงมาก ในตอนนี้ท่านขาหัก ท่านยังพยายามทำทุกอย่าง เช่น
ตัดไม้ ทำโต๊ะ เป็นต้น พ่อผมเป็นคนที่ขยันมาก ตอนที่ท่านขาไม่หัก ท่านเข้าสวนประมาณ
หกโมงเช้า ท่านจะออกจากสวนประมาณหกโมงเย็นท่านออกมาเหมือนคนอาบน้ำเหงื่อ
ทุกวัน แม้แต่วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดของท่าน ท่านยังทำงานจนถึงตอนบ่ายโมงเย็นท่าน
จึงจะออกมา ท่านจะออกมาเพื่อดูมวยซึ่งเป็นกีฬาที่ท่านชอบดูมาก ท่านจะชอบดูมากถ้า
วันไหนมีรายการมวยไทยเจ็ดสีในตอนนั้นท่านจะดูมวยและไม่ทำอะไร ห้ามใครไปรบกวน
มิฉะนั้นทุกคนในบ้านจะถูกด่าเป็นขบวน ในขณะนี้ท่านยังพยามยามทำทุกอย่างเหมือนกับ
คนที่ทำมากก่อน
           เดือนกุมภาพันธ์ ปี   ๒๕๔๙  ซึ่งเป็นเดือนที่โชคไม่ค่อนดี เพราะเดือนกุมภาพันธ์
เป็นเดือนที่ทำให้ท่านเกิดอุบัติทางรถยนต์ ในวันนั้นพ่อผมพึ่งกับจาก จังหวัดอุบลราชธานี
ได้เป็นวันที่สอง พอถึงวันที่หนึ่งกุมภาพันธ์พ่อผมจะเอาหมากตากแห้งไปขายเพื่อจะเอาเงิน
มาให้ค่าขนมโรงเรียนผม พอพ่อออกจากที่หลบฝนไปได้นิดเดียวพ่อก็ถูกรถชน
          พ่อผมเป็นคนที่ขยัน และอดทน ไม่ท้อต่องานที่ท่านทำ ผมจึงรักพ่อของผมมากๆ
ผมจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อท่าน

                                          ๑๙.  เรื่อง น้องของฉัน
                                             
                                        
เด็กหญิงเกศราภรณ์ แสงศรี
                             วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
           น้องของฉันชื่อว่า เจมส์บอล เขาน่ารักมากๆ ในเรื่องที่ฉันประทับใจ คือน้องเจมส์บอล
เป็นคนที่น่ารัก ที่เป็นคนยิ้มตลอดเวลา เป็นคนที่ขี้ร้องไห้ขี้โกรธ เวลาฉันหยอกน้องก็หัวเราะ
ยิ้มบ้างเวลาไปไหนน้องไปด้วย พอเวลาไม่พาน้องไปก็ร้องไห้ทันที เวลาอาบน้ำฉันก็ต้องไป
เล่นกับน้อง เพราะเวลาอาบน้ำเขาจะร้องให้ฉันก็ไปเล่น พอน้องร้องต้องพาไปขี่เปล เพราะ
น้องฉันชอบมากๆ พอขี่เปลยิ่งสนุกน้องยิ่งมัน พอน้องหยุดร้องฉันก็ต้องพาน้องขี่เปลอีก ฉัน
เสียวไส้มากๆ แต่หัวเราะ ยิ่งสูงยิ่งมันยิ่งสนุก พอขี่เปลเสร็จต้องพาน้องขี่รถ น้องชอบใจมากๆ
พอขับรถเสร็จพอหยุด น้องร้องทันที ฉันพาน้องขับรถอีก คราวนี่น้องขับ น้องของฉันร้องแบบ
ว่าดีใจ
           ในที่สิ่งประทับใจคือ น้องน่ารัก

                                        ๒๐.   เรื่อง ขี้เมาเป็นเรื่อง
                                             
                                       
เด็กหญิง เพ็ญนภา สุขสม
                            วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
           ลุงของฉันเป็นคนขี้เมา เวลาเมาจะใจดีมากลุงของฉันก็จะแจกเงินให้หลายๆ ย่าของ
ฉันก็จะด่าลุงของฉันว่าเมาเหมือนหมา  ลุงของฉันโกรธมาก ลุงของฉันเอาสากขว้างใส่หลัง
คาบ้านย่าฉัน จนหลังคาบ้านย่าของฉันแตก ย่าฉันโมโหมากจึงบอกลุงว่าไปไกลๆเลยไปมึง
ลุงฉันจึงโกรธมากแกลืมตัวว่าแกใส่เกียร์รถเอาไว้แกจึงบิดไมย์จนทำให้ลุงตกรถ ชนกระถาง
ต้นไม้ย่าฉันแตก  ๓ กระถาง ในกระถางนั้นมีดอกไม้หลายชนิดมีดอกไม้หายากที่สุดคือ กุหลาบ
หินที่หายากที่สุด ย่าของฉันใช้ให้ลุงไปซื้อมาให้ใหม่ ลุงของฉันว่าจะไปซื้อได้ที่ไหน ต่อจาก
นั้นลุงของฉันก็เลิกกินเหล้า
            ๒๑. 
เรื่อง คนที่ฉันรักและประทับใจที่สุดในครอบครัวคือแม่
                                            
                                     
เด็กหญิงอมิตตา สวนรักษา
                            วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
           เพราะคุณแม่ แม่เป็นผู้ให้กำเนิดเรามาตั้งแต่เล็ก แม่ค่อยดูแลฉันมาตลอด ตั้งแต่เล็ก
แม่คอยทำงานหนักมาตลอดแต่เมื่อก่อนแม่ฉํนเป็นคนที่ลำบากมากแม่และพ่อฉันขายไก่
วันละ ๑๐ ตัว แต่บางวันก็ขายได้แค่ ๑ ตัว ตอนนั้นฉันเกือบร้อง ฉันรักแม่ของฉันมาก จน
อยากตายแทนได้ ฉันรู้สึกเสียใจที่เคยว่าแม่ลับหลังกับพี่ ฉันรู้สึกไม่อยากเสียแม่ของฉันไป
ตอนเช้า เวลาฉันไปตลาดพระก็จะเดินผ่านร้านของฉัน ฉันได้ใส่บาตรฉันได้ขอพรว่า ขอให้
ครอบครัวมีแต่ความสุข มีโรคภัยอะไรก็หายไป และขอให้แม่หายจากไข้เร็วๆ ขอให้ครอบ
ครัวฉันในชาติหน้าได้มาเป็นครอบครัวกันอีกครั้ง แต่เมื่อก่อนแม่ฉันฝากเงินให้คนละ ๑๐๐ บาท
ฉันดีใจมากที่แม่ฝากให้ ฉันอยากจะหยุดเวลาไว้เพื่อจะได้อยู่กับแม่และครอบครัวตลอดไป
          ฉันรักแม่ที่สุดในโลกค่ะ
                                      ๒๒.  เรื่อง แม่ของฉัน
                                       
                                    
เด็กหญิงแนนวดี จันทศรี
                       วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
            แม่ของฉันใจดีมากๆ แม่ชอบพาฉันไปเที่ยวตลาด แม่ของดิฉันจะถามฉันว่าเอา
อะไรไหมมาตลาดทั้งที ฉันก็บอกแม่ว่าไม่เอาอะไรค่ะ แค่ มาช่วยแม่ถือของเท่านั้น แม่
ก็พาดิฉันเดินไปดูเสื้อผ้า แม่ซื้อเสื้อให้ดิฉัน ๑ ตัว แล้วแม่ก็พาดิฉันไปซื้อกางเกงกีฬา
อีก ๑ ตัว แม่ฉันใจดีมากๆ แม่เคยพาฉันไปเที่ยวตลาดหลายครั้ง ทุกครั้งที่แม่ไปตลาด
แม่ไปตลาดแม่จะชวนดิฉันไปด้วยทุกครั้ง เมื่อวันนั้นดิฉันออมเงินได้ ๕๐๐ บาท แม่ก็
ถามดิฉันว่าจะไปฝากที่ธนาคารออมสิน พอไปถึงธนาคารแม่ก็เอาเงินของแม่ออกจาก
กระเป๋า ๕๐๐ บาท แม่ยื่นให้ดิฉัน รวมเงินของดิฉันและคุณแม่เป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท
ดิฉันก็ไปฝากเงินกับคุณแม่ที่ธนาคาร พอฝากเงินเสร็จคนที่ธนาคารก็ยื่นสมุดธนาคาร
ให้คุณแม่ หลังจากนั้น แม่ก็พาดิฉันไปซื้อขนมที่ร้านค้า

                            ๒๓.  เรื่องการหุงข้าวหม้อแรกของฉัน
                                             
                                      
เด็กหญิงศิรินรัตน์ เล็กมาก
                          วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
           ในอดีตนั้น คุณพ่อกำลังหุงข้าวและดิฉันกำลังดูโทรทัศน์ ตอนนั้นดิฉันยังหุงข้าว
ไม่เป็น
           ตอนนั้นคุณพ่อกำลังสาวสารแล้วแล้วคุณพ่อไปเทน้ำสาวสารแล้วคุณพ่อก็สั่งต่อ
อีกว่าให้เขาให้หมดตอนนั้นดิฉันอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่  ๔   ดิฉันไปถึง ดิฉันไปถึงดิฉันก็
คว่ำทั้งหม้อเลยเพราะดิฉันเข้าใจว่าคุณพ่อสั่งให้เขาทั้งหมดด้วยความหุงข้าวไม่เป็นก็เลย
เททั้งน้ำสาวสารและข้าวสารต่อมาคุณพ่อก็หัดให้ดิฉันหุงข้าวเองช่วงนั้นดิฉันดูโทรทัศน์
ทั้ง ๕ - ๖ วัน เพราะคุณพ่อต้องการให้ดิฉันหุงข้าวด้วยตัวเอง ๕ - ๖  วันนั้นดิฉันต้อง
หุงข้าวให้คุณพ่อกินนับตั้งแต่นั้นมาดิฉันก็หุงข้าวเป็นตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
          ปัจจุบันนี้บางครั้งก็ยังหุงข้าวเปียกอยู่บ้าง เพราะใส่น้ำมากเกินไป ตอนนั้นดิฉันลืม
เสียบปลั๊กเพราะรีบจะไปเล่น ข้าวก็เลยไม่สุก

                                              ๒๔.  เรื่อง แกงส้มหน่อไม้
                                                    
                                               
เด็กหญิงปวีณา แรงกล้า
                                    วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
            มีอยู่วันหนึ่งพ่อและแม่ของดิฉันไม่อยู่บ้าน พ่อ และแม่ของดิฉันไปบ้านยายแล้ว
แม่ของดิฉันก็ไม่กลับมาบ้านที ดิฉันจึงหิวข้าวดิฉันนึกขึ้นได้ว่ามีหน่อไม้ที่แม่ดองเอาไว้
ฉันจึงนำหน่อไม้ที่แม่ดองนำไปแช่น้ำไว้แล้วดิฉันก็ลงมือนำส่วนประกอบที่จะทำแกงส้ม
หน่อไม้ ไว้มาใส่ในครกเพื่อตำให้เข้ากันเป็นเครื่องแกงส้มและส่วนประกอบของแกงส้ม
ก็มี เคย เกลือ ผงชูรส ขมิ้น น้ำมะนาว แล้วดิฉันก็ลงมือทำดิฉันได้ทำเครื่องแกงส้มที่ดิฉัน
ผสมไว้ไปละลายน้ำแล้วนำไปใส่หม้อ แล้วตั้งให้น้ำแกงส้มเดือดแล้วทิ้งไว้สักครู่พอแกงส้ม
เดือดดิฉันก็ได้ทำหน่อไม้ที่ดิฉันแช่น้ำไว้ นำไปใส่ในหม้อทิ้งไว้แล้วใส่น้ำมะนาวพอดิฉัน
ใส่น้ำมะนาวแล้วดิฉํนก็ออกไปเล่นกับเพื่อนๆและน้องๆของดิฉํนอย่างเพลิดเพลินโดย
ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรไว้หรือเปล่า
           จากนั้นเพื่อนๆและน้องๆของดิฉันได้กลิ่นเหม็นไหม้เพื่อนๆก็ได้ถามดิฉันว่าปิวเธอ
ตั้งอะไรไว้บนไฟหรือเปล่าฉันก็ตกใจแล้วบอกเพื่อนๆและน้องๆว่าใช่ฉันได้ทำแกงหน่อไม้
ไว้บนไฟและเพื่อนๆและน้องๆก็หัวเราะดิฉัน ดิฉันก็ได้วิ่งไปในครัวขณะไปถึงในครัวดิฉันก็
เห็นว่าแกงส้มหน่อไม้ของดิฉันไหม้หมดแล้วแล้วดิฉันก็ได้ปิดแก๊สแล้วนำหน่อไม้ไปแช่น้ำ
ทิ้งไว้สักครู่ และพอสักพักพ่อและแม่ของดิฉันก็ได้มาถึงบ้านแล้วพ่อและแม่ของดิฉันได้
ถามว่าทำไมหม้อลูกนี้จึงได้ดำแล้วดิฉันก็ได้ถามคุณแม่ว่าถ้าหนูบอกคุณแม่อย่าด่าหนู
และตีหนู คุณแม่ก็ตอบว่าได้ แม่จะไม่ตีหนูดิฉันก็จึงบอกแม่ไปว่าดิฉันได้ทำแกงส้มหน่อไม้
จนไหม้แล้วคุณแม่ก็ถามดิฉันต่อไปว่าทำไมแกงส้มหน่อไม้จึงได้ไหม้ดิฉันก็ไม่ตอบ
แล้วดิฉันก็ได้วิ่งไปบ้านย่าแล้วเล่าให้ย่าฟังย่าฟังพอย่าฟังแล้วย่าก็หัวเราะดิฉัน แล้วดิฉัน
ก็พูดกับย่าว่าทำไมทุกคนจึงหัวเราะฉันแล้วย่าก็บอกฉันว่าเพราะเป็นเรื่องที่สนุกแล้วดิฉันก็
ถามคุณย่าต่อไปว่าย่าเคยทำแกงอะไรสักอย่างเสียไหม และคุณย่าก็ตอบดิฉันว่าย่าก็เคย
ทำแกงต่างๆไหม้ตั้งหลายครั้งแล้วดิฉันก็ถามต่ออีกไปว่าแล้วมีใครหัวเราะ ย่าไม่อยากบอก
ว่ามีแล้วย่าไม่อายหรือ ย่าว่าจะอายทำไม บางครั้งการทำอาหารทุกคนก็ต้องมีการผิดพลาด
กันบ้างทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องทำอะไรสักอย่างผิดพลาดไม่มีใครหรอกที่ไม่ทำอาหาร
ผิดพลาดแล้วดิฉันก็วิ่งไปบ้านแล้วไปด็โทษแม่ แล้วบอกแม่ว่าฉันขอโทษนะแม่และคุณแม่
ก็ยกโทษให้ฉัน
          ตั้งแต่นั้นมาดิฉันไม่กล้าทำอาหารอีกเลยเพราะกลัวว่าจะเกิดผลเสียขึ้นมาอีก
          นิทานเรื่องนี้ของดิฉันก็จบลงแล้วถ้าเพื่อนคุณครูอยากรู้ว่าแกงส้มหน่อไม้หม้อนี้เป็น
อย่างไรก็ลองอ่านกันดูน๊ะค่ะ

                                         ๒๕.  เรื่อง ผัดถั่วฝักยาวจานแรกของผม
                                                            
                                               
เด็กชายวงศ์ขจร  ณ  ตะกั่วทุ่ง
                                            วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
             วันนั้นผมอยู่บ้านคนเดียว ตอนนั้นผมอยู่ประมาณ ป.4 แม่ไปบ้านคุณยายของผมพอแม่ไปผมจึงนึกสนุกๆก็ไปหยิบ ถั่วฝักยาวกับไข่มา ผมจึงไปเปิดแก๊ซ เปิดไฟตั้งกระทะให้ร้อนผมก็ลุกรี้ลุกลนไม่รู้จะไส่อะไรก่อนดีทำไปทำมารู้สึกว่ามีกลิ่นเหม็นฟุ้งออกมาจากกระทะหันไปดูไข่ในกระทะไหม้หมดแล้ว จะทำไงดีกว่าถ้าแม่มาเห็น แม่ต้องเทศนาธรรมแน่นอนเลย จังหวะจะทิ้งนั้นป้าก็มาเห็นพอดีป้าจึงถามว่าจะทำอะไร ผมก็บอกว่าเปล่าไม่ทำอะไร ป้าก็เดินไปไม่สนใจ ขณะนั้นแม่ก็กลับมาพอดีตายชักแล้วทำไงดี จึงยกกระทะคว่ำผัดถั่วฝักยาวที่ใส่ไข่ ก็กระจัดกระจายเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ไม่ได้ทันคิดกระทะ มือของผมก็ร้อนจนมือพองเป็นลูกโป่งจึงร้องออกมาดังโอ๊ยร้อน แม่เห็นผมก้มๆเงยๆอยู่จึงวิ่งเข้าไปดู แม่จึงถามว่าเป็นอะไรผมก็บอกว่าไม่มีอะไร ผมจึงวิ่งเข้าไปในบ้านรีบเข้าห้องนอน นอน เป่ามือดัง ปู๊ดๆ และแม่ก็เห็นไข่ที่อยู่ที่พื้นดิน แม่จึงรู้ว่าผมทำอะไรพิเรนพิเรนอีกแล้ว และแล้วผมถูกคุณแม่เทศนาธรรมจนได้ รุ่งเช้าแม่ไปบ้านคุณย่าของผมของผมแล้วก็เล่าพฤติกรรมของผมเมื่อคืน ของผมให้คุณย่าและป้าของผมฟังทุกคนจึงหัวเราะ และพี่ของผมก็หัวเราะป้าผมจึงพูดว่าทำไมเมือคืนไปที่บ้านเป็นป้าแล้ว เห็นตกใจมาก และเรื่องนี้มีของก็นำมาล้อ ผมทุกวันผมรับไม่ได้จึงร้องไห้ออกมาและแล้วอาหารของผมจานแรกก็ไม่เป็นที่ประทับของผม เพราะว่ามันกลายเป็นอาหารของไก่จนได้ที่เสียดายไม่ใช่อาหารที่ได้กินแต่เป็นไข่และถั่วฝักยาวที่ผมเสียดายมากที่สุดและทุกวันนี้ผมจึงจำขึ้นใจเลยว่าอาหารจานแรกของมันไม่ได้ตักตักใส่จานแต่มันคืออาหารของไก่ หลังจากนั้นผมก็เริ่มฝึกทำอาหาร แม่จะทำอะไรในครัวก็ให้ผมไปทำเดี๋ยวนี้ผมทำอาหารเก่งมาก ผมมักจะทอดไข่หรือทอดปลาหรือผัดบะหมี่ให้พ่อแม่กินเป็นประจำแม่จึงว่าฝันของผมว่าอยากให้เป็นคนขายอาหารตามรอย ของแม่ เพราะแม่ของเปิดร้านขายอาหารแม่มักจะชมว่าผมทำอาหารอร่อย แต่อาหารที่ผมทำครั้งแรกนี้จะไม่ลืมไปตลอดชีวิตว่าอาหารที่ผมทำมันไม่ได้ตกถึงท้องผมเลยแต่ตกถึงท้องไก้ซะงั้นผมจึงถามแม่ว่าถ้าผมทำอาหารจานนั้นสำเร็จแม่จะได้กินอาหารของผมไหมแม่ตอบว่าแม่กินแน่ถ้าวันนั้นมันไหม้ก็ไม่ได้กินอยู่ดีเพราะว่าอาหารจานนั้นไม่ได้ใส่ออะไรเลยแม้แต่น้ำมันก็ไม่ได้ใส่ ถ้าตักใส่จานดูแล้วอาหารก็ดูออกมาหน้าตาอัปลักษณ์ และยังจำคำที่พวกพี่ของผมหยอกล้อวันนั้นและจะจดจำอาหารที่สุดอัปลักษณ์ของผมไปตลอดชีวิต เรื่องหน้าแตกของผมก็มีเท่า แต่ว่าแตกครั้งนี้หมอดีที่ไหนก็เย็บไม่ได้เราะหน้าแตกหมอไม่รับเย็บเลยครับ
                                              ๒๖.  เรื่อง ที่น่าแตกที่สุด
                                                    
                                                
เด็กหญิงอารียา เพชรฤทธิ์
                                  วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
           คือเรื่องมีอยู่ว่าวันนั้นดิฉัน เด็กหญิง อารียา เพ็ชรฤทธิ์ อยู่โรงเรียนวัดนิโครธารามตอนนี้ดิฉันอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ แต่เหตุเกิดตอน ฉันอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ คือตอนนั้นดิฉันเรียนพิเศษอยู่ ๒ วิชาด้วยกันคือ วิชาภาษาอังกฤษและวิชาคอมพิวเตอร์ คือตอนนั้นดิฉันเรียนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ก่อนสักพักแล้วคุณครูอารีย์ได้บอกกับนักเรียนทุกคนว่าใครสนใจที่จะเรียนพิเศษวิชาคอมพิวเตอร์บ้างค่าสมัครแค่ ๕๐ บาทเอง ๔๕ วันใครใครสนใจให้ไปเขียนชื่อและพรุ่งนี้ให้เอาสำเนาทะเบียนบ้านมาดิฉันก็ไปสมัครและก็ได้เรียนแล้วรู้ไหมค่ะทำไมดิฉันถึงไม่สนใจเรื่องภาษาอังกฤษก็คือ เรียนวิชาคอมพิวเตอร์ก็เพราะว่าวิชาคอมพิวเตอร์ ๔ - ๖ โมง ดิฉันก็เรียนภาษาอังกฤษ ๕ โมงเลิก และก็ไปเรียนคอมต่อถึงหกโมงดิฉันก็เรียนอยู่อย่างนี้ทุกวัน วันนั้นดิฉันก็เรียนจบคอร์ดวิชาคอมพิวเตอร์ตอนตีห้า ซึ่งดิฉันก็เรียนภาษาอังกฤษอยู่ดิฉันก็เห็นว่าพอจบคอร์ดวิชาคอมพิวเตอร์เขามีการกินกันด้วยดิฉันก็แอบไปกินเลี้ยงวิชาคอมพิวเตอร์ก็กลับบ้านตอนตีหก วันนี้คุณครูอารีย์ สุขสวัสดิ์ เหมาส้มตำร้านนั้นหมดเกลี้ยงเลย แล้วก็เลี้ยงน้ำโค้งไก่ข้าวเหนียวดิฉันเพื่อนๆพี่คุณครูก็รับประทานกันอย่างอร่อยสักพักคุณครูปราณีก็มากินกับพวกเราด้วยดิฉันก็หลบหน้าคุณครูถามามว่าทำไมไม่เรียนวิชาภาษาอังกฤษอังกฤษดิฉันก็ตอบไปว่ามากินเลี้ยงปิดคอร์ดวิชาคอมพิวเตอร์

ก็ไม่มีอะไรเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษก็อิฐฉาดิฉันที่กินงานเลี้ยงปิดคอร์ดวิชาคอมพิวเตอร์ก็ถึงแล้วที่จะบอกเรื่องน่าแตกก็คือ อ๋อลืมไปยังบอกไม่ได้ก่อนเพราะยังเล่าช่วงหน้าก่อนคือดิฉันๆเพื่อนๆพี่ๆกินเสร็จเก็บของเรียบร้อยก็ถึงช่วงที่คุณครูจะบอกว่า วันนี้เป็นวันหยุดทั้งทีหรือปิดคอร์ดทั้งที วันนี้ก็จะให้เล่นเกมคอมพิวเตอร์ดิฉันก็เล่นได้สักพักดิฉันก็ปวดท้องอุจระ ก็รีบไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระเสร็จ ก็ออกมาจากห้องน้ำอ๋อลืมบอกไปว่าขี้รั่วก็ไปเล่นเกมต่อระหว่างไปก็มีคนใต้อาคารเยอะมากก็เหม็นมากแต่ไม่รู้ว่าเหม็นอะไรก็ไปถึงห้องก็เล่นเกมต่อสักพักคุณครูบอกว่าเหม็นมากๆดิฉันก็ไม่ได้ดูว่าดิฉันขี้แตกคุณครูเพื่อนๆพี่ๆเห็นกันแต่โชคดีเห็นบางคนคุณครูก็รีบใช้ให้ไปล้างก็กลับมาเล่นเกมต่อแล้วสักพัก แม่กับพี่ก็มารับและก็บอกมาว่าเหตุการณ์วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง แม่กับพี่ก็หัวเราะ จบอย่าบอกใครนะค่ะ

                                               ๒๗.  เรื่อง ขี่รถจักรยานยนต์
                                                      
                                                    เด็กหญิงแนนวดี จันทศรี
                                        วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
          เมื่อวันที่ ๑๖  พฤศจิกายน ๒๕๔๙  แม่สั่งให้ดิฉันไปซื้อน้ำตาล ดิฉันเลยขับรถจักรยานยนต์ออกไปซื้อของให้แม่ ดิฉันขี่ไปแล้วหมาของบ้านน้าเพ็ญก็วิ่งไล่จะกัดดิฉัน ดิฉันเลยจอดรถแล้ววิ่งไปเอาไม้ยางพารามาตีหมามันกลัวเลยวิ่งกลับไปที่บ้านน้าเพ็ญดิฉันก็ยกรถขึ้นมาแล้วขี่ต่อไป พอไปเกือบถึงร้านค้าไม่รู้ว่าใครเอาก้อนหินมาดักไว้ ดิฉันมัวแต่ดูพวกคนทำกะปิ เลยขี่โดยไม่มองข้างหน้าว่ามีก้อนหินดิฉันเลยขี่รถจักรยานชนก้อนหิน หันหัวไปทันเลยลงในคูข้างทาง คนที่อยู่ที่ร้านค้าต่างหัวเราะชอบใจดิฉันขายหน้ามากเลยยกรถจักรยานยนต์ออกจากคูข้างทางและขี่กลับบ้าน พอไปถึงบ้าน ดิฉันก็เล่าให้เเม่ฟัง
แม่เลยด่าดิฉันว่าขี่รถโดยไม่ดูตาม้าตาเรือเลย ลงคูอย่างนี้ไงละ สมควร

                                         ๒๘.  เรื่อง น้ำพริกถ้วยแรกของฉัน
                                                    
                                                เด็กหญิงวีราภรณ์  ทองกอบ
                                      วันอาทิตย์ที่  ๒๔  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
         
เมื่อวันเสาร์ดิฉันได้ทำน้ำพริกถ้วยหนึ่งและดิฉันก็ให้น้องไปเก็บพริกที่หลังบ้านเพื่อมาทำน้ำพริกให้แม่ เพื่อน้องเก็บพริกมาเสร็จแล้ว ฉันก็หั่นพริกไว้ในตู้เย็นและดิฉันก็หั่นหอมแดง จนร้องไห้เพราะว่ามันแสบตามากแต่ดิฉันก็หั่นจนสำเร็จและผ่ามะนาว2ลูกบีบใส่จานและดิฉันก็เตรียมของจนเสร็จและดิฉันก็เอาหอมแดงใส่จานตามด้วยน้ำตาล ผงชูรส และปลาชิ้ฉิ้งช้าง กะปิ มะนาว ยำจนให้เข้ากันและก็เสร็จ ดิฉันจึงหั่นหมูเพื่อทอด พอดิฉันหั่นหมูเสร็จก็ใส่ผงชูรส และน้ำปลาคลุกเคล้าให้เข้ากันก็ทอดจนเสร็จ และเมื่อถึงเวลาทานข้าว ดิฉันก็ตักแกงและข้าวมาตั้งบนโต๊ะอาหารและรับประทานกัน ๔ คน คือดิฉันและน้องอีก ๔ คน และน้องดิฉันได้ถามว่า น้ำพริกถ้วยนี้เผ็ดไหมค่ะ และดิฉันก็ตอบว่าไม่เผ็ดค่ะ และดิฉันกับน้องๆ กินน้ำพริกกับหมูทานจนครึ่งจานและน้องอีกคนหนึ่งบอกว่าพี่ๆลืมใส่พริกค่ะ และดิฉันก็ตลกมา พ่อแม่มาถึงดิฉันก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟังและแม่ก็หัวเราะ

                                                           เด็กนิโคร
                                                       sntng@thaimail.com




นักเรียน

นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๓
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๒
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๑
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๐
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๕๙
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๕๘
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๕๗
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๕๖
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๕๕
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ประจำปี ๒๕๕๔
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๓
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๒
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๑
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๐
นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ article
จำนวนนักเรียน article
ชมรมวรรณศิลป์ ๒๕๔๗ article
ชมรมวรรณศิลป์ ๒๕๔๘ article
ชมรมวรรณศิลป์ ๒๕๔๙ article
บทกวีของเจ้าตัวน้อย ตอนที่ ๒ article
บทกวีของเจ้าตัวน้อย ตอนที่ ๓ article
เยี่ยมชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ article
เยี่ยมห้องคอมพิวเตอร์ article
นักเรียนที่สำเร็จ
คนดี คนเก่ง ของเด็กนิโคร article
เยี่ยมห้องดุริยางค์ article
เยี่ยมสนามเด็กเล่น article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
โรงเรียนวัดนิโครธาราม,นิโครธาราม,นิโคร,เด็กนิโคร,ครูนิโคร,หนุ่มนิโคร,สาวนิโคร,ชาวนิโคร,พี่เสือ,เจ้าตัวน้อย,สมนึก,โก้เจ้า,จามจุรี wnikro@gmail.com